พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 301 เข้าสู่ตระกูลเจียงครั้งแรก
นับตั้งแต่กลับมาจากประตูวังหลวงก็ผ่านไปสามวันแล้ว
เจียงเซิงไม่พูดถึงเรื่องการกลับไปตระกูลเจียงเลย และไม่มีใคร
จากตระกูลเจียงมารับนางด้วย มีเพียงเหอรุ่ยที่คอยเฝ้ารถม้าคัน
หรูหรา น่าสงสารที่เขาต้องนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตูเรือนเล็กทุกวัน
ป้าจางใจอ่อน จึงให้เขามานอนรวมกับเจียงซานและเจียงซื่อ ทุก
วันเวลาทำอาหารก็จะแบ่งให้เขาด้วยหนึ่งส่วน
เหอรุ่ยแทบจะคิดว่าเรื่องราวคงจะลงเอ่ยเช่นนี้แล้ว ถึงกับแอบ
เสียดายแทนเด็กน้อยด้วยซ ้า
จนกระทั่งเจียงเซิงกล่าวประโยคนั้นออกมา “พาข้าไปตระกูล
เจียงเถอะ”
ช่างเป็นเด็กหญิงที่ดีเหลือเกิน ในที่สุดก็ยอมรับความมั่งคั่งและ
เกียรติยศของตระกูลเจียงเสียที
เหอรุ่ยยังไม่ทันจะดีใจก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เจียงเซิงใช้คำว่า ไป
ไม่ใช่ กลับ เขาจึงกดความดีใจลงไปแล้วพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า
“คุณหนู ท่านแน่ใจหรือว่าจะไปจริง ๆ ?”
เจียงเซิงพยักหน้า
ข้าง ๆ นั้นมีคุณชายสามคนที่กำหมัดแน่น และป้าจางที่พร้อมจะ
ร้องไห้ออกมาทุกเมื่อ
เหอรุ่ยได้แต่ค่อย ๆ ดึงสายบังเหียนอย่างหวาดหวั่น จับบังคับ
อย่างระมัดระวัง และรอคอยตัวสั่นอยู่หน้าประตูเรือนเล็ก
“เจียงเซิง” เสียงราบเรียบของสวี่โม่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวด
“หากการสอบใหม่ของข้าต้องแลกมาด้วยการที่เจ้าต้องทำในสิ่งที่ไม่
เต็มใจ ข้าก็ขอยกตำแหน่งฮุ้ยหยวนให้ผู้อื่นดีกว่า”
“น้องสาว ต่อไปนี้ข้าจะไม่ได้พบเจ้าอีกแล้วใช่หรือไม่” เวินจืออ
วิ่นน ้าตาคลอ มือที่ใช้จับชีพจรสั่นไม่หยุด
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปาก “พวกเรายังมีวิธีอื่นเพื่อจะขอบคุณตระกูล
เจียง”
“ไม่จำเป็นต้องยกเจ้าให้พวกเขาหรอก”
เหตุที่คนเรียกว่าคน ก็เพราะมีความรู้สึก มีหนทางให้เลือก
คนไม่ใช่สิ่งของที่จะส่งออกไปแล้วยังเรียกกลับคืนมา ทิ้งไปแล้วก็
ยังเก็บกลับมาได้
ในอดีต มีกลุ่มลักพาตัวที่หลอกเด็กนับไม่ถ้วนให้ห่างหายไปจาก
พ่อแม่ หลังจากขายให้ครอบครัวอื่นไปแล้ว ก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปี
ถึงจะหาพบ หรือไม่มีวันได้พบหน้ากันอีก
ผู้ที่หาไม่พบก็จมอยู่ในความเศร้าโศก แล้วผู้ที่หาพบเล่า
ลูกที่รักที่สุดกลับมีใบหน้าแปลกตา เรียกพ่อแม่คนอื่นอย่างสนิท
สนมคุ้นเคย เมื่อพบญาติทางสายเลือดอีกครั้ง ก็เพียงแค่สงสัยและ
ถามว่า “ท่านกำลังตามหาใครหรือ?”
นี่คือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ
เจียงเซิงเร่ร่อนมาเจ็ดปี อยู่ร่วมกับพวกพี่ชายมาสี่ปี ชีวิตของ
นางไม่ได้เป็นของตระกูลเจียง และไม่ได้เป็นของสถานที่ที่อยู่หลัง
กำแพงสูงพวกนั้น
แม้ว่าในการสอบระดับแคว้นปีหน้า ตระกูลฟางจะไม่ยอมรามือ
ง่าย ๆ แม้ว่าจะมีความลำบากนับไม่ถ้วนรออยู่ พวกเขาพี่น้องก็
สามารถร่วมมือกันก้าวข้ามไปได้
“อย่าไปเลย อย่าไปนะ เจียงเซิง” จางเซียงเหลียนเอ่ยเสียงสะอื้น
เห็นได้ชัดว่าดวงตาของจ่างเยี่ยนกับสวี่โม่ก็เริ่มแดงเช่นกัน วัง
เสี่ยวจู เจียงซาน เจียงซื่อยิ่งแอบเช็ดน ้าตาเงียบ ๆ
ทันใดนั้นเจียงเซิงก็ยกมือเท้าเอว “ข้าไม่ได้จะไม่กลับมาเสีย
หน่อย ทำไมต้องทำให้รู้สึกเศร้าขนาดนั้นด้วย ตระกูลเจียงจะกินเด็ก
หรืออย่างไร เข้าไปหนึ่งคนก็กินหนึ่งคนหรือ”
จางเซียงเหลียนถึงกับหัวเราะทั้งน ้าตา หยดน ้าตาเกาะอยู่บน
ใบหน้า จะเช็ดก็ไม่ใช่ จะปล่อยให้ไหลก็ไม่เชิง
เวินจืออวิ่นสูดจมูกเบา ๆ ในที่สุดก็หยุดร้องไห้
ส่วนสวี่โม่กับจ่างเยี่ยนมีความคิดลึกซึ้งที่สุด แต่ก็แสดงความจน
ปัญญาอย่างชัดเจน
“ต้องแบบนี้สิ พวกท่านผ่อนคลายสักหน่อยเถอะ รอข้าเรียนรู้
อะไรจากตระกูลเจียงแล้ว จะกลับมาแบ่งปันกับพวกท่าน” เด็กหญิง
ตัวน้อยตบอกตัวเองเบา ๆ รีบร้อนขึ้นรถม้าตระกูลเจียง ไม่กล้าหัน
กลับไปมองอีก
แต่แล้วก็มีเสียงเรียกจากด้านหลัง
“เจียงเซิง”
นางเพียงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น ปล่อยให้เสียงค่อย ๆ เลือนหายไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เหอรุ่ยก็หยุดรถม้า แล้วเอ่ยเตือน
อย่างระมัดระวัง “คุณหนู มาถึงจวนตระกูลเจียงแล้วขอรับ”
เจียงเซิงราวกับตื่นจากภวังค์ นางตรวจสอบการแต่งตัวว่าไม่มี
ข้อบกพร่องอะไรแล้วจึงค่อยกระโดดลงจากรถม้า
เหอรุ่ยก้าวไปเคาะประตู ยังคงเป็นคนเฝ้าประตูของตระกูลเจียง
คนเดิม ยังคงแง้มประตูแค่เล็กน้อย และยังคงกดเสียงถามว่า “มาหา
ใคร”
“ข้าไม่ได้มาหาใคร แค่บอกว่าบุตรสาวของตระกูลเจียงกลับ
มาแล้ว” เหอรุ่ยเปลี่ยนท่าทีจากเจ้าเล่ห์เป็นผึ่งผาย
คนเฝ้าประตูตกใจ วิ่งเข้าไปข้างในโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เมื่อวิ่งผ่านสาวใช้หลายคนเขาก็ทำให้พวกนางตกใจ ต่างพากัน
ด่าทอว่า “เจ้าวิ่งในจวนเช่นนี้ ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย!”
คนเฝ้าประตูรีบบอก “คุณหนูกลับมาแล้ว!”
แล้วก็หายลับไปตรงมุมอาคาร
“คุณหนูกลับมาแล้วหรือ?” สาวใช้ชุดม่วงถามอย่างสงสัย
“คุณหนูออกไปข้างนอกหรือ?”
“คุณหนูไม่ได้ออกไปไหนไม่ใช่หรือ” สาวใช้ชุดเหลืองส่ายหน้า
“ตั้งแต่คุณหนูป่วยก็ไม่ได้ออกไปไหนเลยสักครั้ง แม้แต่จะพูดคุยก็
น้อยมาก”
“เจ้าคนเฝ้าประตูนี่เป็นบ้าอะไรอีกแล้ว” สาวใช้ชุดชมพูพูดพลาง
ถือถ้วยชา “ข้าเพิ่งไปเอารังนกมาให้คุณหนู ข้าแน่ใจว่าคุณหนูอยู่
กับฮูหยินตลอด”
พวกนางพูดคุยพลางหัวเราะขณะเดินไปตามทางเดินหินสีเขียวที่
ทอดไปสู่ประตูใหญ่
เจียงเซิงกับเหอรุ่ยยืนอยู่หน้าประตูจวนที่เปิดกว้าง กำลังรอคอย
อย่างสงบเงียบ
ในบ้านของคนตระกูลใหญ่มีกฎที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์
อักษรไว้ว่า แขกจะได้รับเชิญเข้าไปในห้องรับรองเพื่อรอพบ แขกที่
คุ้นเคยกันจะถูกพาไปยังเรือนของเจ้าของบ้านโดยตรง ส่วนแขก
ทั่วไปจะถูกเชิญให้รอที่ห้องรับรองชั่วคราว
แต่เจียงเซิงกับเหอรุ่ยกลับยืนรออยู่นอกประตู แถมยังสวมเสื้อผ้า
ธรรมดา พวกเขาจึงดูเหมือนญาติจน ๆ ที่มาขอความช่วยเหลือ
“ไม่รู้ว่าเป็นญาติบ้านไหน ถึงได้เดินเข้าประตูใหญ่เช่นนี้” พวก
นางพึมพำกระซิบกระซาบ แววตาเต็มไปด้วยความดูถูก “พวกที่มา
ขอความช่วยเหลือก็ควรเข้าทางประตูหลังสิ”
“ช่างเถอะ อย่าไปยุ่งมากนักเลย พวกเขาก็ไม่ได้มาขอเงินพวก
เราสักหน่อย”
พวกนางหัวเราะคิกคักแล้วเดินจากไป เสียงเครื่องประดับทั่วตัว
ดังกรุ้งกริ่ง ดูรุ่มรวยยิ่งกว่าคุณหนูจากตระกูลทั่วไปเสียอีก
กลับมาที่เรือนหลัก
สาวใช้ชุดชมพูเป็นคนแรกที่นำรังนกเข้ามาในห้อง
สาวใช้ชุดม่วงกับสาวใช้ชุดเหลืองยังคงกระซิบกระซาบถึงญาติ
ยากจนที่มาขอเงินเมื่อครู่
“พวกเจ้ากำลังกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ ถึงดูสนุกกัน
เหลือเกิน” ฮูหยินเจียงกล่าวขณะตัดแต่งกิ่งดอกไม้ด้วยน ้าเสียงเรื่อย
เฉื่อย “เล่าให้คุณหนูสามฟังบ้างสิ นางจะได้คลายความเบื่อหน่าย
ด้วย”
สาวใช้ชุดชมพูกำลังเป่ารังนกให้เย็นสำหรับเจียงเฉิงฮวนที่กำลัง
อ่อนแอ
สาวใช้ชุดม่วงจึงเริ่มพูดจาฉะฉานว่า “ตอนพวกข้าเดินผ่าน
ประตูใหญ่เห็นว่ามีญาติยากจนมาขอเงินเจ้าค่ะ พวกเขาสวมเสื้อผ้า
เก่า ๆ แต่เนื้อตัวกลับอ้วนท้วนสมบูรณ์ คงไม่ใช่ครั้งแรกที่มาขอเงิน
แน่ ไม่รู้ว่าเป็นคนน่าสงสารจากเรือนไหน เกรงว่าเงินคงถูกพวกเขา
ขอเอาไปหมดแล้ว”
ฮูหยินเจียงยิ้มน้อย ๆ ไม่พูดอะไร
“ยังมีคนเฝ้าประตูอีก ไม่รู้ว่าเขาเป็นบ้าอะไร ถึงตะโกนดังลั่นว่า
คุณหนูกลับมาแล้ว” สาวใช้ชุดเหลืองไม่ยอมน้อยหน้า “ถ้าคนที่มา
ขอเงินข้างนอกนั้นแต่งตัวดูมีฐานะสักหน่อย พวกข้าคงถูกหลอกเสีย
แล้วเจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว ๆ คุณหนูของพวกเราก็นั่งอยู่ตรงนี้แท้ ๆ …” สาวใช้ชุด
ม่วงเห็นด้วย
ฮูหยินเจียงชะงักมือที่กำลังตัดกิ่งดอกไม้ อารมณ์ซับซ้อนปรากฏ
ขึ้นบนใบหน้า ปกปิดความไม่ใส่ใจที่มีอยู่ของนาง
เจียงเฉิงฮวนที่เพิ่งรับถ้วยรังนกมาพลันสั่นสะท้าน รังนกชั้นดีครึ่ง
ชามหกลงบนผ้าปูที่นอน แล้วกลิ้งตกลงพื้นแตกออกเป็นห้าชิ้น
คุณหนูกลับมาแล้ว
กลับมาจริง ๆ แล้ว
เรือนเต๋อเหรินก็ได้รับข่าวเช่นกัน มันคือเรือนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
อาศัยอยู่
ถานเยี่ยกำลังค้นหาเส้นผมดำท่ามกลางกลุ่มเส้นผมสีเงิน จู่ ๆ ก็
ได้ยินเสียงร้องของคนเฝ้าประตู มือนางสั่นจนทำให้เส้นผมสีดำที่
เหลืออยู่เพียงสองเส้นของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหลุดไปหนึ่งเส้น
นางไม่มีเวลาแม้แต่จะเสียใจหรือขอโทษ รีบสวมรองเท้าปักแล้ว
ช่วยพยุงฮูหยินผู้เฒ่าเจียงที่อายุมากกว่าห้าสิบปีเดินเร็ว ๆ ราวกับติด
ปีกบิน
“ฮูหยินผู้เฒ่าช้าลงหน่อยเจ้าค่ะ ช้าลงหน่อย ยังมีเวลาอยู่เจ้าค่ะ”
ถานเยี่ยที่ยังสาวและแข็งแรงแทบจะตามไม่ทัน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่พูดอะไรสักคำ
ในที่สุดก็มาถึงประตูใหญ่ของจวนตระกูลเจียง ท่ามกลาง
แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ หลานสาวผู้เปล่งประกายรัศมีก้าวข้ามธรณี
ประตู ข้ามผ่านกาลเวลา เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ย่อกายคำนับอย่าง
อ่อนหวานงดงามแล้วเอ่ยเรียก
“ท่านย่า”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….