พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 302 ชิงช้า
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่านางรอคอยสองคำนี้มานานกี่ปีแล้ว
รอจนจิตใจเลื่อนลอย รอจนได้ยินแล้วก็ยังไม่อาจตอบสนองได้
อยู่นาน
กระทั่งถานเยี่ยเรียกหลายครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจึงรวมสติ
กลับมาและยิ้มบาง ๆ “เด็กดี เจ้ากลับมาแล้วหรือ”
ไม่มีการโอบกอดร ่าไห้ ไม่มีการสั่นเทาและน ้าตาไหล
เป็นเพราะการอบรมของคนตระกูลใหญ่นั้นดีเกินไป หรือว่าเมื่อ
ไม่มีใครเห็นจึงร้องไห้จนน ้าตาเหือดแห้งไปหมดแล้ว
เจียงเซิงไม่รู้จึงปิดปากแน่น พยายามแสดงบทบาทหลานสาว
ผู้ว่านอนสอนง่ายของตระกูลเจียง
“กลับมาก็ดีแล้ว เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงถอน
หายใจ มือที่ค่อนข้างเหี่ยวย่นยื่นออกมา วางลงบนแขนกลมป้อม
เป็นเจียงเซิงที่เอนตัวเข้ามา พร้อมกับถานเยี่ยที่ยืนประคองอยู่
ซ้ายขวาข้างกายนาง
เด็กคนนี้…
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มเบิกบาน “ให้คนเฝ้าประตูไปแจ้งเรือนทั้งสอง
บอกให้ห้องครัวใหญ่จัดโต๊ะเตรียมอาหารดี ๆ ตอนเที่ยงพวกเราจะได้
ต้อนรับนางกัน”
“ได้ขอรับ” คนเฝ้าประตูรับคำ แล้วหมุนตัววิ่งออกไปทันที
เหอรุ่ยเดินตามหลังอย่างกระตือรือร้น พยายามแสดงตัวเป็นระยะ
“ฮูหยินผู้เฒ่าเดินดี ๆ นะขอรับ คุณหนูเดินดี ๆ แม่นางถานเยี่ยเดินดี
ๆ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเข้าใจเขาจึงยิ้มกล่าว “ลำบากเจ้าแล้ว ต่อไปก็
อยู่ติดตามคุ้มครองคุณหนูเถอะ”
เหอรุ่ยรับคำสั่ง ตื่นเต้นราวกับขุดเจอทองคำ
บางทีอาจเป็นเพราะใช้เรี่ยวแรงไปหมดแล้ว ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่า
เจียงจึงเดินช้ามาก เป็นครั้งคราวที่แนะนำสิ่งรอบข้างเสียงเบา
ส่วนเจียงเซิงตั้งใจฟังนาง
ก่อนหน้านี้ที่บอกกับพวกพี่ชายว่าจะมาเพิ่มพูนความรู้นั้นเป็น
เพียงการปลอบใจพวกเขา พอนางมาถึงตระกูลเจียงแล้วถึงได้พบว่า
นางได้เปิดหูเปิดตามากจริง ๆ
ที่แท้บ้านคนตระกูลใหญ่ก็ไม่ได้อยู่กันเพียงสองหรือสามหรือสี่
เรือน แต่สร้างลานบ้านหลายแห่งบนที่ดิน และแต่ละลานบ้านแบ่งเป็น
สองหรือสามเรือนตามขนาด
ตระกูลเจียงหนึ่งตระกูลเทียบเท่ากับเรือนเล็กสิบหลัง
ยังไม่นับรวมพื้นที่ของสระบัวที่ขุดขึ้นระหว่างเรือน ศาลา และ
สวนดอกไม้หลากหลายสีสันที่ครอบครองพื้นที่เหล่านั้นอยู่
ตระกูลเจียงแบ่งเป็นเรือนฝั่งตะวันออกและตะวันตก รวมกันแล้วมี
เจ้านายอาศัยอยู่ไม่ถึงสิบคน แต่มีสาวใช้และบ่าวคอยปรนนิบัติเกือบ
ร้อยคน
มีคนรับผิดชอบห้องครัว คนรับผิดชอบการจัดซื้อ คนรับผิดชอบ
เสื้อผ้า ยังมีคนดูแลใกล้ชิด คนทำความสะอาดภายนอก รวมถึงคน
เลี้ยงม้า
ตระกูลเจียงมีห้องครัวใหญ่หนึ่งห้อง รับผิดชอบทำอาหารสามมื้อ
ให้คนทั้งจวน รวมถึงงานเลี้ยงรับรองแขก และอาหารในช่วงเทศกาล
วันหยุด
แต่ละเรือนยังมีห้องครัวเล็กแยกย่อยต่างหาก ปกติจะมีไว้อุ่นยา
หรืออุ่นอาหารให้เจ้านาย บางครั้งก็เอาไว้ทำขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ
คุณชายของตระกูลเจียงเรียนอยู่ที่กั๋วจื่อเจี้ยน ส่วนคุณหนูก็มี
อาจารย์มาสอน พวกเขาคุ้นเคยกับหลักคำสอนสี่ตำราห้าคัมภีร์
ไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล่าซิ่วไฉข้างนอกเลย
สาวใช้ส่วนตัวของตระกูลเจียงมีเงินเดือนสูงถึงเดือนละห้าตำลึง
สาวใช้ทั่วไปได้สองตำลึง ในวันปกติ เจ้านายยังมอบรางวัลเป็น
เครื่องประดับทองเงินต่าง ๆ ร ่ารวยยิ่งกว่าสาวใช้จากครอบครัวทั่วไป
เสียอีก
ตระกูลเจียงยัง…
เสียงแนะนำยังดังอยู่ข้างหู แต่เจียงเซิงกลับเหม่อลอยไปแล้ว
นางนึกถึงป้าจางที่ใช้เงินหนึ่งร้อยเหวินซื้อผ้าหนึ่งพับ มาตัดเย็บ
ทำเสื้อผ้าได้สามชุด สลับกันใส่ซักนานถึงสองปีเต็ม
นึกถึงร้านยาใหญ่ที่ขายตังกุยราคาสามตำลึงต่อหนึ่งชั่ง แต่ร้าน
ยาเล็ก ๆ ทางเหนือของเมืองใหญ่กลับขายเพียงสองตำลึงครึ่งต่อหนึ่ง
ชั่ง จนเวินจืออวิ่นต้องแบกตะกร้ายาเดินนานหนึ่งชั่วยาม เพียงเพื่อ
ประหยัดเงินห้าร้อยเหวิน
ตอนที่ร้านจิ่วเจินเปิดกิจการ เจิ้งหรูเชียนซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่และ
ตั้งใจพูดจาให้เกินจริงว่าราคาของมันคือห้าสิบตำลึง จนทำให้นาง
โกรธจนต้องทุบตีเขา สุดท้ายพอรู้ว่าราคาจริง ๆ คือแค่สิบตำลึงถึงได้
ยอมปล่อยเขาไป
นึกถึงตอนที่นางตรากตรำขายขนมประจำแซ่ คิดว่าจะตั้งราคา
ให้แพงแล้ว แต่กลับยังน้อยกว่าเงินที่ตระกูลเจียงให้เป็นรางวัลกับสาว
ใช้เสียอีก
นึกถึงเสื้อคลุมราคาสิบสองเหวินที่พวกเขาซื้อมา มันทำจากผ้า
เก่าที่เก็บไว้ก้นหีบจนใยผ้ามันเน่า ตัดเย็บให้หลวมโพรก ถ้าไม่พันให้
แน่นลมก็จะพัดเข้ามา แต่กลับเป็นสิ่งที่อบอุ่นที่สุดในฤดูหนาว
ความทรงจำในอดีตช่างละเอียดและอัดแน่น
เจียงเซิงพลันตระหนักได้ว่า แม้จะจากกันไปเพียงครึ่งชั่วยาม
นางก็เริ่มคิดถึงพวกพี่ชาย คิดถึงป้าจาง คิดถึงเจิ้งหรูเชียนที่ออก
เดินทางค้าขาย คิดถึงฟางเหิงที่อยู่ชายแดนทางเหนือแล้ว
แต่นางอยู่ในตระกูลเจียง
ตระกูลเจียงที่ไร้เงาพวกพี่ชาย
“เด็กน้อย เด็กน้อย” เสียงเรียกของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงดังแว่วมา
เจียงเซิงหันกลับไปอย่างรวดเร็วพร้อมเงยหน้าขึ้น “ท่านย่า มี
อะไรหรือเจ้าคะ?”
ถานเยี่ยยืนอยู่ข้าง ๆ เม้มปากด้วยความกังวล ส่วนฮูหยินผู้เฒ่า
เจียงยกยิ้มพลางกล่าว “ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากเรียกเจ้าเท่านั้น”
นางถอนหายใจเพื่อปกปิดความสับสนและไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรู้เห็นและเหมือนจะครุ่นคิดบางอย่าง
สองย่าหลานเดินจากประตูใหญ่ไปยังเรือนเต๋อเหริน ใช้เวลา
ประมาณสองเค่อ ระหว่างนี้นอกจากบ่าวไพร่ที่เดินผ่านมาและคำนับ
ทักทายแล้ว ทั้งตระกูลเจียงก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ อีก
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ชี้ไปยังลานว่างที่อยู่ใกล้
ที่สุด “เจ้าชอบหรือไม่ ข้าเตรียมเอาไว้ให้เจ้า”
ตรงลานนั้นมีขนาดประมาณสองส่วน ด้านขวาติดกับเรือน
เต๋อเหริน ด้านซ้ายติดกับสระน ้าใหญ่ ภายในลานปลูกต้นไห่ถัง
กำลังออกดอกบานสะพรั่ง กิ่งก้านยื่นออกมานอกลาน ทุกครั้งที่สาย
ลมพัดผ่าน กลีบดอกไม้ก็จะร่วงหล่นลงมา
นางก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว ป้ายที่แขวนอยู่เหนือประตู
ปรากฏแก่สายตา ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนตัวอักษร “ศาลาอวิ๋นชี” ไว้
อย่างวิจิตรบรรจง
เหอรุ่ยสายตาเฉียบคม เขาเดินไปเปิดประตูของลานบ้านอย่าง
กระตือรือร้น ต้นไห่ถังที่เดิมเห็นแค่กิ่งก้านสาขาบัดนี้เปิดเผยแก่
สายตาอย่างชัดเจน ใต้ต้นไห่ถังมีชิงช้า กำลังแกว่งไกวอย่างนุ่มนวล
ตามสายลม
ดวงตาของเจียงเซิงเปล่งประกาย
ไม่มีเด็กคนไหนปฏิเสธชิงช้าใต้ต้นไม้ดอกได้ นางยังจำได้ว่า
ชาวบ้านในหมู่บ้านสิบลี้มักผูกเชือกระหว่างต้นไม้สองต้น ตรงกลาง
เชือกผูกเสื้อตัวหนา ๆ พอให้พวกเด็กๆ เล่นได้นานอยู่หลายชั่วยาม
เจียงเซิงก็อยากเล่นบ้างเช่นกัน แต่นางไม่มีเชือก ไม่มีเสื้อตัวเก่า
ๆ หนา ๆ อีกทั้งยังเป็นขอทานน้อยตัวเนื้อสกปรก ไม่มีใครอยากยุ่ง
ด้วย
แต่ไม่เป็นไร รอให้ฟ้ามืดแล้วนางค่อยแอบมาเล่นสักหน่อยก็ได้
ทว่าใครจะคิดว่าเชือกเส้นเดียวนั้นมัดไม่แน่น เมื่อไม่มีใครคอย
ประคองก็จะตกลงมา เจียงเซิงตกลงมากระแทกอย่างแรง นางกลัวว่า
เสียงร้องไห้จะรบกวนเจ้าของบ้าน จึงได้แต่กลั้นน ้าตาแล้วจากไป
หลังจากนั้น นางก็เริ่มถอยห่างจากชิงช้าและไม่พูดเกี่ยวกับเรื่อง
นี้
แต่ความทรงจำบางอย่างฝังลึกอยู่ในกระดูก ความปรารถนา
บางอย่างก็ไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา
“เจ้าอยากเล่นหรือ?” เสียงอ่อนโยนของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงดังขึ้น
“ไปเถอะ มันแข็งแรงมาก เจ้าไม่ตกลงมาหรอก”
เจียงเซิงเดินไปอย่างระมัดระวัง แล้วใช้ปลายนิ้วแตะเบา ๆ
ชิงช้านี้ทำจากไม้ เชือกหนาเท่ากับนิ้วมือสามนิ้ว ไม้นั่งเล็ก ๆ ถูก
ผูกไว้แน่นหนา ด้านบนปูด้วยผ้านุ่มลื่นชั้นหนึ่ง พอนั่งแล้วก็ทั้งมั่นคง
และสบาย ไม่มีทางพลิกคว ่าลงมาหัวทิ่มแน่
ระยะห่างระหว่างไม้นั่งกับพื้นก็พอดิบพอดี เพียงพอให้เจียงเซิง
ใช้ปลายเท้าดันตัวได้ และยังทำให้นางยกเท้าพ้นพื้นได้อย่างสบาย
เหอรุ่ยเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาผลักชิงช้าเบา ๆ ทำให้
เด็กหญิงตัวน้อยแกว่งไกวอยู่บนชิงช้า
แกว่งไปแกว่งมา ไปข้างหน้าและถอยหลัง
สีหน้าของนางเปลี่ยนจากงุนงงเป็นประหลาดใจ แล้วจาก
ประหลาดใจกลายเป็นความยินดี
“คุณหนู อยากให้ข้าออกแรงมากกว่านี้หรือไม่ขอรับ?”
เหอรุ่ยถาม
เจียงเซิงพยักหน้า “อืม”
เหอรุ่ยเพิ่มแรงมากขึ้น แกว่งเป็นรูปครึ่งวงกลมกลางอากาศ พุ่ง
สูงขึ้นแล้วตกลงมา สายลมพัดเปียเล็ก ๆ ของนาง กลีบดอกไม้
รอบตัวปลิวว่อน
ทั่วทั้งศาลาอวิ๋นชีได้ยินเพียงเสียงหัวเราะใสของเด็กน้อย ไพเราะ
ราวกับเสียงสวรรค์