พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 303 เจียงเซิงแอบกินครั้งที่สอง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจ้องมองนิ่ง ๆ เพียงแวบหนึ่งจะเห็นว่าขอบตา
ของนางแดงเรื่อเล็กน้อย แต่พอมองอีกครั้งก็เหลือแค่ความเคร่งขรึม
เท่านั้น
“ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว ทำไมคนในลานถึงไม่มีความเคลื่อนไหว
ใด ๆ เลย” นางเอ่ยเสียงทุ้มต ่า
ถานเยี่ยเอ่ยด้วยความกระวนกระวาย “นายท่านรองกำลังยุ่งกับ
งานราชการ คุณชายใหญ่กับคุณชายรองยังไม่กลับจากที่กั๋วจื่อ
เจี้ยน ฮูหยินรองพาคุณหนูสี่ไปเที่ยวชมดอกไม้ คุณหนูสามมือ
บาดเจ็บเพราะถูกลวก ฮูหยินเจียงเพิ่งเรียกหมอมาดู…”
เพราะอย่างนั้น หลังบุตรสาวของตระกูลเจียงกลับมาที่จวนได้
เกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่กลับยังไม่ได้พบหน้าคนอื่นในตระกูลเจียง
เลย
ดี ดีมาก
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงโกรธจนหัวเราะออกมา “ไม่อยากเจอก็ไม่ต้อง
เจอ อย่างไรเสียการกลับจวนครั้งนี้ของนางก็ไม่ได้ทำเพื่อพวกเขาอยู่
แล้ว”
พูดจบ นางก็สั่งให้ห้องครัวใหญ่นำอาหารหรูหรามากมาย
ออกไป เหลือไวเพียงอาหารจานเนื้อหลากหลายอย่างที่ดูเรียบง่าย
พอหันกลับมา นางก็กลับมาเป็นท่านย่าผู้ใจดีอีกครั้ง แย้มยิ้มจน
ตาหยีมองหลานสาวที่กำลังเล่นชิงช้า
แต่ไม่นานนัก ชิงช้าก็หยุดแกว่ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ทำไมเจ้าจึงไม่เล่น
ต่อเล่า? ยังไม่ถึงเวลาอาหารเลย เล่นต่ออีกสักพักเถอะ”
“ไม่เล่นแล้วเจ้าค่ะ ๆ” เจียงเซิงโบกมือ “ข้าเล่นแค่สักหน่อยก็มี
ความสุขมากแล้วเจ้าค่ะ”
การเป็นคนต้องรู้จักพอ ชิงช้าที่สวยงามเช่นนี้ผู้อื่นคงแตะต้อง
ไม่ได้ นางได้เล่นนานขนาดนี้ก็พอใจมากแล้ว
“อีกอย่าง ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้ท่านย่าต้องยืนรอนาน ๆ”
เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตากลมโตคู่งาม “ท่านย่าอายุมากแล้ว ควรหาที่
พักผ่อน ไม่ควรยืนนาน ๆ เช่นนี้”
คนทั้งหมดในจวนมีมากมาย ทว่าก่อนหน้านี้มีเพียงถานเยี่ย
เท่านั้นที่พูดกับนางเช่นนี้ ตอนนี้กลับมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนคือ
เจียงเซิง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่อาจอธิบายความรู้สึกขึ้น ๆ ลง ๆ ในใจได้
แต่ตอนนี้นางแค่อยากยิ้มแล้วจับมือเล็กอวบนั้นไว้ “ดี เช่นนั้นพวก
เราไปกินข้าวกันเถอะ”
พ่อครัวในห้องครัวใหญ่ทำงานคล่องแคล่ว ไม่และมีการจัดจาน
ให้ดูเรียบหรู อาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ถูกยกมาให้อย่างต่อเนื่อง
ราวกับสายน ้า
มีทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อไก่ ทั้งแบบเย็นและแบบร้อน แบบ
ผัดและแบบตุ๋น รวมทั้งหมดสี่สิบเก้าจาน วางเรียงรายเป็นระเบียบจน
เต็มโต๊ะ เหลือเพียงช่องว่างรอบนอกสำหรับวางถ้วยจานเท่านั้น
เจียงเซิงตกตะลึงอีกครั้ง ปกติแล้วอาหารในเรือนเล็กก็ถือว่ามี
พร้อมแล้ว ทั้งผักใบเขียวที่สวี่โม่ชอบกิน ปลาที่เจิ้งหรูเชียนชอบกิน
อาหารแบบผัดที่ฟางเหิงชอบกิน ขนมหวานที่เวินจืออวิ่นชอบกิน น ้า
แกงเค็มที่จ่างเยี่ยนชอบดื่ม และขาหมูชิ้นใหญ่ที่เจียงเซิงชอบกิน แต่
อาหารทั้งหมดล้วนไม่เกินแปดอย่าง
ป้าจางมีนิสัยชอบประหยัด และไม่อยากให้เด็ก ๆ กินอาหารเหลือ
จึงพยายามทำให้เหลือน้อยที่สุด แถมยังไม่ลืมจะเอาไปให้สุนัขจรแมว
จรที่หน้าประตู ส่วนอาหารที่ดูดีสักหน่อยก็จะนำไปให้คนยากไร้เป็น
ครั้งคราว
แต่ตอนนี้ในตระกูลเจียง มีเพียงเจ้านายสองคนที่จะกินอาหาร
แต่กลับมีอาหารถึงสี่สิบเก้าอย่าง
“ฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนู ยังมีของตุ๋นอีกสองสามอย่างที่ยังไม่ได้ที่
อีกสักครู่จะนำขึ้นโต๊ะให้พวกท่านเจ้าค่ะ” ถานเยี่ยพูดพลางยิ้ม
ที่แท้ก็ยังไม่ใช่แค่สี่สิบเก้าอย่างเท่านั้น
เจียงเซิงรู้สึกว่าหัวใจของนางกำลังจะถูกฉีกออก ครู่หนึ่งก็ถูก
กลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยมาล่อใจ อีกครู่ก็รู้สึกผิดบาปและคิดว่ามัน
ช่างสิ้นเปลืองนัก
ทั้งยังรู้สึกผิดที่แอบกินโดยไม่บอกพวกพี่ชายด้วย
“เจ้าลองชิมเนื้อแกะตุ๋นสิ” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงพยักหน้าให้ถานเยี่ย
คีบมันใส่จานของเจียงเซิง “ข้าได้ยินจากซือชิงว่าเจ้าชอบกินเนื้อแกะ
ข้าอยากให้เจ้าได้ลองชิมมานานแล้ว แต่ก็กลัวจะสร้างความวุ่นวาย
ให้เจ้า”
เนื้อแกะพร้อมกับหนังที่เคี่ยวในหม้อดินเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ใช้
วิธีตุ๋นจนเนื้อและหนังนุ่มแต่ยังคงรูป เครื่องเทศนานาชนิดช่วยกำจัด
กลิ่นคาวของแกะ ตอนนี้มันนอนอยู่บนจานสีขาวสะอาด คล้ายกับ
พวกพี่สาวในหอนางโลมที่ไม่ยอมนอนตอนกลางคืน แล้วยื่นมือ
ออกมาพลางส่งเสียงยั่วยวน ‘มาสิ มากินข้าสิ’
เจียงเซิงร้องคร ่าครวญในใจ ‘ข้าขอโทษ! พี่สี่ พี่ห้า’
นางรีบคว้าตะเกียบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ภายใต้สายตาของผู้คน
มากมาย นางคีบอาหารอย่างมั่นคงนำเข้าปากในคำเดียว แล้วเคี้ยว
มันอย่างมีความสุข
เนื้อแกะที่ปราศจากกลิ่นคาวนั้นทั้งนุ่มทั้งเปื่อย ชั้นนอกของหนัง
มีความเหนียวนุ่มเล็กน้อย ยิ่งเคี้ยวหลาย ๆ ครั้งก็ยิ่งละลายในปาก
หนังที่ห่อหุ้มเนื้อ เนื้อผสมกับเส้นเอ็น รสชาติเผ็ดร้อนหอมกรุ่น
พร้อมกับเสียงอึกหนึ่งครั้ง อาหารก็ถูกกลืนลงคอ สุดท้ายก็ไปนอนอยู่
ในกระเพาะอาหาร
นางยังรู้สึกอยากจะกินต่อ จึงเลียริมฝีปาก
ถานเยี่ยมือไวตาไว คีบอาหารมาอีกคำหนึ่ง เมื่อเจียงเซิงกินหมด
ก็คีบมาให้อีก เด็กหญิงก็กินหมดอีก
เด็กหญิงตัวน้อยช่างกินเก่งเหลือเกิน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยืนยิ้มเอ็นดูอยู่ข้าง ๆ “เจ้าอย่ากินแต่จานนี้ ลอง
ชิมของอย่างอื่นบ้าง”
“นี่คือผัดเนื้อลูกแกะที่ห่อด้วยแผ่นแป้งบาง แล้วโรยด้วยแผ่น
กรอบ ๆ รสชาติหลากหลายและอร่อยมาก”
“ส่วนนี่คือเนื้อทอดเปรี้ยวหวาน ห่อกับต้นหอมซอยเล็กน้อย
ต้นหอมนี้หวานสดชื่นไม่เผ็ด เจ้ากินได้สบาย”
ถานเยี่ยสังเกตว่าเด็กหญิงกำลังหิวจริง ๆ คีบอะไรให้ก็กินหมด
นางจึงวางใจและเริ่มยุ่งวุ่นวายเดินวนรอบโต๊ะ
เมื่อเจียงเซิงวางตะเกียบลง สาวใช้ซึ่งปกติได้รับการอบรมมา
อย่างดีก็มีเหงื่อซึมออกมาแล้ว
“อิ่มแล้วหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มถาม
นางพยักหน้า ลูบท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย “ท่านย่าก็ทานด้วยสิ
เจ้าคะ มีอาหารมากมายขนาดนี้ หากไม่ทานคงเสียเปล่า”
เมื่อรวมกับอาหารอีกสามอย่างที่เพิ่งยกมา ทั้งหมดก็มีอาหารห้า
สิบสองอย่าง แม้นางจะกินอย่างเต็มที่ก็ยังกินไม่ครบถึงหนึ่งในสิบจาก
ทั้งหมด
พอคิดว่าสุดท้ายก็ต้องทิ้งของทั้งหมดไป นางจึงรู้สึกเสียดายและ
เศร้าใจเล็กน้อย
“มันไม่เสียเปล่าหรอก” ดูเหมือนฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจะเดาความคิด
ของนางออก “ถานเยี่ยก็ต้องกินด้วย สาวใช้และพวกบ่าวก็จะนำไป
แบ่งกันกินสองสามคำ”
นี่ก็ถือเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่ได้เขียนไว้ของคนตระกูลใหญ่ อาหารที่
เหลือจากเจ้านายจะถูกแบ่งให้บ่าวไพร่ได้กินต่อ
สีหน้าของเจียงเซิงพลันหม่องหม่นลงทันที
“คุณหนูเสียดายหรือเจ้าคะ?” ถานเยี่ยหัวเราะเบา ๆ “ตระกูล
ใหญ่ในเมืองหลวงไม่มีใครกินของเหลือหรอกเจ้าค่ะ ถ้าคุณหนูยัง
อยากกิน ก็สั่งให้คนครัวทำได้นะเจ้าคะ”
“ไม่ใช่เรื่องนั้น” เจียงเซิงถอนหายใจ “แต่ก่อนข้าก็รู้ว่าสาวใช้ใน
ครอบครัวที่ร ่ารวยนั้นกินดีอยู่ดี แต่ไม่คิดว่าจะได้กินทั้งเนื้อแกะเนื้อวัว
ด้วย ถ้าตอนนั้นข้ามีทะเบียนราษฎร์สักใบ ข้าคงขายตัวไปเป็นสาวใช้
แล้วแน่ ๆ”
การเป็นสาวใช้นั้นดีนัก มีทั้งงานทำประจำ มีเงินเดือนที่แน่นอน
ได้กินเนื้อทุกวัน และยังได้รับรางวัลเป็นเครื่องประดับมากมายอีกด้วย
น่าเสียดายที่ขอทานนั้นไม่มีทะเบียนราษฎร์ ไม่สามารถทำงาน
และไม่สามารถขายตัวเองได้ ได้แต่ลักเล็กขโมยน้อยเพื่อประทังชีวิต
ไปวัน ๆ
โชคดีที่ตอนนี้นางมีทะเบียนราษฎร์แล้ว มีครอบครัว ซ ้ายังได้กิน
เนื้อแกะอีกด้วย
เจียงเซิงดีใจจนตัวลอย แต่พอหันไปเห็นถานเยี่ยที่ดวงตาแดงก ่า
กับฮูหยินผู้เฒ่าเจียงที่มีสีหน้าเคร่งเครียด
นางพลันตระหนักได้ว่าตนเองพูดอะไรผิดไป จึงรีบแก้ตัวว่า “แต่
ตอนนี้ข้าสบายดีแล้ว ดีกว่าการเป็นสาวใช้มาก พี่ใหญ่ก็ทำทะเบียน
ราษฎร์ให้ข้าแล้วด้วย ทุกวันนี้ข้าก็ได้กินเนื้อแล้วเหมือนกัน”
นางยังสามารถหาเงินเองได้ และแม้กระทั่งสามารถแจกจ่ายเงิน
ให้ผู้อื่นได้
เพียงแต่นางยังไม่ทันได้พูดคำเหล่านี้ออกไป ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็
ดึงนางเข้ามากอดแน่น
พูดถึงเรื่องนี้ เจียงเซิงก็ยังไม่เคยได้กอดใครมากนัก
ส่วนใหญ่นางจะกระโดดไปกอดพี่รองอย่างตื่นเต้น หรือไม่ก็เอน
ตัวพิงอยู่ในอ้อมกอดของพี่ใหญ่เวลานั่งรถม้าแล้วคลื่นไส้ บางครั้งป้า
จางก็จะกอดนางตอนนางร้องไห้ แต่ก็ไม่เคยแรงเท่าครั้งนี้ ราวกับอีก
ฝ่ายคิดจะหลอมรวมนางเข้าไปในเลือดเนื้อของตัวเอง
เจียงเซิงพยายามดิ้นรนเล็กน้อย แต่ไม่สามารถขยับได้ จึงยอม
สงบนิ่งลง
ขณะนั้นเอง นางได้ยินเสียงหัวใจของท่านย่าที่กำลังเต้น ได้กลิ่น
ที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจ มือหนึ่งลูบหลังของนางเบา ๆ ราวกับกำลังตบด้วย
จังหวะแปลกประหลาด
ดวงตาของเจียงเซิงเริ่มปรือ เมื่ออิ่มท้องคนเราก็มักง่วงนอนอยู่
แล้ว อีกทั้งยังซุกอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นและสบายใจนี้ นางจึงเข้าสู่
ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
ในความฝัน นางถูกห่อด้วยผ้าอ้อม ไม่สามารถพูดอะไรได้ ได้แต่
อ้าปากร้องไห้เท่านั้น
ทุกครั้งที่เพิ่งร้องไห้ได้สองเสียง ก็จะมีหญิงผมดำคนหนึ่งเข้ามา
ฮึมฮัมเพลงพลางตบผ้าอ้อมเบา ๆ เป็นจังหวะ “หนูน้อยเป็นเด็กดี กิน
อิ่มแล้วก็นอนหลับเถอะ ท่านย่าอยู่นี่แล้ว อย่าร้องไห้เลย”
เหมือนกับตอนนี้…