พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 305 ของขวัญแรกพบ
เจียงเฉิงเยวี่ยนต่อสู้กับความรู้สึกภายในใจ
ตัวเขาเองก็มีเงินเก็บไม่มากนัก เงินเดือนแทบทั้งหมดถูกใช้ไป
กับเจียงเฉิงฮวน ทองคำหนึ่งร้อยตำลึงและสัญญาซื้อขายที่ดินนี้ก็
เป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่ท่านปู่มอบให้เขาตอนท่านยังมีชีวิตอยู่
หากอีกฝ่ายเอาออกไปทั้งหมดแล้ว เขาจะให้อะไรกับเจียงเซิง
เล่า?
หรือว่าจะต้องให้ดาบจริง ๆ ?
เจียงเลี่ยวซื่อเห็นท่าทีลำบากใจของเขา จึงเปลี่ยนน ้าเสียงพูดอีก
ครั้ง “ถึงอย่างไรก็เป็นของขวัญแรกพบกัน เจ้าให้แม่หรือให้นางมันจะ
ต่างกันตรงไหน? เจ้าวางใจเถอะ เดี๋ยวแม่จะเพิ่มของขวัญให้อีก
หน่อย แล้วบอกว่าเป็นของขวัญจากพวกเราแม่ลูกที่มอบให้นาง
ด้วยกัน”
เมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เจียงเฉิงเยวี่ยนก็ทำได้เพียงลุกไปหยิบ
ทองคำและสัญญาซื้อขายที่ดินมา
เจียงเลี่ยวซื่อรู้สึกพอใจยิ่งนัก จูงมือเจียงเฉิงฮวนออกจากเรือน
เต๋อเหริน
แต่หากนางหันกลับมามอง ก็คงจะเห็นเจียงเซิงกับสาวใช้ตัวน้อย
ที่กำลังปิดปากอยู่
น่าเสียดายที่นางไม่ได้หันกลับมา ทำเพียงจับมือเจียงเฉิงฮวนไว้
แล้วกระซิบปรึกษาอะไรบางอย่าง
เมื่อหน้าประตูเรือนเต๋อเหรินกลับคืนสู่ความสงบ เจียงเซิงก็ปล่อย
มือจากปากของสาวใช้ตัวน้อย พลางสะบัดมือที่แข็งเกร็งไปบ้าง
ไม่แปลกใจเลยที่นางตื่นมาแล้วจะไม่เห็นท่านย่ากับถานเยี่ย ที่แท้
ก็กำลังช่วยนางระบายความโกรธอยู่นี่เอง
ทว่าจริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นหรอก เจียงเซิงรู้สึกว่าตนเองไม่ได้
สนใจอะไรเกี่ยวกับตระกูลเจียงเลย นางพอใจกับสิ่งที่มีอยู่เสมอ มี
พี่ชายทั้งห้าคนอยู่ก็เพียงพอแล้ว
“คุณหนู” สาวใช้ตัวน้อยที่ปากชาไปหมดถามสั่นเทา “พวกเรา
จะเข้าไปหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ไม่ได้บุกเข้าไปทันที แต่รออีกสักหนึ่ง
ถ้วยชาแล้วจึงค่อยเดินเข้าไปด้วยท่าทางง่วงงุนเหมือนเพิ่งตื่นนอน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกำลังจะกำชับถานเยี่ย พอเห็นนางมาสายตา
หญิงชราก็สว่างวาบขึ้น “ข้าเพิ่งคิดจะไปดูเจ้า แต่เจ้าก็มาเสียแล้ว”
คนที่เหลือต่างหยุดการเคลื่อนไหวและหันหน้ามามองพร้อมกัน
มีทั้งเจียงจี้จง ฮูหยินรอง เจียงเฉิงเฟิง เจียงเฉิงอวี๋
แต่เมื่อพบว่าไม่มีใครจากเรือนตะวันออกอยู่เลย สีหน้าของฮู
หยินผู้เฒ่าเจียงก็เย็นชาลงอีกครั้ง
ทันใดนั้นเด็กหญิงตัวกลมก็เข้ามาซบ นางจึงยิ้มขึ้นมาใหม่ “มา
ๆ ๆ ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก นี่คืออารองกับอาสะใภ้รองของเจ้า นี่คือ
ลูกพี่ลูกน้องของเจ้า ส่วนเสี่ยวอวี๋อายุพอ ๆ กับเจ้า ต่างกันไม่ถึงหนึ่ง
เดือน”
นี่คือสถานการณ์ที่เจียงเซิงไม่เคยพบเจอมาก่อน
นางถูกญาติแนะนำให้รู้จักกับคนที่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด
คนอื่น ๆ
โชคดีที่เหยาซือชิงสอนนางไว้ว่าต้องวางตัวสง่างาม ต้องรักษา
รอยยิ้มเอาไว้ และต้องเอ่ยปากทักทายผู้คน
หลังมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงจี้จง นางก็เรียกอย่างว่าง่ายว่า
“คารวะท่านอารองเจ้าค่ะ”
นางได้รับตั๋วเงินมูลค่าห้าร้อยตำลึงมา
ครั้งนี้เจียงจี้จงไม่ได้พยายามยื่นมือออกไปอีก เขาเพียงจ้องมอง
นางเงียบ ๆ ด้วยแววตาซับซ้อน
นางหยุดอยู่ตรงหน้าฮูหยินรอง แล้วเอ่ยเสียงเบา “คารวะอาสะใภ้
รอง”
นางได้รับกำไลทองคำหนัก ๆ หนึ่งคู่
นางหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงเฉิงเฟิง แล้วเม้มปากพูดว่า “สวัสดีเจ้า
ค่ะท่านพี่”
นางได้รับปิ่นปักผมทองคำเส้นเล็กหนึ่งอัน
“พี่รอง ท่านช่างไม่รู้จักละอายใจจริง ๆ” เจียงเฉิงอวี๋ตะโกนจาก
ด้านข้าง “กำไลข้อมือเพียงวงเดียวของท่านแม่ สามารถแลกกับปิ่น
ปักผมของท่านได้ถึงสิบอัน ขี้เหนียวจริงเชียว”
เจียงจี้จงกับฮูหยินรองต่างมองมาทางเขาด้วยสายตาที่เต็มไป
ด้วยความกรุ่นโกรธ
เจียงเฉิงเฟิงรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นขอความเมตตา “ไม่ใช่อย่าง
นั้นนะขอรับ ปิ่นปักผมนี้มีกลไกพิเศษ ในยามคับขันสามารถใช้มัน
ป้องกันตัวเองได้”
เขาสาธิตให้ดู
เมื่อกดเบา ๆ ตรงหัวปิ่นก็ยิงเข็มเงินบางเบาราวกับเส้นผมออกมา
ระยะยิงประมาณห้าก้าว นับว่าเป็นของวิเศษชั้นยอด
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม สามีภรรยาบ้านรองจึง
เก็บสายตาคมกริบกลับไปในที่สุด
ทว่าเจียงเฉิงอวี๋รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “แม้แต่ข้าก็ยังไม่มีเลยด้วย
ซ ้า”
แต่พอเจียงเซิงเดินเข้ามา นางก็ใจกว้างที่จะหยิบสร้อยคอทองคำ
ให้ “แม้จะไม่มีกลไกพิเศษ และไม่หนักเท่ากำไลของท่านแม่ข้า แต่
มันเหมาะกับการสวมพร้อมเสื้อผ้า”
พูดจบ นางก็ถอดตัวยึดออก และจะสวมให้เจียงเซิงทันที
สร้อยคอที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ด้านล่างห้อยพู่เป็นแถว เมื่ออยู่
บนลำคอแล้วก็ดูงดงามมั่งมีเป็นพิเศษ เพียงแต่ส่วนที่ยุ่งยากคือตัวยึด
ซึ่งต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความอดทนในการยึดให้เข้าที่
สาวใช้ตัวน้อยรู้ว่าคุณหนูสี่จากเรือนตะวันตกมีนิสัยใจร้อน นาง
จึงฉลาดพอที่จะก้าวเข้าไปช่วย แต่กลับถูกถานเยี่ยห้ามเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นสามีภรรยาบ้านรองหรือแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง ทุก
คนก็ต่างยิ้มมองเด็กสาวสองคนอายุไล่เลี่ยกันที่กำลังตั้งใจช่วยกันติด
ตัวยึด
คนหนึ่งตัวอวบอ้วนและตัวเล็กกว่าครึ่งศีรษะ ส่วนอีกคนสูงโปร่ง
และแข็งแรงกว่าเล็กน้อย
ฮูหยินรองอดพึมพำไม่ได้ว่า “ลูกสาวบ้านอื่นล้วนบอบบาง แต่ลูก
สาวของพวกเราเกิดมาแข็งแรงตัวใหญ่เกินไป ข้าคิดว่าคงมีอะไร
ผิดพลาด แต่ว่าความจริงก็ยังมีคนที่ตัวใหญ่เหมือนกันอีกคน”
นายท่านรองเจียงที่กำลังดื่มชาอยู่ เกือบจะพ่นออกมาเพราะกลืน
ไม่ทัน
เมื่อเทียบกับเจียงเซิง เจียงเฉิงอวี๋ไม่ได้อวบอ้วนมากนัก เพียงแต่
ในยุคสมัยที่นิยมความผอมบาง เมื่อมีสาวงามร่างบอบบางอย่างเหยา
ซือชิงกับเจียงเฉิงฮวนมาเป็นตัวเปรียบเทียบ นางจึงดูเปลี่ยนจาก
ร่างกายที่สมส่วนแข็งแรงกลายเป็นร่างแข็งแรงตัวใหญ่
ทุกคนมักชื่นชมเจียงเฉิงฮวน และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเจียง
เฉิงอวี๋มาเปรียบเทียบ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างนางทั้งสองคนค่อย ๆ
เพิ่มขึ้น
ต่างฝ่ายต่างไม่ถูกชะตากัน แข่งขันชิงดีชิงเด่นและใช้กลอุบาย
เล็ก ๆ น้อย ๆ คอยกลั่นแกล้งกันไปมา
ลูกสาวของตัวเอง คนเป็นแม่ย่อมเข้าใจดี
เจียงเฉิงอวี๋ต้อนรับเจียงเซิงอย่างอบอุ่นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะใน
ที่สุดก็มีคนที่อวบอ้วนกว่านางเสียที
เจียงจี้จง “…”
เด็กสาวสองคนใช้แรงมหาศาลกว่าจะสวมเครื่องประดับได้สำเร็จ
ใบหน้าของเจียงเซิงนั้นกลมมนอยู่แล้ว คราวนี้ยิ่งดูมั่งคั่งและน่ารัก
ค่อย ๆ มีลักษณะของคุณหนูตระกูลใหญ่มากขึ้น
เจียงเฉิงอวี๋พอใจผลงานของตัวเองมาก หัวเราะคิกคักสองที “ได้
ยินมาว่าพี่สาวทานเก่งมาก ข้ามีขนมดี ๆ อยู่ เดี๋ยวจะส่งมาให้ท่าน
บ้าง”
เจียงเซิงกะพริบตา เพิ่งจะพยักหน้ารับคำ ก็มีเสียงดังขึ้นนอก
เรือนเต๋อเหริน
เหมือนจะเป็นเสียงของสาวใช้ “คุณหนูมาแล้วเจ้าค่ะ รีบหน่อย
ๆ”
เจียงเฉิงเยวี่ยนวิ่งนำหน้าเข้ามา พอเห็นเจียงเซิงเขาก็หน้าแดง
เกาท้ายทอยด้วยความเขินอาย ในท้องเขามีคำพูดแต่กลับไม่รู้จะเอ่ย
อะไรออกมา
คนที่ตามหลังเขามาคือเจียงเลี่ยวซื่อ ในมือของนางเหมือนจะกำ
บางสิ่งไว้ ก่อนจะเดินเข้ามาหาอย่างสง่างาม
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“เจียงเซิง” นางโบกมือเรียกหลานสาว “นี่คือพี่ชายแท้ ๆ และ
มารดาของเจ้า”
หากพูดว่าลูกพี่ลูกน้องก็ยังมีระยะห่างกันอยู่ขั้นหนึ่ง เช่นนั้นพี่
น้องร่วมท้องเดียวกัน ก็น่าจะเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดแล้ว
กระมัง
เจียงเซิงกำปิ่นทองที่สลักแซ่ไว้ในมือ ค่อย ๆ เดินเข้าไปหา
“คารวะท่านพี่”
คำเรียกขานที่ฟังดูธรรมดาสามัญสำหรับเจียงเฉิงเฟิง กลับทำให้
หัวใจของเจียงเฉิงเยวี่ยนตกลงไปอยู่ก้นเหว
นางไม่เต็มใจที่จะเรียกเขาว่าพี่ชาย
แต่นางเรียกคนอื่นว่าพี่ชายด้วยน ้าเสียงหวานซึ้ง
หัวใจของเจียงเฉิงเยวี่ยนทั้งขมขื่นและเจ็บปวด แต่เขาก็รู้ว่าไม่
อาจโทษใครได้ ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง ทั้งหมดเป็นเพราะ
เขาไม่พยายามตามหาน้องสาว ทั้งหมดเป็นเพราะเขาทอดทิ้ง
น้องสาวหลายครั้ง ทั้งหมดเป็นเพราะเขา…
เด็กหนุ่มจมดิ่งอยู่ในความเศร้าโศกและตำหนิตัวเอง จนลืมหยิบ
ของขวัญแรกพบที่เตรียมมาให้ก็เอาอะไรออกมาไม่ได้เช่นกัน
เจียงเซิงสีหน้าสงบนิ่ง เดินไปหยุดตรงหน้าฮูหยินเจียง แล้วก้มหัว
ลงพลางกล่าวว่า “คารวะฮูหยินเจียง”
คำพูดนี้สร้างความตื่นตระหนกราวกับเกลียวคลื่นนับพัน
คนทั้งสี่คนของบ้านรองต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
ก็ค่อย ๆ นั่งตัวตรง ส่วนเจียงเฉิงเยวี่ยนถึงกับลืมความรู้สึกผิดไป
ชั่วขณะ มองนางอย่างเหม่อลอย
นางเรียกอารอง เรียกอาสะใภ้ เรียกท่านพี่ แต่กลับไม่ยอมเรียก
คำว่าท่านแม่สักคำ
ฮูหยินเจียงก็รู้สึกตกใจเช่นกัน เมื่อตั้งสติได้ก็เริ่มหัวเราะเยาะ
“ช่างเป็นคำเรียกที่ไพเราะนัก ฮูหยินเจียง… สมกับที่ไม่ได้เลี้ยงดูอยู่
ข้างกาย ย่อมไม่อาจสนิทสนมกันได้ ข้าคงคิดมากเกินไปจริง ๆ”
เจียงเฉิงเยวี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกร้อนใจยิ่งนัก “เจียงเซิง เจ้าต้อง
เรียกท่านแม่สิ นี่คือท่านแม่ของพวกเรานะ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะคุณหนู ฮูหยินก็คือมารดาแท้ ๆ ของท่าน เป็นคน
ที่อุ้มท้องท่านมาสิบเดือนเต็มและคลอดท่านออกมาเชียวนะเจ้าคะ”
สาวใช้ชุดม่วงพูดขึ้นมาด้วยน ้าเสียงตำหนิ
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
………