พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 308 พี่รองตามหาน้องสาว
ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้น เช้าตรู่ของเดือนห้ายังคงมีไอเย็นเจือ
ปนอยู่เล็กน้อย
ถานเยี่ยพยุงฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเดินเล่นริมสระน ้าของตระกูลเจียง
เพื่อผ่อนคลายความอัดอั้นในใจ
นางพยายามจะเอ่ยปากหลายครั้งแต่ก็ต้องชะงัก เพราะติดขัด
เรื่องสถานะจึงได้แต่ปิดปากเงียบ
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ “เจ้าอยากรู้อะไรก็ถาม
มาเถอะ”
“ฮูหยินผู้เฒ่า” ถานเยี่ยไม่อาจสะกดความสงสัยไว้ได้อีกต่อไป
“เป็นความจริงหรือเจ้าคะที่คุณหนูถูกมารดาผู้ให้กำเนิดทอดทิ้ง?”
นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจ แม้แต่ในเมืองหลวงก็ตาม
กระทั่งแม่วัวยังรู้จักรักลูก แล้วทำไมคนถึงยังด้อยกว่าสัตว์
เดรัจฉาน
“อาจกล่าวได้ว่าเป็นนาง หรืออาจเป็นเพราะตระกูลเลี่ยว” ฮูหยิน
ผู้เฒ่าเจียงถอนหายใจเบา ๆ “ในปีนั้นนางคลอดก่อนกำหนด เพราะ
ร่างกายอ่อนแอเกินไป ช่วงหลายเดือนแรกเด็กจึงถูกฝากไว้ให้ข้า
ดูแล หลังจากครึ่งปีผ่านไปร่างกายของนางก็แข็งแรงขึ้น นางยืน
กรานจะอุ้มลูกกลับไป ข้าเป็นย่าก็ไม่อาจขัดขวางได้”
ผลลัพธ์คือการปล่อยมือครั้งนี้กลับยาวนานถึงสิบเอ็ดปี
“เบาะแสที่ทำให้ข้าฉุกใจ คือโครงร่างที่บอบบางเกินไปของเด็ก
คนนั้น เจียงเฉิงฮวน” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“นายท่านผู้เฒ่ามีรูปร่างสูงใหญ่ ข้าเองก็มีโครงร่างที่แข็งแรง
ลูกหลานที่เกิดมา ไม่ว่าจะเป็นเจียงเฉิงเยวี่ยนหรือเจียงเฉิงเฟิง รวมถึง
เจียงเฉิงอวี๋ ทั้งหมดล้วนมีรูปร่างสูงโปร่ง แต่ไม่มีความบอบบาง”
“แม้แต่ตอนที่หลานสาวข้ายังอยู่ในผ้าอ้อม ขาน้อย ๆ ของนางก็
ยังกลมกลึง” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงทำท่าเปรียบเทียบ “แต่มีเพียงเจียงเฉิง
ฮวนเท่านั้นที่บอบบางน่าสงสาร แต่กลับดื้อรั้นและอ่อนไหว แตกต่าง
จากเด็กทุกคนในตระกูลเจียง”
ตอนแรกมันเพียงความสงสัย แต่ต่อมานางก็เริ่มลงมือสืบสวน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยังคงไม่เข้าใจว่า “ถ้าบอกว่าสะใภ้เลี่ยวมาเพื่อ
แก้แค้นตระกูลเจียง นางก็ดีกับเจียงเฉิงเยวี่ยนมาก ข้าคิดไม่ออกว่า
ทำไมนางถึงต้องทิ้งบุตรสาว ทิ้งทายาทสายตรงของตระกูลเจียงด้วย”
กระทั่งสืบไปถึงตระกูลลู่ ญาติฝ่ายสะใภ้ของตระกูลเจียง
เนื่องจากพวกเขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในปีนั้น คนทั้งตระกูลลู่
ได้รับผลกระทบ ถูกลดตำแหน่ง ยึดทรัพย์ และถูกลงโทษอย่างหนัก
สะใภ้เลี่ยวของตระกูลลู่สะเทือนใจมาก ไม่นานนางก็ล้มป่วยและ
เสียชีวิต บรรดาบุตรชายตระกูลลู่ก็ตกอยู่ในความสิ้นหวัง จมปลักอยู่
ในหอนางโลม ส่วนบุตรสาวที่ยังต้องพึ่งพาผู้อื่นก็ถูกส่งกลับไปยัง
ตระกูลเดิม ตระกูลเลี่ยว นับแต่นั้นมาก็ไร้วี่แววคนอีก
“หรือว่าฮูหยินจะถูกตระกูลเลี่ยวข่มขู่ จึงต้องทิ้งคุณหนู และ
ยอมรับคุณหนูสามแทนเจ้าคะ?” ถานเยี่ยพลันตื่นเต้น แต่ก็รีบปฏิเสธ
ความคิดของตัวเอง “แต่ท่าทีของฮูหยินที่มีต่อคุณหนูมันเย็นชา
เกินไป ไม่เหมือนแม่ลูกแท้ ๆ เลย กลับเหมือนเป็นศัตรูที่ไม่มี
สายเลือดเดียวกันมากกว่า”
หากคุณหนูรู้เรื่องนี้เข้า จะเสียใจมากแค่ไหนกัน
โชคดีที่นางยังมีท่านย่าอยู่
“ข้าไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำของตระกูลเลี่ยว ที่
อดทนอดกลั้นมาตลอดก็เพราะข้าจะรอให้จี้จู่กลับมาจัดการ” ฮูหยิน
ผู้เฒ่าเจียงกล่าวด้วยน ้าเสียงเย็นชา “หากสะใภ้เลี่ยวรู้จักมองและ
คำนึงถึงส่วนรวม ตระกูลเลี่ยวก็คงเหลือวันดี ๆ อยู่อีกไม่กี่วันแล้ว”
เหลือเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ไม่มีใครที่สามารถสับเปลี่ยนบุตรสาวตัวจริงของตระกูลเจียง แล้ว
ยังเกาะดูดเลือดตระกูลเจียงอย่างสุขสบายได้
สุดท้ายผลกรรมตามสนองย่อมต้องมาถึง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเผยรอยยิ้มเยาะ พาถานเยี่ยเดินจากไป
ดวงอาทิตย์โผล่หน้าออกมาจากทิศตะวันออกครึ่งหนึ่ง ความ
อบอุ่นของฤดูร้อนแผ่ปกคลุมไปทั่วทุกแห่ง ไม่รู้ว่าเด็กหญิงที่กำลัง
หลับสนิทจะตื่นขึ้นมาเพราะความร้อนนี้หรือไม่
ถานเยี่ยประคองฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกลับมาที่เรือนเต๋อเหริน และ
เห็นว่าเจียงเซิงตื่นแล้ว
นางยังดูงัวเงียอยู่บ้าง ในมือกอดกล่องไม้จันทน์ใบหนึ่ง ข้างใน
บรรจุเครื่องประดับไพลิน ดูหรูหราและรุ่มรวยจนแทบจะทำให้คนตา
บอด
สาวใช้ตัวน้อยสีหน้าอิจฉา “คุณหนูสามช่างใจกว้างจริง ๆ ให้
เครื่องประดับมีค่ามาขนาดนี้ ใจกว้างยิ่งกว่าคุณชายใหญ่ ใจกว้างยิ่ง
กว่าฮูหยินด้วยซ ้า แต่สายไปสักหน่อย…”
ที่แท้นั่นคือของขวัญที่เจียงเฉิงฮวนส่งมาให้
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมีแววตาหม่นลง นางค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในห้อง
เจียงเซิงในที่สุดก็รู้สึกตัว นางอุ้มกล่องไม้จันทน์ลุกขึ้นยืน แล้ว
กล่าวเสียงเบาว่า “ท่านย่าช่วยคืนให้นางแทนข้าด้วยเถอะเจ้าค่ะ ข้า
ปฏิเสธไปแล้ว แต่นางยังคะยั้นคะยอจะให้ข้า ทั้งยังบอกว่าเพื่อขอโทษ
แทนฮูหยินเจียงด้วย”
แววตาของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ่งฉายแววลึกล ้าขึ้น นางชำเลือง
มองถานเยี่ยหนหนึ่ง
ถานเยี่ยรับกล่องไปอย่างว่องไว “ข้าจะไปคืนแทนคุณหนูเองเจ้า
ค่ะ” ว่าแล้วก็รีบหมุนตัวจากไป
เจียงเซิงจึงถอนหายใจ ความรู้สึกที่พูดไม่ถูกบรรยายไม่ได้ก็
หายไปด้วย
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู “เหตุใดเจ้าไม่นอนต่อ
อีกสักหน่อยเล่า”
นางเกาศีรษะ “ข้านอนเต็มอิ่มแล้วเจ้าค่ะ ถึงนอนต่อก็คงได้แต่
นอนลืมตาอยู่บนเตียง พวกพี่ชายไม่เคยนอนตื่นสาย พวกเขาขยัน
มาก ข้าเองก็ต้องขยันเช่นกัน”
พอพูดแล้วนางถึงนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่เรือนเล็ก จึงก้มหน้าลง
ปล่อยให้ขนตายาวบดบังอารมณ์
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงทอดถอนใจ
บางช่วงเวลาที่พลาดไปแล้วก็คือพลาด แม้ว่าหัวใจจะเต็มไปด้วย
ความรักสักเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในปัจจุบัน
ได้
เช่นเดียวกับคนที่เจียงเซิงรักมากที่สุด พี่ชายทั้งหลายของนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่อาจระงับความเศร้าใจได้ แต่ก็รู้สึกว่าตนเอง
ควรจะมีความสุข อย่างน้อยในช่วงเวลาที่ยากลำบากของเจียงเซิง ก็
ยังมีหนุ่มน้อยทั้งห้าคนที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตอยู่เคียงข้าง
“พี่ชายของเจ้าเก่งมาก” นางกล่าวเบา ๆ “และพวกเขาก็เป็นคน
ใจดี”
ไม่ทอดทิ้งน้องสาวที่เหมือนจะไร้ประโยชน์ที่สุดหลังจากลุกขึ้น
ยืดหยัดได้
“แน่นอนเจ้าค่ะ!” เจียงเซิงรู้สึกภาคภูมิใจอีกครั้ง “พี่ใหญ่ของข้า
มีพรสวรรค์ด้านบทกวีที่ไม่มีใครเทียบได้ ทุกครั้งที่สอบก็สอบได้
อันดับหนึ่งเสมอ ข้ายังรอให้เขาได้รับตำแหน่งจอหงวนอยู่เลย”
“พี่รองของข้าคำนวนเก่งที่สุด พี่สามมีวรยุทธ์เก่งกาจที่สุด พี่สี่
เป็นหมอที่มีจิตใจเมตตา ส่วนพี่ห้าฉลาดมาก ๆ”
คำพูดเหล่านี้นางเคยพูดมาไม่ต ่ากว่าหนึ่งครั้ง แต่ทุกครั้งที่พูดก็
ยังคงกระตือรือร้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงพูดตามนาง “จริงหรือ? เก่งกาจถึงเพียงนั้น
เชียว?”
“เป็นความจริงไม่มีน ้าผสมแม้แต่นิดเดียวเจ้าค่ะ!” เจียงเซิงยืน
เท้าเอว ปากน้อย ๆ พูดจาไม่หยุด
จากการต่อสู้กับนายอำเภอมาถึงการสอบได้ตำแหน่งถงเซิ่ง ต่อ
ด้วยซิ่วไฉ และจวี่เหริน
จากวัดร้าง อำเภอเซี่ยหยาง เขตอันสุ่ย จนมาถึงถึงเมืองหลวง
พวกเขาได้พบเจอผู้คนมากมาย จัดการเรื่องราวต่าง ๆ ไป
มากมาย เคยถูกรังแกและเคยได้ระบายความแค้น ชีวิตของพวกเขา
ช่างน่าตื่นเต้น อนาคตของพวกเขาช่างสดใส
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงฟังอย่างเพลิดเพลินใจ
เรื่องราวในอดีตที่เขียนลงบนกระดาษแห้งแล้งเกินไป เจียงเซิงมี
วาจาคมคายและบางครั้งก็แสดงท่าทางประกอบ จนสามารถเรียกได้
ว่าเป็นการบรรยายที่มีชีวิตชีวามาก ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะได้
หลายครั้ง
กระทั่งถานเยี่ยนำอาหารเช้ามาให้ ย่าหลานจึงหยุดสนทนาลง
ด้วยความอาลัยอาวรณ์
พ่อครัวใหญ่ชอบคุณหนูคนใหม่มาก จึงทำโจ๊กเนื้อให้เป็นพิเศษ
ข้าวที่เหนียวนุ่มพอทานแล้วก็นุ่มละมุน รสชาติอร่อยมาก
เจียงเซิงดื่มโจ๊กติดต่อกันถึงสามชามถึงหยุดมือ แล้วกุมท้อง
พึมพำว่า “ข้าได้กินของอร่อยใหม่ ๆ โดยไม่บอกพวกพี่ชายอีกแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอดขำไม่ได้ มองโจ๊กเนื้อที่ยังเหลืออยู่อีกชาม
นางกล่าวเสียงเบาว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกเราเอาไปส่งให้พวกเขาสัก
หน่อยเถอะ”
เจียงเซิงหันขวับด้วยความตกใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยาก
เชื่อ
“พวกถานเยี่ยไม่ชอบกินโจ๊กเนื้อ อีกทั้งคนตระกูลเจียงก็ไม่กิน
อาหารที่เหลือ” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกล่าว สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “ทิ้งไป
ก็คงน่าเสียดาย ไม่สู้เอาไปแจกจ่ายสร้างน ้าใจจะดีกว่า”
ถานเยี่ยที่อยู่ข้าง ๆ พยักหน้าพลางกลั้นน ้าตา ‘ใช่เจ้าค่ะ พวก
เราไม่ชอบกินโจ๊กเนื้อ’
เจียงเซิงจึงคลายสีหน้าลง ยิ้มกว้างแล้วพยักหน้า “ดีเจ้าค่ะ เป็น
ความคิดที่ดีมาก”
แม้จะเพิ่งจากกันเพียงวันเดียว แต่นางก็คิดถึงพวกพี่ชายมาก ๆ
นางสงสัยว่าพวกเขาจะมีสีหน้าประหลาดใจเช่นไรตอนได้พบนาง
ภายใต้การจัดการของถานเยี่ย ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ย่าหลานก็นั่ง
อยู่บนรถม้า โดยมีเหอรุ่ยขับพาไปยังหน้าเรือนเล็กสองลาน
ยังคงเป็นลานบ้านที่คุ้นเคย ยังคงเป็นธรณีประตูที่คุ้นตา
เจียงเซิงกระโดดลงจากรถม้า ยังไม่ทันได้เคาะประตูก็ได้ยินเสียง
ร้องไห้โฮมาจากด้านใน
“น้องสาวของข้าเล่า! น้องสาวข้าอยู่ที่ไหน ทำไมออกจากบ้าน
ไปสองเดือน พอกลับมาน้องสาวข้าก็หายไปแล้ว”
“อือ ๆ ๆ คืนน้องสาวข้ามา คืนนางให้ข้า!!!”