พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 309 พี่น้องพบหน้ากัน
พูดไปก็เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ
เจิ้งหรูเชียนออกจากเมืองหลวงช่วงปลายเดือนหนึ่ง มาถึง
ชายแดนทางเหนือในเดือนสาม ออกเดินทางจากเขตอันสุ่ยในเดือน
สี่ ตามแผนเดิมควรจะอยู่ทางใต้อีกสามเดือน แล้วกลับมาเมืองหลวง
ในช่วงเดือนเจ็ดเดือนแปด
ระหว่างทางเขาผ่านเขตหลิงหนาน เป็นช่วงที่ผลไม้กำลังสุกงอม
พอดี ชิมดูแล้วก็ทั้งหวานทั้งนุ่มจนทำให้คนอยากกินไม่หยุด เจิ้งหรู
เชียนรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสทางการค้าอันยิ่งใหญ่ จึงรีบเร่งเดินทาง
กลับมาทันที
ผลคือน้องสาวตัวอ้วนกลับหายไปเสียแล้ว
“พวกเจ้าดูแลนางอย่างไรกัน? พวกเจ้าเป็นพี่ชายแบบนี้หรือ?
พวกเจ้าไม่สามารถมั่นคงและเป็นผู้ใหญ่เหมือนข้าได้บ้างหรือ?” เจ้า
รองเจิ้งที่ยังคงอยู่ในชุดขาดวิ่นตะโกนด้วยความโมโห สองมือไพล่
หลัง ด่าจนน ้าลายกระเด็น
หลังจากเขาด่าเสร็จ ความรู้สึกปลอดโปร่งก็แล่นผ่านร่างกาย
ทว่าก็มีความกังวลใจเล็กน้อย
เพราะในบรรดาคนที่ถูกด่านั้นยังมีพี่ใหญ่ของพวกเขารวมอยู่
ด้วย
นับตั้งแต่พบกันที่วัดร้าง สวี่โม่ก็ใช้พู่กันด้ามเดียวเอาชนะเขา
และกลายเป็นพี่ใหญ่ ในสี่ปีครึ่งนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้พลิก
บทบาทขึ้นมาเป็นใหญ่และมีอำนาจบ้าง
สวี่โม่รู้สึกสับสน ริมฝีปากขยับไปมาครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมา
ว่า “เจ้ารอง…”
แต่เดิมเขาตั้งใจจะขอโทษ แต่ไม่คาดคิดว่าเจิ้งหรูเชียนจะเหมือน
โคมลอยที่น ้ามันหมด ร่วงตกลงมาจากฟ้าอย่างรวดเร็ว สีหน้าที่เต็ม
ไปด้วยความโกรธแค้นมาเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นประจบประแจงทันที “พี่
ใหญ่ ๆ ข้าไม่ได้พูดถึงท่านนะ ข้า ข้าพูดถึงพวกเขาสองคนต่างหาก”
เจ้ารองชี้นิ้วไปทางเจ้าสี่เจ้าห้าที่ดูอ่อนแออยู่เล็กน้อย ทั้งคู่ก้ม
หน้าลง
สวี่โม่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา
หรอก เป็นข้าเองที่ไม่ดี น้องสาวกลับไปตระกูลเจียงก็เพื่อข้า”
เขาใช้น ้าเสียงเรียบนิ่งเล่าเรื่องราวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ต้นเดือนสาม ในการสอบระดับแคว้นรอบแรก ตระกูลเจียง
เปิดเผยชาติกำเนิดของเจียงเซิง แต่ไม่ได้มารับนางกลับไป
ต้นเดือนสี่ การสอบระดับแคว้นประกาศผล สวี่โม่สอบไม่ผ่าน
และพบว่ากระดาษคำตอบของเขาถูกคนสับเปลี่ยน
ปลายเดือนสี่ สวี่โม่ร้องเรียนต่อศาลาว่าการเมืองหลวง ถูก
ตระกูลฟางบีบให้จนมุมทีละก้าว กระทั่งตระกูลเจียงช่วยเหลือจึงมี
โอกาสได้สอบใหม่ด้วยคำตัดสินจากท้องพระโรง
เดือนห้า เจียงเซิงคิดจะขอบคุณตระกูลเจียง จึงเต็มใจกลับไป
เป็นหลานสาวที่ว่านอนสอนง่ายของตระกูลเจียง
และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้…
“เจ้าพวกตระกูลฟางบ้านี่ ข้าเห็นแล้วว่าพวกเขาต้องไม่ใช่คนดี
แน่ ตอนเขตอันสุ่ยคราวนั้น อยู่ดี ๆ พ่อบ้านฟางก็มาช่วยพี่ใหญ่ คง
ไม่ได้มีเจตนาดีอะไรอยู่แล้ว” เจิ้งหรูเชียนตบขาด่ากราด “พวกเขายัง
ขโมยลายมือท่านอีก ทำไมไม่ขโมยคนไปเลยเล่า ให้พี่ใหญ่ไปเป็น
ลูกหลานตระกูลฟางซะ จะได้ไม่ต้องกังวลว่าเรื่องทุจริตการสอบจะ
แดง”
สวี่โม่กระตุกมุมปาก
“เจ้าพวกลูกหลานเต่าชาติสุนัข สิ้นโคตรสิ้นตระกูล ทั้ง
ครอบครัวคงมีแต่คนจิตใจหยาบช้า สักวันร่างกายพวกเขาจะถูกหมา
ป่าคาบไปกิน สักวันสวรรค์จะลงทัณฑ์ ขอให้ตระกูลฟางถูกฟ้าผ่า
ตายให้หมด…”
เจิ้งหรูเชียนยังคงด่าทออย่างเดือดดาล แต่กลับถูกสวี่โม่ยื่นมือมา
ปิดปากเขาไว้ เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังมีน้องชายที่แซ่ฟางอยู่อีก
คน จึงรีบกลืนคำหยาบคายที่เรียนรู้มาจากการเดินทางไปทั่วแดนลง
ท้อง
แต่พอนึกถึงน้องสาวที่ตนเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบากต้องจากไป
เช่นนี้ กลายเป็นคนต่างชนชั้น หากได้พบกันอีก เขาคงต้องคำนับ
เรียกน้องสาวว่า “คุณหนูเจียง” เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเศร้า จนอ้าปากกว้าง
ร้องไห้โฮอีกรอบ
“ฮือ ๆ ๆ น้องสาว น้องสาวของข้าไม่อยู่แล้ว น้องสาวเพียงคน
เดียวที่อุตส่าห์เลี้ยงดูมาตั้งนาน ทำไมถึงต้องจากไปด้วย”
“ใครจะชดใช้น้องสาวให้ข้า เจ้าสาม น้องสาวของพวกเราไม่อยู่
แล้ว”
สวี่โม่ที่ควบคุมตนเองได้ดีและอดกลั้นความเศร้าเสียใจได้มาก
ที่สุด พอได้ฟังก็ยังรู้สึกจมูกแสบร้อนลำคอตีบตัน
เวินจืออวิ่นยิ่งหนักกว่านั้น เขาน ้าตาคลอเบ้าตามาตั้งแต่แรกแล้ว
พร้อมจะหยดลงมาเป็นก้อนไข่มุกขนาดใหญ่ได้ทุกเมื่อ
น้องสาวของพวกเขา ใครบ้างเล่าจะไม่คิดถึงนาง
จ่างเยี่ยนก้มหน้าลง สองมือวางแนบลำตัว กำมือแน่นแล้วคลาย
ออก
เมื่อความเศร้าโศกแผ่ซ่านไปทั่ว ก็ราวกับมีเมฆดำปกคลุมอยู่
เหนือเรือนเล็กทั้งหลัง หยาดน ้าตาแห่งความเจ็บปวดพร้อมจะหล่นลง
มาได้ทุกเวลา
เหล่าเด็กหนุ่มที่สดใสราวกับดวงตะวัน ต่างก็เสียใจในแบบของ
ตนเอง
ทว่าทันใดนั้น กลอนประตูที่หนาเท่าข้อมือก็แยกออก ประตูใหญ่
ของเรือนเล็กเปิดออกทั้งสองบานดังปัง เด็กหญิงร่างอวบหมุนตัวกลิ้ง
ไปมาบนพื้น สุดท้ายก็นั่งตัวตรงด้วยท่าทางงุนงง
ด้านหลังนางคือหญิงชราวัยหกสิบที่กำลังตกตะลึง รวมถึงสาวใช้
ที่อ้าปากค้าง
อาการเวียนหัวและเจ็บก้น คือความรู้สึกแรกของเจียงเซิง
นางแค่ผลักประตูแรง ๆ แค่นั้นเอง ทำไมมันถึงเปิดออกได้
ง่ายดายขนาดนี้ คือความรู้สึกที่สอง
แต่เมื่อหันกลับไปมองเห็นดวงตาสี่คู่ที่เต็มไปด้วยความประหลาด
ใจ ก็เหลือเพียงความปีติยินดีและความตื่นเต้น
“พี่รอง ท่านกลับมาแล้ว!” เจียงเซิงรีบร้อนลุกขึ้น แล้วพุ่งตัวไป
หาเขาเหมือนดาวตก
เจิ้งหรูเชียนคิดถึงหลายสิ่งหลายอย่างในชั่วขณะนั้น
ด้วยมารยาทระหว่างพี่ชายและน้องสาว เมื่ออายุเจ็ดขวบก็ไม่ควร
นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน การกอดกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมด้วย
แต่เพราะไม่ได้พบหน้ามานานครึ่งปีแล้ว ความเศร้าโศกจากการ
สูญเสียผสมกับความปีติยินดีอันล้นหลามที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
ก็ทำให้เขารู้สึกคิดถึงน้องสาวเป็นพิเศษ
เด็กหนุ่มแค่ลังเลไปชั่วครู่ เจียงเซิงก็กระโจนเข้าใส่เขาแล้ว
เจิ้งหรูเชียนไม่คิดอะไรอีก เขาอุ้มร่างเล็ก ๆ ที่หนักอึ้งไว้ ในหัวมี
เพียงสองคำ “หนักจริง…”
“น้องสาวกลับมาแล้ว!” เวินจืออวิ่นร้องไห้ด้วยความดีใจ น ้าตาที่
กลั้นไว้ไหลออกมาในที่สุด
ทั้งสวี่โม่และจ่างเยี่ยน ต่างก็อดใจไม่ไหวพากันเข้ามาล้อมวง
ช่างดีเหลือเกิน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมองภาพตรงหน้าอย่างตะลึงงัน
เด็กหนุ่มร่างบางสามคนยืนล้อมรอบ ตรงกลางคือเด็กหนุ่มร่าง
กำยำที่สภาพดูยับเยิน กำลังอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยที่สภาพไม่เรียบร้อย
เช่นกัน พวกเขาสนิทสนมกันแต่ไม่ได้ดูน่าสงสัย พวกเขาพูดจา
วุ่นวายแต่ก็เต็มไปด้วยความกังวล รอยยิ้มของพวกเขาก็จริงใจและ
สดใส
เจียงเซิงยิ้มจนตาหยี เป็นท่าทางที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนตอนอยู่
ตระกูลเจียง
“ฮูหยินผู้เฒ่า ดูท่าคุณหนูจะมีทักษะบางอย่างอยู่บ้างในตัว”
ถานเยี่ยยังไม่หายตะลึงจากเหตุการณ์เมื่อครู่ “คนที่ใช้ก้นผลักประตู
จนเปิดออก เหมือนจะมีแต่คุณหนูของบ้านเราเท่านั้นที่ทำได้”
นี่พิสูจน์แล้วว่านางกระวนกระวายและร้อนใจอยากจะพบพวก
พี่ชายจริง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงนึกถึงคำพูดสงบนิ่งแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
ของจ่างเยี่ยน ก่อนจะถอนหายใจ
ท่ามกลางกลุ่มคน
สวี่โม่เป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เขากล่าวขอโทษด้วยความสุภาพ
นอบน้อม “ขออภัยฮูหยินผู้เฒ่า น้องชายน้องสาวของข้าไม่ได้พบ
หน้ากันมาครึ่งปีแล้ว ถึงได้เสียมารยาทต่อหน้าท่าน เชิญฮูหยินผู้เฒ่า
เข้าไปนั่งในห้องเถอะขอรับ”
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนรีบเดินเข้ามา เจียงเซิงกระโดดลงจากตัว
พี่รอง แล้วเดินกลับไปหาฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอย่างเขินอาย “ทำให้ท่าน
ย่าต้องขบขันเสียแล้ว”
การใช้ก้นเปิดประตูและการที่เด็กผู้หญิงอายุสิบเอ็ดปียังวิ่งเข้าไป
หาพี่ชายนั้นไม่เหมาะสมตามมารยาท ทั้งยังไม่ใช่กิริยาท่าทางของ
คุณหนูตระกูลใหญ่ สิ่งนี้ขัดกับคำสอนเรื่องความสง่างามที่เหยาซือชิ
งคอยเน้นย ้านางอยู่เสมอ
หากนางเป็นเพียงเจียงเซิง ก็คงสามารถยืนเท้าเอวอย่างหยิ่ง
ผยองและกล่าวว่า “พวกเขาคือพี่ชายของข้า กินไข่เป็ดมากเกินไป
หรืออย่างไร ถึงได้ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนัก”
แต่ตอนนี้นางคือบุตรสาวของตระกูลเจียง แม้ว่าจะยังไม่ได้มีชื่อ
ในลำดับตระกูลและได้พบญาติพี่น้อง แต่นางก็ต้องควบคุมตนเอง
เรียนรู้ที่จะเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ เป็นหลานสาวที่ทำให้ท่านย่าพึง
พอใจ
“เมื่อครู่ข้าตื่นเต้นเกินไป” เจียงเซิงพึมพำอธิบาย “ต่อไปจะไม่
เป็นเช่นนี้อีก ข้าสัญญาเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่ได้พูดอะไร แค่ลูบศีรษะเล็ก ๆ ของนาง แล้ว
ปัดฝุ่นออกจากชายเสื้อให้
ทุกคนนั่งลงในห้องโถงหลักของเรือนเล็ก
ป้าจางไปที่โรงผลิตแล้ว ส่วนเสี่ยวจู่ไปดูแลสำนักแพทย์แทน
เวินจืออวิ่น ทั้งบ้านจึงหาคนชงชาไม่ได้
สวี่โม่กำลังจะไปเตรียมต้มน ้าด้วยตัวเอง แต่ถานเยี่ยก้าวมา
ข้างหน้าสองก้าวแล้วพูดว่า “จวี่เหรินนั่งลงก่อนเถอะ งานแบบนี้ให้ข้า
ทำเองดีกว่าเจ้าค่ะ”
ไม่นานนัก นางก็ยกชาเข้ามาเจ็ดถ้วย
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….