พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 310 การค้นพบของฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
เรือนเล็กแทบไม่เคยต้อนรับแขก ใบชาที่นี่ก็เป็นเพียงเศษชา
ธรรมดา ชงกี่ครั้งก็ไม่อาจได้ชาดี ๆ แต่วางไว้บนโต๊ะเพียงเพื่อรักษา
มารยาทเท่านั้น
ทุกคนต่างรู้ดีว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่มีทางดื่มชาที่นี่
แต่เมื่อถ้วยชาถูกส่งให้จริง ๆ นางกลับยื่นมือรับไว้ ใช้ฝาถ้วยปัด
เศษชาที่ลอยอยู่ออก แล้วจิบสองอึกก่อนวางลง
พอเห็นเหล่าเด็กหนุ่มจ้องมองตาไม่กะพริบ ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็
ยิ้มออกมา “ข้าเพียงอยากลองชิมดูว่าชาที่หลานสาวข้าดื่มทุกวัน จะ
รสชาติเป็นอย่างไร”
เจียงเซิงยิ้มกว้าง
ส่วนพวกพี่ชายต่างพากันเงียบลง
โดยเฉพาะเจิ้งหรูเชียน แต่เดิมเขาคิดว่าน้องสาวถูกลักพาตัวไป
คิดว่าตระกูลเจียงช่างน่าชังนัก แต่ไม่คิดว่าจะมีคนรักและทะนุถนอม
เจียงเซิงจริง ๆ นอกจากตกตะลึงแล้วก็ยังอดรู้สึกปลาบปลื้มใจไม่ได้
ความรักแบ่งเป็นความรักเล็ก ๆ และความรักที่ยิ่งใหญ่ ความรัก
เล็ก ๆ จะถูกผูกมัดไว้ข้างกาย ส่วนความรักที่ยิ่งใหญ่ต้องปล่อยมือ
และมองดูอยู่ห่าง ๆ
หากตระกูลเจียงสามารถดูแลเจียงเซิงน้อยได้ดีจริง ๆ พวกพี่ชาย
ก็อาจจะต้องกัดฟันยอมแยกจากกับนาง
ขอแค่…ขอแค่นางอยู่สุขสบายดี
เจิ้งหรูเชียนสูดจมูก เกือบจะซาบซึ้งกับความใจกว้างของตัวเอง
พอหันหน้าไปก็เห็นเจียงเซิงที่กำลังกะพริบตาอยู่ เขารู้สึกงุนงงทันที
“พี่รอง…ข้า…นำ…โจ๊กเนื้อ…มาให้” เด็กหญิงพยายามใช้สีหน้า
สื่อสาร
เจิ้งหรูเชียนตอบกลับด้วยวิธีการเดียวกัน “เจ้า…พูด…อะไรนะ?”
“โจ๊กเนื้อ” เจียงเซิงกะพริบตา
เจิ้งหรูเชียนสะดุ้ง “อะไรนะ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมองอยู่ข้าง ๆ นางอดขำไม่ได้ “เจียงเซิงเอาโจ๊ก
เนื้อชามใหญ่มาให้พวกเจ้า ตอนนี้ถานเยี่ยกำลังก่อไฟ คงจะใกล้
เสร็จแล้ว”
สิ้นเสียง กลิ่นหอมของเนื้อผสมกับกลิ่นข้าวก็โชยมา
เจิ้งหรูเชียนท้องร้องโครกครากจนอดทนไม่ไหว เขารีบขออภัยฮู
หยินผู้เฒ่าเจียงแล้ววิ่งออกไปอย่างรีบร้อน
เจียงเซิงก็คำนับท่านย่าแล้วเดินตามไปอย่างเรียบร้อยจนถึง
ประตู จากนั้นก็วิ่งไล่ตามพี่ชายอย่างบ้าคลั่ง สองพี่น้องหายวับไปจาก
สายตาทันที
เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนไม่ได้หิวมากนัก แต่เมื่อพี่ชายกับ
น้องสาวไปกันหมดแล้ว ก็อดรู้สึกกระสับกระส่ายไม่ได้
สุดท้ายพวกเขาก็ยังเป็นแค่เด็ก
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มน้อย ๆ “พวกเจ้ารีบไปเถอะ พ่อครัวใหญ่
ของตระกูลเจียงตั้งใจทำโจ๊กเนื้อให้ เจียงเซิงยังดื่มไปตั้งสามชาม
เชียวนะ”
เด็กหนุ่มทั้งสองพร้อมใจกันกล่าวขออภัยแล้วจากไป
ในห้องโถงใหญ่จึงเหลือเพียงสวี่โม่ที่นั่งนิ่งราวกับภูเขา
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปเล่า?” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงถามอย่างประหลาด
ใจ
สวี่โม่ยิ้มบาง “น้อง ๆ ยังเด็กย่อมทำอะไรตามใจชอบได้ แต่ข้า
เป็นพี่ชายคนโตต้องมีความรับผิดชอบ”
เปรียบเสมือนเวลามีแขกมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน พ่อแม่จำเป็นต้อง
ต้อนรับอย่างจริงจัง แต่พวกเด็ก ๆ แค่ทักทายอย่างสุภาพก็พอ
พวกเขาไม่มีพ่อแม่ ไม่มีผู้ใหญ่ สวี่โม่ในฐานะพี่ชายคนโตจึง
แบกรับความรับผิดชอบนี้ไว้ทั้งหมด
เขาไม่ตะกละ ไม่เย่อหยิ่ง เยือกเย็นสงบนิ่ง รู้จักเข้าหาคนอื่น
อย่างเหมาะสม
อย่าว่าแต่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีในเมืองหลวงเลย แม้แต่คนอายุ
ยี่สิบปีก็ยังเทียบเขาไม่ได้ถึงครึ่ง
คำชมที่เจียงเซิงเคยกล่าวถึงพี่ชายไว้นับครั้งไม่ถ้วนดังขึ้นมา ฮู
หยินผู้เฒ่าเจียงต้องยอมรับว่า ความสามารถของสวี่โม่นั้นเหนือกว่า
บรรดาลูกหลานตระกูลเจียงมากนัก
เขาอายุยังน้อยแต่ก็ได้รับตำแหน่งอันดับหนึ่งหลายครั้ง
แม้ว่าจะถูกแย่งชิงตำแหน่งฮุ้ยหยวนไป แต่ก็ยังคงรักษาจิตใจให้
สงบนิ่งได้
ความเสียเปรียบเพียงอย่างเดียวคือชาติกำเนิดที่ยังไม่ดีพอ แต่
กลับไม่ได้ทำให้เขาอ่อนแอแต่อย่างใด
หากเด็กหนุ่มเช่นนี้เกิดในตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ จะต้อง
ก้าวหน้ารวดเร็วเพียงใด จะต้องประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
เพียงใด
ต่อให้เกิดในครอบครัวยากจน วันหน้าเมืองหลวงก็ย่อมต้องมีที่
ยืนสำหรับเขา
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรู้สึกตื่นตะลึงเล็กน้อย ความคิดสับสนวูบผ่าน
ในใจ หากเจียงเซิงมีพี่ชายเช่นนี้ บางทีอาจเป็นที่พึ่งพิงให้ได้ เป็น
กุญแจสำคัญของชีวิตที่จะมั่นคงในบั้นปลาย
ความมั่งคั่งไม่ได้ดูที่ปัจจุบัน แต่อยู่ที่คนรุ่นหลัง
หากตระกูลใหญ่ไม่สามารถมีคนรุ่นหลังที่ยอดเยี่ยม แม้จะมี
อำนาจมากเพียงใดก็ย่อมเสื่อมถอยลง…
ความคิดของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงวนเวียนไปมา ส่วนสวี่โม่ก็นั่งเป็น
เพื่อนนางอยู่เงียบ ๆ
ห้องโถงหลักเงียบสงบจนได้ยินเสียงเข็มตก พาให้เสียงหัวเราะ
และเอะอะโวยวายจากด้านนอกยิ่งชัดเจนขึ้น
“พวกเขาเล่นสนุกกันอีกแล้ว ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องเห็นเรื่องน่า
อายอีกแล้วขอรับ” สวี่โม่แก้ตัวแทนน้องชายน้องสาว “พวกข้าเติบโต
มาด้วยกัน จึงสนิทสนมกันมาก”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย พลางใช้ไม้เท้าพยุงตัว
ลุกขึ้นยืน “ไม่เป็นไรหรอก ข้าจะไปดูสักหน่อย”
สวี่โม่จึงได้แต่เดินตามหลังนางไป
เรือนเล็กมีโต๊ะสำหรับทานอาหารสองแห่ง แห่งหนึ่งอยู่ในห้องโถง
หลัก ส่วนอีกแห่งอยู่ในลาน
ห้องโถงหลักใช้สำหรับต้อนรับแขก เหล่าพี่น้องจึงนั่งบนม้านั่ง
หินในลาน ลิ้มรสโจ๊กเนื้อที่กำลังร้อน ๆ
เด็กทั้งสี่คนต่างนั่งประจำที่ของตนเอง ส่วนเจียงเซิงมีเบาะรองนั่ง
เพิ่มเป็นพิเศษ
“พี่รอง คราวนี้ท่านไปหลิงหนานได้ของดีอะไรมาบ้างหรือ?”
เด็กหญิงตัวน้อยแม้จะอิ่มแล้วแต่ตอนนี้ก็ยังถือชามไว้ไม่ยอมปล่อย
ชามของเจิ้งหรูเชียนว่างเปล่าไปแล้ว เขาจึงตักชามที่สองมา
“แน่นอนว่าข้ามีของดี ๆ กลับมา แต่จะยังไม่บอกพวกเจ้าตอนนี้ รอ
ให้ข้าขายออกไปได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“อะไรนะ?” เจียงเซิงผิดหวังมาก “พี่รองจะไม่ให้พวกข้าลองชิม
ก่อนหรือ?”
เจิ้งหรูเชียนกลั้นหัวเราะ แล้วล้วงกำไลหยกออกมาจากอกเสื้อ
“เจ้าอยากชิมหรือว่าอยากได้ของขวัญแทนกันเล่า?”
กำไลหยกเหมือนจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ทั้งวง แต่เมื่อสังเกตอย่าง
ละเอียดก็จะเห็นรอยด่างและตำหนิ ราคาคงจะไม่แพงมากนัก อย่าง
น้อยก็เป็นสิ่งที่บุตรสาวตระกูลใหญ่ไม่สนใจ
แต่เจียงเซิงก็ยังประคองมันไว้ในมือด้วยความหวงแหน ราวกับ
ได้รับของล ้าค่า “พี่รองใจดีที่สุดเลย พี่รองเอาของขวัญมาฝากพวก
เราทุกครั้ง”
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะคิกคัก ดื่มโจ๊กเนื้อจนหมดในคำเดียว พอวาง
ชามลงถึงได้สังเกตว่าน้องชายทั้งสองก็เริ่มแอบมองเขาด้วย
ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กพวกนี้
เจ้ารองล้วงเอาจี้หยกเล็ก ๆ สองอันออกมา “ให้พวกเจ้า”
“ขอบคุณพี่รอง” เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนพูดพร้อมกัน
เจิ้งหรูเชียนเกาหัวอย่างมีความสุข “ไม่ใช่แค่พวกเจ้า เจ้าสามกับ
พี่ใหญ่ก็มีด้วย หยกที่หลิงหนานไม่ใช่ของหายากอะไร ซ ้าราคาก็ถูก
มาก คราวนี้นอกจากผลไม้แล้ว ข้าก็นำเครื่องประดับหยกมาไม่น้อย
พอเอาไปขายให้ร้านเครื่องประดับ รับรองว่าจะได้กำไรเม็ดงาม
แน่นอน”
ในตัวเจิ้งหรูเชียนมีคุณลักษณะสองอย่างที่ขัดแย้งและผสมผสาน
กันอยู่ นั่นคือความเฉลียวฉลาดและความเรียบง่าย เขาสามารถทำ
ตัวเฉลียวฉลาดและคล่องแคล่วได้ แต่ก็ยังมีน ้าใจอยู่หลายส่วน
แม้ว่านิสัยของเขาจะเปิดเผยตรงไปตรงมา ทั้งสุขและทุกข์ล้วน
แสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่ยิ่งเป็นคนแบบนี้ ก็ยิ่งได้รับความ
ไว้วางใจจากชาวบ้าน การเดินทางไปค้าขายย่อมไม่ใช่เรื่อง
ยากลำบาก
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสูดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าปอด
นางดูแลเรือนโยวหรานมาหลายสิบปี สายตาของนางนับว่าเฉียบ
คม ไม่มีทางมองคนผิดแน่นอน
สาเหตุที่นางตกตะลึงก็เพราะไม่คาดคิดว่าในเรือนเล็กแห่งนี้
นอกจากสวี่โม่แล้ว จะยังมีเด็กหนุ่มที่ยอดเยี่ยมอีกคนอยู่ในลานบ้าน
ด้วย
เจิ้งหรูเชียนกับเจียงเซิงไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรกัน จู่ ๆ ถึงสำลักและ
ไอไม่หยุด
สวี่โม่ก้าวเข้าไปด้วยความตื่นตระหนก
เวินจืออวิ่นตอบสนองเร็วที่สุด เขาโยนชามกับตะเกียบทิ้ง ก่อน
จะตบหลังเจิ้งหรูเชียนแล้วเช็ดปากเช็ดจมูกให้ จากนั้นก็กดแรง ๆ ลง
บนแผ่นหลังของพี่ชาย
ราวกับมีปาฏิหาริย์ เจิ้งหรูเชียนหยุดไอ สีหน้าจากที่เคยแดงก ่า
ของเขากลับคืนมาเป็นปกติ
จ่างเยี่ยนหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา พูดด้วยน ้าเสียงราบเรียบว่า
“น้องสาว เจ้าอย่าแกล้งพี่รองตอนกินข้าวอีกเลย มันทำให้สำลักได้
ง่าย”
เจียงเซิงที่นั่งอยู่บนเบาะเชื่อฟังเขา “พี่ห้าพูดถูก ต่อไปข้าจะไม่
ทำแบบนี้อีกแล้ว”
จ่างเยี่ยนได้แต่ยิ้มอ่อนแล้วนั่งลงที่เดิม ไม่ลืมรินน ้าให้เจิ้งหรูเชียน
ด้วย
ดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ่งเปล่งประกายวาววับ
ตอนนั้นเองที่เหล่าพี่น้องเห็นว่าสวี่โม่กำลังกังวล
เจียงเซิงลุกขึ้นยืนอย่างร่าเริง ถือชามโจ๊กเนื้อเดินเข้ามาหา “พี่
ใหญ่ ข้าเก็บส่วนนี้ไว้ให้ท่านแล้ว”