พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 311 ลิ้นจี่
เด็กหญิงตัวกลม น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งกว่าตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่
เสียอีก นางถือชามโจ๊กเนื้อเอาไว้ มอบให้กับพี่ชายคนโตที่นาง
เคารพที่สุด
ภาพอันน่าประทับใจเช่นนี้ พาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงต้องมองอย่าง
เคลิบเคลิ้ม
ผู้อาวุโสมีความรับผิดชอบของผู้อาวุโส ผู้เยาว์ก็มีหน้าที่ของ
ผู้เยาว์
ความรักและการเสียสละทั้งหมดที่มอบให้ จะได้รับผลตอบแทน
กลับมา เป็นภาพที่สวยงามที่สุดของคำว่าพี่น้อง
นางไม่ต้องการรบกวนพวกเด็ก ๆ อีก จึงอ้างว่าจะไปพักผ่อนที่
ห้องนอนของเรือนหลัง
สวี่โม่รู้สึกโล่งอก รับโจ๊กเนื้อมาพลางลูบศีรษะของเจียงเซิงเบา ๆ
“เจ้าก็กินบ้างสิ”
“ข้าอิ่มแล้ว” เจียงเซิงแอบกลืนน ้าลาย
ความจริงนางอิ่มแล้ว แต่ก็ยังชอบกินอยู่ดี และโจ๊กเนื้อในหม้อ
หมดเกลี้ยงแล้วจริง ๆ
สวี่โม่ยิ้มบาง แบ่งโจ๊กออกมาครึ่งชาม ส่งให้เด็กหญิงตัวน้อยที่
กำลังน ้าลายสอ
ด้วยวิธีนี้พวกเขาจึงได้กินกันทุกคน
บนโต๊ะอาหาร
มารยาทอันดีงามทำให้สวี่โม่เคยชินกับการไม่พูดขณะกินหรือ
นอน แต่นิสัยที่เคยท่องเที่ยวไปทั่วกลับทำให้เจิ้งหรูเชียนชอบพูดคุย
จึงเกิดภาพแปลกประหลาดเช่นนี้ เจ้ารองกำลังพูดจาคล่องแคล่ว
ส่วนพี่ใหญ่สงบนิ่งดั่งภูเขา เจ้าสี่กับเจ้าห้าทำเพียงพยักหน้า ส่วน
น้องสาวคนเดียวคอยยิ้มแย้มให้กำลังใจ
“ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังนะ ที่หลิงหนานร้อนมากจริง ๆ ตอนนี้คน
เมืองหลวงยังสวมเสื้อกันหนาว แต่ที่นั่นใส่เสื้อผ้าบาง ๆ กันแล้ว
คนทำงานหลายคนก็ถึงกับถอดเสื้อม้วนกางเกง กลัวว่าจะร้อนตาย
กลางทุ่งเสียก่อน”
“แดดที่หลิงหนานก็แรงมาก คนที่นั่นต่างผิวคล ้ากันหมด พูดจา
ก็ออกจะห้วน ๆ หากไม่ตั้งใจฟังก็ไม่รู้ว่าพูดอะไร”
เมื่อหัวข้อสนทนาวกกลับมาที่เมืองหลวง เจิ้งหรูเชียนก็โมโหอีก
ครั้ง “หากข้ารู้ว่าจะเกิดเรื่องมากมายเช่นนี้ ข้าต้องรีบกลับมาภายใน
คืนนั้นแน่นอน ข้าจะไม่ยอมให้พวกท่านต้องเสียหน้าเด็ดขาด ข้า
จะต้องสู้กับตระกูลฟางให้ตายไปข้าง ไม่ยอมแพ้ให้พวกเขาเป็นอัน
ขาด!”
สวี่โม่กินโจ๊กเนื้อคำสุดท้ายจนหมด แล้วค่อย ๆ วางชามลงอย่าง
ไม่รีบร้อน “จะไม่ยอมแพ้อย่างไร? เจ้าจะขี่ลาแก่ของเจ้าไปชนพวก
เขาให้ตายหรือ?”
เจียงเซิงเกือบจะพ่นข้าวออกมา
“นั่น…นั่นทำไม่ได้ มันผิดกฎหมาย ข้าต้องติดคุกแน่” เจิ้งหรู
เชียนเก้อเขิน “แต่พี่ใหญ่ การสอบใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากคือ
คนตระกูลฟางคงไม่ยอมให้ท่านสอบได้อย่างสบายใจแน่”
หากคิดว่าตนเองไม่ฉลาดพอ ก็อาจลองสลับมุมมองความคิดดู
เจิ้งหรูเชียนจินตนาการว่าตัวเองเป็นคนตระกูลฟาง เขาจะเลือก
เฟ้นอย่างพิถีพิถันแล้วหมายตาบัณฑิตยากจนคนหนึ่ง ใช้กลอุบาย
เล็กน้อยเพื่อฉกชิงผลงานของเขา เรื่องที่ควรจะราบรื่นกลับไม่เป็น
เช่นนั้น ใครจะรู้ว่าบัณฑิตยากจนคนนี้กลับไม่ยอมแพ้ วุ่นวาย
ร้องเรียนจะสอบใหม่ จะแย่งชิงอนาคตของตนเองกลับคืนไป
เหอะ ฝันไปเถอะ!
ถ้าปีหน้าบัณฑิตยากจนคนนั้นสอบ ตระกูลฟางจะเอาหน้าไปไว้
ที่ไหนได้!
เขาอาจจะไม่ได้เป็นฮุ้ยหยวน แต่ต้องสอบไม่ผ่าน ยิ่งสอบได้แย่
เท่าไหร่ยิ่งดี จนไม่มีใจจะร ่าเรียนต่อ ตกต ่าลงเรื่อย ๆ และสุดท้ายก็
ไม่ได้รับอะไรเลย
ทั้งหมดนี้คือการแสดงอันมีชีวิตชีวาของเจ้ารอง
ผ่านไปสองวันแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากท้องพระโรง เรือนเล็ก
กำลังตกอยู่ในความเงียบงันเพราะการไปของเจียงเซิง แม้แต่การ
คุกคามจากคนตระกูลฟางก็ถูกหลงลืมไปชั่วขณะ
แม้ว่าสวี่โม่จะไม่กลัว แต่ก็ไม่อาจต้านทานแผนการอันแยบยล
จึงต้องระวังตัวเอาไว้
“ตระกูลฟางนั้นยิ่งใหญ่นัก หากพวกเขาใช้วิธีการที่ไร้ยางอายจะ
ทำอย่างไรเล่า” เวินจืออวิ่นกล่าวด้วยความกังวล
“ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานไม่ได้น่าเป็นห่วง พี่ใหญ่ก็เหมือนกับ
บัณฑิตอันในตอนนั้น” จ่างเยี่ยนกล่าวอย่างมีนัย “ข้าเพียงกลัวว่าคน
ตระกูลฟางจะใช้วิธีสกปรก นำพาสิ่งไม่ดีเข้ามา”
ขณะที่พี่ใหญ่ผู้สูงส่งดุจสายลมจันทรากำลังตะลึงงัน เจิ้งหรูเชียน
ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ทุบอกรับรองว่า “วางใจเถอะ ๆ ในเมื่อข้ากลับมาแล้ว ก็
จะปกป้องพวกท่านแน่นอน ข้าจะไม่ยอมให้พวกท่านได้รับอันตราย
แม้แต่น้อย”
“ข้ามภูผาดาบฝ่าทะเลเพลิง ตราบใดที่ข้าเจิ้งหรูเชียนยังอยู่ พวก
ท่านก็จะมั่นคงดั่งขุนเขา ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว!”
ถ้อยคำกังวานเด็ดเดี่ยวมาพร้อมกับการโบกมือด้วยท่วงท่า
องอาจ
หากเจิ้งหรูเชียนไม่ได้แอบสังเกตพวกพี่น้อง แล้วยิ้มสมใจอีกสอง
สามหน คนอื่นก็คงจะถูกเขาหลอกได้สำเร็จแล้ว
ที่แท้มันก็เป็นความต้องการของตัวเขาเอง
เขาชอบอวดโอ้ โอหัง แถมยังทำสีหน้าเคร่งขรึมราวกับเป็นผู้มี
คุณธรรม
สวี่โม่ยิ้มจนใจ “ดี เช่นนั้นก็ต้องพึ่งเจ้ารองแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนยืดอกภาคภูมิใจ ราวกับว่าชั่วพริบตาเดียวเขาก็ตัว
สูงขึ้นอีกหลายนิ้ว
เจียงเซิงยืนอยู่ข้าง ๆ เอามือปิดปากหัวเราะ ทุกอย่างช่างดี
เหลือเกิน
น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะสั้นเสมอ
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเที่ยงวันแล้ว เจียงเซิงก็ลุกขึ้นยืนอย่างอาลัย
อาวรณ์ “ร่างกายของท่านย่าไม่ค่อยแข็งแรง ทุกวันต้องงีบหลับ
พักผ่อน ตอนเที่ยงยังต้องต้มยาดื่มอีก พวกข้าคงต้องไปแล้ว”
ทั้งที่เป็นบ้านของตัวเอง แต่นางกลับไม่อาจอยู่ต่อได้
ไม่ว่าจะเป็นสวี่โม่ เจิ้งหรูเชียน เวินจืออวิ่น รวมถึงรอยยิ้มของจ่าง
เยี่ยน ทั้งหมดต่างจางหายไป
พวกเขายืนเรียงกันเงียบ ๆ ในใจเต็มไปด้วยความอาลัย แต่กลับ
ไม่อาจเอ่ยปากพูดอะไรออกมาได้
ในที่สุดเจิ้งหรูเชียนก็เอ่ยด้วยน ้าเสียงแหบพร่าว่า “เจียงเซิง พี่
รองเพิ่งกลับมา เจ้าก็จะจากไปแล้วหรือ”
เด็กหญิงตัวน้อยบิดมือไปมา เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
นางรีบไปที่เรือนหลัง แล้วบังเอิญชนเข้ากับหญิงชราวัยหกสิบที่
กำลังเดินวนไปมา
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงถาม
เจียงเซิงข่มกลั้นอารมณ์ไว้ พูดเสียงเบาว่า “ท่านย่า ถึงเวลาต้อง
กลับแล้ว”
นางไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรู้ดีแก่ใจ นางถอนหายใจพลางกวาดสายตา
มองไปยังเหล่าเด็กหนุ่มที่ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ความคิดบางอย่าง
ก่อตัวและแผ่ขยายในใจนาง
แต่พอหลุบตาลงมองหลานสาวตัวน้อย นางก็รู้สึกเสียดาย
เช่นกัน
ขอให้นางได้เก็บความเห็นแก่ตัวนี้ไว้อีกสักหน่อยเถอะ ขอ
ครอบครองเวลาที่ได้อยู่เคียงข้างกับหลานสาวให้นานขึ้นอีกนิด
แค่นิดเดียวเท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยื่นมือออกมา “ได้ เช่นนั้นพวกเราก็กลับกัน
เถอะ”
เหอรุ่ยขับรถม้ามาจอดที่หน้าประตู ถานเยี่ยยื่นมือช่วย ทันทีที่
เหวี่ยงแส้ออกไป ก็เห็นเจียงซานขับรถม้าช้า ๆ พาจางเซียงเหลียนมา
จากปากทาง
“เอ๊ะ คุณหนู? นั่นคุณหนูนี่!” เจียงซานร้องด้วยความดีใจ
จางเซียงเหลียนมองมาอย่างตกใจ จากสีหน้าที่สงบกลายเป็น
น ้าตาคลอเบ้าในชั่วพริบตา
เจียงเซิงโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างเล็ก ๆ ตะโกนเสียงดังว่า
“ท่านป้า ท่านป้า”
“อือ อือ!” จางเซียงเหลียนตอบรับเสียงดัง
มันคล้ายกับเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่พวกนางมาส่งกันที่ทางเข้า
หมู่บ้าน
แต่มันก็ไม่เหมือนกับหลายปีก่อน ตอนนี้พวกนางต่างก็มีชีวิตที่ดี
ขึ้นแล้ว
“ท่านป้า ท่านย่าต้องดื่มยา พวกข้าต้องกลับแล้ว ไว้คราวหน้าข้า
จะมาเยี่ยมท่านอีก” เจียงเซิงตะโกนง
รถม้าเคลื่อนผ่านกัน เจียงเซิงชะโงกหน้ามองออกไป กระทั่งร่าง
ของจางเซียงเหลียนกลายเป็นจุดสีดำเล็ก ๆ นางจึงหดศีรษะกลับมา
อย่างอาลัยอาวรณ์
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมองด้วยสายตาสงบนิ่งแต่เปี่ยมด้วยความรัก
ความเมตตา
เด็กหญิงสูดจมูกแล้วซบตัวเข้ามาหา “หากข้าสามารถแยกร่าง
ออกเป็นสองส่วนได้ก็คงจะดี”
ด้วยวิธีนี้แล้ว ครึ่งหนึ่งของนางจะอยู่เป็นเพื่อนท่านย่าในตระกูล
เจียง ส่วนอีกครึ่งก็จะอยู่กับพี่ชายและท่านป้าในเรือนเล็ก
น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วนี่ก็เป็นเพียงโลกของคนธรรมดา
พวกนางกลับมาที่เรือนเต๋อเหริน
หลังยาต้มในห้องครัวเล็กเสร็จ ถานเยี่ยก็กำลังรินใส่ถ้วยเล็ก
สาวใช้ตัวน้อยถือจานผลไม้ขรุขระอย่างหนึ่งเข้ามา “ฮูหยินผู้
เฒ่า คุณหนู นี่คือลิ้นจี่ที่ฮูหยินส่งมา ใช้น ้าในบ่อล้างแล้วเจ้าค่ะ
หวานอร่อยกำลังดีเลยทีเดียว”
พูดจบ เจียงเซิงก็กลืนน ้าลาย
นี่คือลิ้นจี่เชียวนะ
ตอนนางเพิ่งมาถึงเมืองหลวง ก็ได้ยินว่ามันเป็นของหายาก เป็น
ที่นิยมในหมู่ตระกูลใหญ่เพราะรสชาติฉ ่าหวานนุ่มลิ้น อีกทั้งใน
ราชวงศ์ก่อนก็ยังเคยเป็นของโปรดของพระสนมด้วย
สิ่งนี้ แม้คนธรรมดาจะปรารถนาสักแค่ไหน ก็ได้แต่คิดฝันเท่านั้น
ใครจะคิดว่าวันหนึ่งลิ้นจี่จะมาปรากฏอยู่ตรงหน้านางจริง ๆ
แต่ทำไมจึงเป็นเจียงเลี่ยวซื่อที่ส่งมาให้
เจียงเซิงเม้มปาก เป็นครั้งแรกที่ไม่มีน ้าลายสอเวลาเห็นของกิน
แต่กลับถอยหลังไปสองก้าวด้วยความรู้สึกต่อต้าน
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….