พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 316 ปฏิกิริยาของพี่ชายเจียง
หลังทานอาหารเสร็จสิ้น
เจิ้งหรูเชียนก็เริ่มยุ่งวุ่นวาย เขาขนลิ้นจี่มาสองคันรถ มอบสินค้า
ให้ตระกูลเจียงหนึ่งรถ ส่วนอีกหนึ่งรถจำเป็นต้องขายให้หมดภายใน
วันนี้
เจียงเซิงอาสาด้วยความกระตือรือร้น ต้องการจะติดตามเขาไป
ด้วย
เวินจืออวิ่นพาวังเสี่ยวจูไปตรวจรักษาคนไข้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ส่วนจ่างเยี่ยนยังคงอ่านตำราลับของช่างไม้ต่อไป
มีเพียงสวี่โม่เท่านั้นที่ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ จ้องมอง
เครื่องเขียนทั้งสี่ เหมือนว่าจะไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้
เจียงเซิงเพิ่งรู้ตัวภายหลังว่า สองวันมานี้ดูท่าพี่ใหญ่จะไม่ได้
ออกไปไหนเลย
เวินจืออวิ่นเปิดสำนักแพทย์ของตัวเอง จะไปหรือไม่ไปก็ตามแต่
เขา
แต่วิชาเรียนของกั๋วจื่อเจี้ยนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน
“พี่ใหญ่” เด็กหญิงตัวน้อยแปลกใจ “ท่านไม่ไปเรียนหรือ?”
โอกาสในการสอบใหม่ที่ได้มาอย่างยากลำบาก ปีหน้าเขาต้อง
ชนะเท่านั้น จะแพ้ไม่ได้ ด้วยนิสัยของสวี่โม่ เขายิ่งพยายามมากขึ้น
ไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเรียนเด็ดขาด
เช่นนั้นก็มีเรื่องเดียว…
“ข้าไม่คิดจะไปเรียนแล้ว” สวี่โม่กล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่น
“ที่กั๋วจื่อเจี้ยนมีคนมาก ง่ายต่อการเกิดเรื่อง สู้อยู่บ้านทำจิตใจให้สงบ
ดีกว่า”
ตระกูลฟางคงไม่ยอมรามือง่าย ๆ ปัญหาจึงยิ่งจะมีแต่เพิ่มขึ้น
ด้วยความสามารถของเขา ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็สามารถ
แก้ไขได้ แต่ขณะที่แก้ปัญหาก็กำลังเสียเวลาไปด้วย
ในฐานะที่เป็นคนเฉลียวฉลาด สวี่โม่จำต้องครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน
ว่าควรเสียเวลาหรือหลบซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
ตอนนี้เขาค่อนข้างโน้มเอียงไปทางตัวเลือกอย่างหลัง
“แต่พี่ใหญ่ เวลาที่ใช้แก้ปัญหาก็ถือเป็นการเติบโตอย่างหนึ่ง
ไม่ใช่หรือ” เจียงเซิงเงยหน้ากลมป้อมขึ้น “ทุกครั้งที่พวกข้าแก้ปัญหา
ได้ พวกข้าก็โตขึ้นอีก ได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งที่
ท่านสอนข้ามาทั้งนั้น”
ชีวิตคนเราต้องพบเจอปัญหามากมาย
ทั้งเหยียบมูลสุนัข ลื่นล้ม ถูกเกวียนชน หรือแม้แต่อาจถูกหินตก
ใส่
หากกลัวความยุ่งยากแล้วหลบซ่อนตัว บ้านเรือนก็ยังมีโอกาสจะ
พังทลาย เตียงนอนก็อาจจะหัก
คนเราไม่ควรหวาดกลัวความยุ่งยาก แต่ควรมีความกล้าและ
ความสามารถในการจัดการกับปัญหา
การเปลี่ยนความยากลำบากและอุปสรรคทั้งหมดที่พบเจอให้เป็น
ประสบการณ์ชีวิต เปลี่ยนให้เป็นพลัง คือวิธีการที่ชาญฉลาด
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ” เจียงเซิงกะพริบตา “พี่ใหญ่ ท่านยังมีพวก
ข้าอยู่นะ”
เจิ้งหรูเชียนที่ยุ่งวุ่นวายยังหาเวลาว่างไปส่งสายตาเจ้าเสน่ห์ชวน
คลื่นไส้
เวินจืออวิ่นที่เพิ่งขึ้นรถม้า ยังโผล่หน้าออกมาพร้อมกับโบกมือ
ด้วยความเขินอาย
กระทั่งจ่างเยี่ยนก็ยังถือมีดแกะสลักไม้พลางยิ้มอบอุ่นและเปี่ยมไป
ด้วยพลัง
สวี่โม่หลุดหัวเราะออกมาทันที ไม่คิดเลยว่าพี่ใหญ่ที่เคยเป็น
แบบอย่างให้น้อง ๆ มาตลอด ก็ยังมีช่วงเวลาที่ถูกน้องชายน้องสาวสั่ง
สอนได้เหมือนกัน และต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เขาคิดผิดไป
การแก้ไขปัญหาย่อมทำให้เสียเวลา แต่การเติบโตที่ได้รับ
ระหว่างทางนั้น เป็นสิ่งที่ตำราเรียนกี่เล่มก็มอบให้ไม่ได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขาทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน
ความสุขของการร่วมแรงร่วมใจกันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรเทียบได้
จิตวิญญาณที่ไม่มีวันโดดเดี่ยวคือเสาหลักที่ความยากลำบากใด
ๆ ก็ไม่อาจโค่นล้ม
สวี่โม่ถอนหายใจ รีบเก็บเครื่องเขียนทั้งสี่อย่าง แล้วรีบขึ้นไปนั่ง
บนรถม้าก่อนที่เวินจืออวิ่นจะจากไป “ไปกั๋วจื่อเจี้ยนกันเถอะ”
“เอาล่ะ พวกเราก็ไปกัน” เจียงเซิงก็รู้สึกร่าเริงขึ้นมา
รถม้าสองคัน บรรทุกเด็กสี่คน มุ่งหน้าไปยังทางแยกของถนน
สามสาย ทิ้งให้คนผู้หนึ่งอยู่บ้านเพียงลำพัง
จ่างเยี่ยนเป่าขี้เลื่อยออก ทั้งห้านิ้วที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากมีด
เผยให้เห็นท่อนไม้เล็ก ๆ หกชิ้นเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ มองเห็นเค้า
โครงรูปร่างของมนุษย์อยู่ราง ๆ
สายลมพลันพัดมา ทำให้ไม้ชิ้นหนึ่งล้มลง
รูปร่างมนุษย์หายไปอีกครั้ง
เขาส่ายหน้าจนปัญญา แล้วหยิบมีดแกะสลักขึ้นมาใหม่ ตั้งใจ
แกะสลักต่อไปอย่างจริงจัง
……
ประตูร้านจิ่วเจิน
ลิ้นจี่สองกระบุงถูกวางไว้ในน ้าแข็งเพื่อรักษาความสดใหม่ ส่วน
อีกหนึ่งกระบุงถูกวางไว้อย่างเปิดเผย ทั้งสดใหม่และน่าทาน แต่กลับ
ไม่มีใครสนใจ
เจียงเซิงกระโดดลงจากรถม้า รู้สึกเสียดายมาก “ถ้าขายไม่ออก
พรุ่งนี้มันก็จะเปลี่ยนสีแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนโบกพัดไม่พูดอะไร ค่อย ๆ มีท่าทางเหมือนพ่อค้า
ใหญ่
ทั้งสองเพิ่งเดินเข้าไปในร้าน เสียงของเหมียวเจาอิงก็ดังมา
“คุณชายมาแล้ว พวกท่านมาเสียที มีคนมาจับจองลิ้นจี่นี้เยอะมาก
จนข้าไม่รู้จะขายให้ใครดีแล้ว”
ต้ายายืนอยู่ด้านหลัง พึมพำบอกว่า “มีตระกูลเหยา ตระกูลฉี
ตระกูลฟาง ตระกูลจ้าว ตระกูลเฮ่อ ตระกูลจู พวกเขาล้วนเป็นตระกูล
ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงทั้งนั้นเจ้าค่ะ”
ดังนั้นลิ้นจี่ที่มีอยู่เต็มกระบุงก็ใช่ว่าไม่มีคนสนใจ แต่เพราะมีคน
ซื้อมากเกินไป จนไม่รู้จะขายให้ใครดีต่างหาก
เจียงเซิงเบิกตาค้าง นางไม่ได้มาที่นี่แค่ไม่กี่วัน ร้านจิ่วเจินก็
รุ่งเรืองขึ้นมาแล้วหรือ?
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ พวกเขาล้วนมาเพราะตระกูลเจียงทั้งนั้น”
เจิ้งหรูเชียนเอาพัดตีหัวนางเบา ๆ “ข้าขนลิ้นจี่รอบแรกมา ช้ากว่า
ตระกูลเลี่ยวแค่วันเดียว”
สิ่งของล ้าค่าเช่นนี้ ผู้ใดได้ครอบครองก่อน ย่อมแสดงถึงอำนาจ
ทางการเงินและสถานะชนชั้น
ตระกูลเจียงได้รับไปสามกระบุงแล้ว เป็นเรื่องปกติที่คนตระกูลอื่น
จะไม่ยอมแพ้
แต่จะขายให้ใครนั้น ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน
เพราะเหลือเพียงสามกระบุงเท่านั้น
“ต้องขายให้ตระกูลเหยาหนึ่งส่วน” เจียงเซิงนึกถึงพี่สาวเหยาผู้
บอบบางร่าเริง
“ตระกูลฉีก็ต้องได้บ้าง” เจิ้งหรูเชียนทบทวน “ตระกูลจ้าวก็ต้อง
ไม่ลืม ตระกูลโต้วก็ต้องให้ ทั้งหมดล้วนเคยช่วยพี่ใหญ่ในท้องพระ
โรง”
ส่วนตระกูลฟางกับตระกูลจูไม่ต้องสนใจ
ยามนี้ สะท้อนให้เห็นความสำคัญของเครือข่ายและ
ความสัมพันธ์ แม้แต่พ่อค้าก็ยังขายสินค้าให้กับตระกูลที่มี
ความสัมพันธ์อันดีก่อน ส่วนปริมาณจะมากหรือน้อยก็พิจารณาตาม
ความสนิทสนม
สุดท้ายพวกเขาจึงตัดสินใจขายให้ตระกูลเหยาห้าชั่ง ตระกูลฉี
ห้าชั่ง ตระกูลโต้วห้าชั่ง ตระกูลจ้าวห้าชั่ง ตระกูลเฮ่อสองชั่ง ตระกูล
เล็ก ๆ ที่เหลือตระกูลละหนึ่งชั่ง
หลังสองพี่น้องจัดสรรเรียบร้อยแล้ว เจิ้งหรูเชียนก็ยืดตัวลุกขึ้น
ก่อนจะเหลือบไปเห็นต้ายากลืนน ้าลาย จึงหยิบลิ้นจี่สองลูกยื่นให้นาง
อย่างขบขัน “เจ้ากินเถอะ”
สิ่งของมีค่าแค่ไหน ก็ล้วนเป็นของกินสำหรับผู้คนทั้งนั้น
เขาแบ่งบรรจุและชั่งน ้าหนักอย่างระมัดระวัง เตรียมส่งไปยังจวน
ต่าง ๆ
ต้ายารู้สึกตื่นเต้นดีใจ แบ่งให้มารดาหนึ่งลูก ส่วนที่เหลือกำไว้ใน
มือ ดมกลิ่นหอมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เต็มใจที่จะกินมัน
บ่ายวันนั้น เจียงเซิงติดตามเจิ้งหรูเชียนวุ่นวายไม่หยุด รีบเร่งขับ
รถม้าไปมา
พวกเขาย่อมเหนื่อยล้า แต่อารมณ์กลับรู้สึกดีและมีความสุข
ตลอดเวลา
โดยเฉพาะตอนได้รับเงินแท่งหนักอึ้ง เจียงเซิงแทบยิ้มไม่หุบ ยืน
กรานจะถือลิ้นจี่ห้าชั่งกระโดดลงจากรถม้า แล้วไปเคาะห่วงประตูจวน
ตระกูลเหยาด้วยตัวเอง
ข้างหลังนาง มีรถม้าที่มีสัญลักษณ์ของตระกูลเจียงแล่นผ่าน
อย่างรีบร้อน
เด็กหนุ่มร่างผอมที่อยู่ข้างในราวกับรับรู้บางอย่าง เขาเลิกม่าน
ขึ้นเพื่อดูเงาร่างคุ้นตา
เขาแทบสะดุ้ง แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้น้องสาวน่าจะอยู่ที่จวน
ตระกูลเจียง จึงนั่งลงอย่างเงียบงัน
“พี่ใหญ่ ท่านพูดอะไรสักคำสิ ถ้าไม่ไหวจริงๆ พวกเราก็ไปดื่ม
สุรากันเถอะ อยู่แบบนี้ไปก็ไม่ใช่ทางออกหรอกนะ” เจียงเฉิงเฟิงนั่ง
ตรงข้ามเขา คอยพูดอ้อนวอน “น้องชายจะพาท่านไปดื่มสุราคลาย
ทุกข์สักครั้ง ดีหรือไม่”
เจียงเฉิงเยวี่ยนส่ายหัวเงียบ ๆ
กฎของตระกูลเจียง ลูกหลานไม่ควรดื่มสุราเพื่อคลายทุกข์
“อย่างน้อยท่านก็พูดอะไรสักคำสิ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันแน่ ถึง
ทำให้ท่านไม่พูดอะไรเลยตั้งสามวัน” เจียงเฉิงเฟิงแทบจะร้องไห้ “ถ้า
เจอปัญหาพวกเราก็ควรแก้ไข ไม่ใช่หดหู่ทรมานตัวเองอยู่อย่างนี้”
ก่อนหน้านี้มีแค่เจียงเฉิงฮวนที่หงุดหงิดไม่มีความสุข และ
ผ่ายผอมลงจนป่วย
ตอนนี้ก็มีเจียงเฉิงเยวี่ยนที่เงียบขรึม ไม่ยอมเอ่ยปากพูดอะไร
หรือว่าฮวงจุ้ยบ้านใหญ่จะมีปัญหา?
“หรือว่าข้าควรไปหาปรมาจารย์ฮวงจุ้ยมาดูสักหน่อย” เจียงเฉิง
เฟิงพูดอย่างลังเล
เจียงเฉิงเยวี่ยนเม้มริมฝีปาก คำพูดที่ได้ยินในวันนั้นวนเวียนอยู่
ในหัวซ ้าแล้วซ ้าเล่า ทรมานเขาวันแล้ววันเล่า
แม้ว่ามารดาจะไม่ยอมรับ แต่การที่เจียงเซิงถูกสับเปลี่ยนตัวก็
เป็นความจริง สิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ แท้จริงแล้วเป็นการ
วางแผน
เขาไม่รู้ว่าควรเผชิญหน้ากับน้องสาวทั้งสองคนอย่างไร ไม่รู้ว่า
ควรเผชิญหน้ากับเจียงเฉิงฮวนอย่างไร ยิ่งไม่รู้ว่าควรเผชิญหน้ากับ
มารดาและตระกูลเลี่ยวอย่างไร
การพยายามรักษาความสมดุลในสถานการณ์นี้ ช่างน่าขันและ
ไร้สาระเหลือเกิน
ยิ่งเขารู้สึกติดค้างเจียงเซิงมากเท่าไร ความรู้สึกที่มีต่อเจียงเฉิง
ฮวนก็ซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น
เขาไม่สามารถพูดได้อย่างมั่นใจอีกต่อไปว่า “เฉิงฮวนก็เป็นผู้
บริสุทธิ์ เฉิงฮวนไม่รู้อะไรเลย”
เขาทำได้เพียงพยายามชดเชยให้กับเจียงเซิง มอบทุกสิ่งที่
น้องสาวสมควรได้รับ
ใช่ เขาต้องชดเชยให้นาง
เจียงเฉิงเยวี่ยนเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ภายใต้สายตาตื่นเต้น
ของเจียงเฉิงเฟิง เขาค่อย ๆ เอ่ยคำสามคำออกมา “กลับตระกูลเจียง”