พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 318 ถักเปีย
เจียงเซิงตื่นขึ้นมาด้วยความสงสัยของตัวเอง นางหาวพลางลืม
ตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือความชื้นแฉะ และจุดสีเหลืองเล็ก ๆ เหมือน
เม็ดงาอยู่ประปราย
เอ่อ ทั้งน ้าลายไหลแถมยังมีขี้ตาด้วย
แม้จะเป็นของตัวเอง แต่เจียงเซิงก็ยังรู้สึกรังเกียจจนต้องหันหน้า
หนี นางมองไปตามแสงแดด เห็นห้องเล็ก ๆ ที่เรียกได้ว่าเรียบง่าย
เห็นขนมจากร้านจิ่วเจินวางอยู่บนโต๊ะ เห็นเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดา เห็น
รองเท้าผ้าพื้นหนาไร้ลวดลาย
ชั่วขณะนั้นนางตระหนักว่าที่นี่ไม่ใช่ตระกูลเจียง แต่เป็นเรือนเล็ก
นี่คือบ้านของนาง
ความรู้สึกสดใสพลุ่งพล่านขึ้นมา เจียงเซิงสวมรองเท้าผ้าพื้น
หนา สวมกระโปรงผ้าฝ้าย แล้วก็ถักเปียเล็ก ๆ ที่เอียงไปเอียงมา วิ่ง
เข้าไปในลานบ้านด้านหน้า
พี่ใหญ่ไปกั๋วจื่อเจี้ยนแล้ว พี่รองกำลังค้าขาย ส่วนพี่สี่กำลังตรวจ
คนป่วย
มีเพียงจ่างเยี่ยนคนเดียวที่คว ่าหน้าอยู่บนโต๊ะ เป่าปากเบา ๆ ขี้
เลื่อยไม้ก็ลอยฟุ้งขึ้นมา
เมื่อรู้สึกถึงความเคลื่อนไหว เขาก็หันมามองเห็นเด็กสาวอวบ
อ้วนที่กลับคืนร่างเดิมจากคุณหนูตระกูลใหญ่ในชั่วข้ามคืน ก่อนจะ
อดขำไม่ได้ “เจ้าตื่นแล้วหรือ ท่านป้าเก็บอาหารไว้ให้เจ้าแล้ว พี่รอง
บอกว่าจะไปดูโรงผลิต ให้เจียงซานพาเจ้าไปด้วย”
เจียงเซิงค่อนข้างไม่พอใจ “ท่านหัวเราะอะไรกัน วัน ๆ เอาแต่เล่น
ไม่ทำงาน รู้แต่จะเล่นกับไม้ อีกหน่อยก็ทำเก้าอี้เล็ก ๆ ให้ข้าสักสอง
ตัวด้วย”
ที่นี้เวลาพวกท่านป้าแบ่งลิ้นจี่ขายจะได้ไม่ต้องลำบากนั่งยอง ๆ
จ่างเยี่ยนประสานมือ พูดด้วยน ้าเสียงจริงจัง “ขอรับ น้องสาว”
พูดจบ ทั้งสองคนก็หัวเราะออกมา
หลังเจียงเซิงล้างหน้าเสร็จ กินอาหารเรียบร้อย ก็เตรียมตัวออก
เดินทางไปดูโรงผลิต
ทว่าก่อนหน้านั้น นางจำเป็นต้องจัดการกับผมที่ยุ่งเหยิงของ
ตนเองเสียก่อน
แต่ก่อนมีป้าจางคอยช่วย ตอนอยู่ตระกูลเจียงก็มีสาวใช้ตัวน้อย
คอยดูแลโดยเฉพาะ ตอนนี้เหลือแค่…เจียงซานกับจ่างเยี่ยน
สองหนุ่มน้อยมองหน้ากันไปมา ต่างฝ่ายต่างเกรงใจกัน
“คุณชายลงมือเถอะ ท่านแกะสลักไม้ได้ ก็ต้องทำได้แน่นอน”
เจียงซานยิ้มเผยฟันขาว
จ่างเยี่ยนครุ่นคิด “เมื่อก่อนพี่สามมักชมเจ้าว่าเป็นคนช่างคิด
ช่างทำ หลายปีมานี้เจ้าก็คงพัฒนาขึ้นไม่น้อย”
เขาช่างคิดช่างทำจริง ๆ แต่ความช่างคิดช่างทำของเขามีไว้
สำหรับการต่อสู้ ไม่ใช่การถักเปียให้คนอื่น
แต่เพราะจ่างเยี่ยนเป็นเจ้าบ้าน เจียงซานจึงได้แต่ฝืนใจยืนอยู่
ด้านหลังเจียงเซิง แล้วงุ่มง่ามหยิบหวีไม้ขึ้นมา ก่อนจะแก้เปียเล็ก ๆ ที่
ถักไว้แต่แรก
แค่ขั้นตอนนี้ เจ้าของผมเปียก็ต้องสูดลมหายใจเย็น ๆ หลายครั้ง
พอคนเริ่มหวีผม นางก็ขบฟันกัดปาก
“พี่ชายเจียงซาน” เจียงเซิงพูดด้วยน ้าเสียงน้อยใจ “นี่หัวคนนะ
ไม่ใช่หางลา”
แม้แต่ลาก็ยังเตะคนหากถูกทำให้เจ็บ
เตะไปทีเดียว คนก็ลอยไปไกลถึงสองลี้
เจียงซานรู้สึกผิด “คุณหนู เป็นความผิดของข้าเอง ข้าโง่เขลา
หนัก ข้าจะพยายามทำเบามือและระวังให้มากกว่านี้”
แต่ผลลัพธ์ของการระมัดระวังคือหวีไปครึ่งวันแล้วยังได้แค่ครึ่ง
ปอยผมเท่านั้น
เจียงเซิงจึงยอมแพ้ “ไม่เป็นไรแล้ว ปล่อยให้เป็นแบบนี้ก็ได้ ตอน
ที่ข้าเป็นขอทาน ข้าก็ไม่ได้หวีผมบ่อยนัก ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ”
นี่คือเหตุผลที่ทำไมขอทานถึงได้มีสภาพสกปรกยุ่งเหยิง ถึงได้ดู
น่าสมเพชและน่ากลัว ถึงได้ทำให้ผู้คนหลีกหนีไปไกล
แต่ตอนนี้นางไม่ใช่ขอทานแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปล่อยตัวให้
ยุ่งเหยิงอีก
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว แต่ในที่สุดก็รับหวีมาจากมือเจียงซาน แล้ว
ค่อย ๆ หวีผมให้น้องสาวอย่างอดทนและนุ่มนวล จากนั้นก็พยายาม
มวยผมเป็นมวยกลมเล็ก ๆ อย่างงุ่มง่าม
เพราะไม่มีประสบการณ์ มวยผมสองอันจึงมีขนาดไม่เท่ากัน เล็ก
บ้างใหญ่บ้าง แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
จ่างเยี่ยนรู้สึกไม่พอใจ จึงแก้มวยผมนางออกใหม่ แบ่งผมเป็น
ส่วนเท่า ๆ กัน แล้วมวยและผูกอีกครั้ง
หลังจากทำซ ้า ๆ สองสามครั้ง ฝีมือของเด็กหนุ่มก็ดูชำนาญขึ้น
ความแตกต่างของมวยผมกลม ๆ ก็เริ่มน้อยลง
เจียงซานส่งผ้ารัดผมมาให้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ จ่างเยี่ยนใช้
มันมัดผมกลม ๆ เอาไว้ แถมยังปล่อยปลายผ้าส่วนหนึ่งไว้ข้างหู
เมื่อมีลมพัดมา ผ้ารัดผมก็พลิ้วไหว ไม่ถึงกับน่าทึ่ง แต่ก็ดูมี
ชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าคุณชายห้าจะมีฝีมือเช่นนี้” เจียงซานตก
ตะลึง “ถ้ารู้แต่แรก ข้าก็คงไม่ได้ดึงผมของคุณหนูออกไปไม่น้อย
อย่างนี้”
ใช่แล้ว ใครจะคิดถึงเรื่องนี้ได้เล่า
จ่างเยี่ยนมองสาวน้อยที่กำลังทำท่าเย่อหยิ่ง ความมั่นใจในการ
แกะสลักตุ๊กตาไม้หกตัวเพิ่มขึ้นมาก “พวกเจ้าไปทำธุระเถอะ อย่าลืม
กลับมากินข้าวด้วย”
รถม้าพานายบ่าวมุ่งหน้าไปยังโรงผลิต เพื่อไปพบกับเจิ้งหรูเชียน
เรือนเล็กที่เงียบสงบจึงเหลือเพียงจ่างเยี่ยนที่กำลังจดจ่ออยู่กับ
การใช้มีดแกะสลัก
ตอนนี้พวกเขาพี่น้องได้สร้างโรงผลิตไว้รวมทั้งหมดสามแห่ง
สองแห่งเป็นโรงผลิตเนื้อรมควัน ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงกับเขตอันสุ่ย
ส่วนอีกแห่งเป็นโรงผลิตบะหมี่ขาว ซึ่งทำเพื่อส่งให้เรือนโยวหราน
โดยเฉพาะ แม้ราคาจะแพง แต่เถ้าแก่ใหญ่ก็มีความสามารถมาก
สามารถขายมันได้หลายสิบชั่งในทุกเดือน
โรงผลิตทั้งสามแห่งเมื่อรวมกันแล้ว มีคนงานทั้งประจำและ
ชั่วคราวถึงสี่สิบคน และล้วนเป็นสตรีทั้งสิ้น
โดยเฉพาะในโรงผลิตบะหมี่ขาว คนงานล้วนเป็นหญิงม่ายหรือ
หญิงที่หย่าร้าง มักพาลูกสาวตัวน้อย ๆ มาด้วย พวกนางโดดเดี่ยว
และยากจน หากไม่ใช่เพราะเจียงเซิงใจดีให้ที่กินที่อยู่ พวกนางอาจ
พาลูกไปกระโดดแม่น ้าแล้ว
ในโลกนี้ไม่ใช่ทุกคนจะรู้คุณคน และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความ
เมตตา แต่คนปกติส่วนใหญ่ มักรู้สึกซาบซึ้งกับมือที่ยื่นมาช่วยเหลือ
ยามตกต ่า
ทุกครั้งที่เจียงเซิงไปเยี่ยมก็จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก
บรรดาท่านป้าท่านน้า พวกนางจะป้อนขนมหวานนานาชนิดให้ หรือ
แม้กระทั่งของที่พวกนางเองก็ไม่อยากกินหรือใช้
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจ้าบ้านเป็นเด็กสาวที่น่ารัก ดวงหน้ากลมป้อม
และมีรอยยิ้มหวาน
เมื่อเจิ้งหรูเชียนก้าวเข้าไป คนงานทั้งหมดก็ยังคงระแวดระวัง ไม่
มีใครส่งเสียงแม้แต่คำเดียว พวกนางถึงกับใช้ร่างกายบังบะหมี่ขาวที่
กำลังผลิตอยู่ด้วยซ ้า
“เจาอิง คนนี้ใครกัน” หญิงร่างค่อนข้างท้วมตะโกนเสียงดัง “ถึง
เจ้าบ้านจะปฏิบัติต่อเจ้าก็ไม่เลว แต่บางเรื่องก็ทำได้ แต่บางเรื่องทำ
ไม่ได้”
“ใช่แล้วเจาอิง เจ้าอย่าได้พาต้ายาไปในทางที่ผิดเชียวนะ” หญิง
ร่างผอมอีกคนเอ่ยเตือน
นี่นับเป็นข้อดีของการดูแลจัดการแบบรวมศูนย์ ทุกคนกินอยู่
ด้วยกัน จึงรู้จักกันและกันเป็นอย่างดี หากใครมีความคิดเล็ก ๆ น้อย
ๆ ก็จะถูกนำไปรายงานต่อหน้าเจ้าบ้าน
ขณะที่เจิ้งหรูเชียนกำลังดีใจอยู่นั้น ไม้กวาดด้ามใหญ่ก็ฟาดลง
มาตรงหน้าเขา
หญิงที่กำลังกวาดน ้าตะโกนว่า “ด้านหน้าเป็นพื้นที่ทำงานของ
โรงผลิต คนนอกห้ามเข้าไปยุ่มย่าม”
เจ้าบ้านน้อยเคยกล่าวไว้ว่าสูตรบะหมี่น ้าใสไม่ถือว่าเป็นความลับ
สุดยอด แต่ก็ไม่ควรเปิดเผยตามอำเภอใจ
เพราะทั้งหมดล้วนเป็นหยาดเหงื่อแรงกายของน้องสาวเซียง
เหลียน
“นี่ ๆ ๆ พวกท่านเข้าใจผิดกันหมดแล้ว” เหมียวเจาอิงตบขา
ตัวเอง “คนผู้นี้ก็เป็นเจ้าบ้านน้อยเช่นกัน”
คนในโรงผลิตสองแห่งเคยพบเจิ้งหรูเชียนมาก่อน แต่โรงผลิต
บะหมี่นั้นเป็นเจียงเซิงที่ก่อตั้งขึ้นมาด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องปกติที่พวก
นางจะรู้จักแค่เด็กหญิง
เหมียวเจาอิงยังอยากจะอธิบายต่อ แต่ถูกเจิ้งหรูเชียนห้ามไว้
“ไม่เข้า ๆ ข้าต้องเข้าไปหรอก พวกท่านทำงานต่อไปเถอะ” เขา
โบกมือ ยืนอยู่นอกประตู “น้องสาวของข้าใกล้จะตื่นแล้ว อีกเดี๋ยวข้า
จะพานางเข้าไปด้วยกัน”
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกยินดีที่ท่านป้าท่านน้าเหล่านี้จงรักภักดีต่อเจียง
เซิง
ทันใดนั้น พูดถึงใครคนนั้นก็มาพอดี
เขาเพิ่งพูดจบ เจียงซานก็ขับรถม้ามาจอด เจียงเซิงกระโดดลง
มา “พี่รอง ป้าเหมียว ทำไมถึงยืนอยู่ข้างนอกเล่า”
เมื่อได้ยินสาเหตุที่เจิ้งหรูเชียนถูกขัดขวาง นางก็ทั้งขำทั้งเศร้า
แล้วรีบเข้าไปในโรงผลิตเป็นคนแรก
คนงานที่กำลังยุ่งอยู่เงยหน้าขึ้นมา พบว่าเป็นเจ้าบ้านน้อยมา
เยือน ทุกคนต่างยิ้มทักทาย มีบางคนยื่นขนมให้ บางคนมอบ
ผ้าเช็ดหน้า และยังมีคนที่เย็บแผ่นรองเท้าให้ด้วยตัวเอง
เจียงเซิงมาตัวเปล่า แต่พริบตาเดียวก็อุ้มข้าวของเต็มอ้อมแขน
นางยัดของพวกนั้นใส่มือเจิ้งหรูเชียน แล้วลากตัวเขาไปแนะนำ
ให้ทุกคนรู้จัก “นี่คือพี่ชายคนรองของข้า เป็นเจ้าของร้านจิ่วเจิน
พวกท่านไม่ต้องกลัว เขาไม่ใช่คนไม่ดีหรอกเจ้าค่ะ”
บรรดาท่านป้าท่านน้าที่เมื่อครู่ยังระแวดระวังอยู่ก็กลับมามีท่าที
เป็นมิตร บางคนเอ่ยขอโทษ บางคนมอบขนมให้เพิ่ม และบางคนก็นำ
ชามาให้
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ผู้ที่ผ่านความเจ็บปวดมาแล้วมักจะทำงานได้
มั่นคงกว่า และยังซื่อสัตย์จริงจังมากขึ้นด้วย
เจิ้งหรูเชียนใช้ฟันกรองกากชา พลางปรึกษากับเจียงเซิง “โรง
ผลิต ข้ายังอยากขยายเพิ่มอีกสักหน่อย”