พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 319 คนสามคน ลับ ๆ ล่อ ๆ
ปริมาณการส่งออกของเนื้อรมควันมีจำนวนมาก ทุกครั้งที่
อากาศหนาว คลังสินค้าก็ไม่เพียงพอ คนงานทั้งหลายต่างวุ่นวายจน
หัวหมุน
ตรงกันข้ามกับการทำบะหมี่น ้าใส มันเป็นงานที่ต้องใช้ความ
ประณีต กระบวนการซับซ้อน รวมถึงมีความต้องการน้อยกว่า ทำให้
ทั้งโรงผลิตดูโล่งและค่อนข้างสงบเงียบ
ที่ดินในเมืองหลวงมีราคาแพง การที่เจิ้งหรูเชียนมีความคิดเช่นนี้
ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
“แต่ว่าพี่รอง ราคาของบะหมี่น ้าใสนั้นสูงมาก ทำมากก็ไม่แน่ว่า
จะขายได้มาก” เจียงเซิงเกาผมกลม ๆ ของตัวเอง รู้สึกว่ามวยผม
ด้านซ้ายมันหย่อนลงมาเล็กน้อย
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะ “ใครบอกว่าข้าจะทำบะหมี่น ้าใส สิ่งนี้มีแต่คน
ที่สมองมีปัญหาเท่านั้นที่จะไปกิน”
“แล้วท่านจะทำอะไร?” เจียงเซิงสงสัย
เจิ้งหรูเชียนทำท่าลึกลับ ลุกขึ้นเดินสำรวจรอบ ๆ แล้วทิ้งคำขอ
สองข้อไว้
หนึ่ง ก่อกำแพงตรงกลาง แบ่งโรงผลิตออกเป็นสองส่วน
สอง ด้านซ้ายให้ติดตั้งเตาไฟสำหรับนึ่งและโต๊ะทำงาน เป็นต้น
เมื่อเห็นท่าทางของพี่ชาย เจียงเซิงก็คิดว่าร้านจิ่วเจินจะย้ายมา
ที่นี่เสียอีก
เจียงเซิงครุ่นคิดอย่างหนัก ขณะนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังถนนเทียน
เจีย ในที่สุดก็เข้าใจแจ่มแจ้ง “พี่รองเจ้าคิดจะขยายร้านขนมของพวก
เราใช่หรือไม่?”
ปัจจุบันร้านจิ่วเจินครอบครองพื้นที่สองห้อง ห้องหนึ่งใช้ทำขนม
นานาชนิด อีกห้องใช้สำหรับวางขาย หากสามารถย้ายพื้นที่การทำ
ขนมมาที่โรงผลิตได้ พื้นที่ทั้งสองห้องก็จะสามารถใช้จัดวางขนมได้
ทั้งหมด ทำให้พื้นที่ร้านขยายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทันที
ปกติจะใช้รถม้าในการขนส่งเพื่อเติมสินค้า แม้จะยุ่งยากกว่า
เล็กน้อย แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือกำลังคน
เจียงเซิงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น “พี่รองเจ้าฉลาดขึ้นแล้ว พี่
รองเก่งจริง ๆ”
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านใบหน้า เจิ้งหรูเชียนกล่าวอย่าง
เย่อหยิ่งและภูมิใจในตนเอง “แน่นอนสิ ในครอบครัวนี้มีข้าที่ฉลาด
ที่สุด นอกจากข้าแล้ว ยังจะมีใครอีกเล่า!”
ยังจะมีใครอีก!!!
คนเราเมื่อเริ่มหยิ่งผยองขึ้นมา แม้แต่ความผิดพลาดที่เพิ่ง
เกิดขึ้นเมื่อวานก็สามารถลืมไปจนหมด
เจียงซานบังคับให้รถม้าหยุด เจียงเซิงเปิดม่านออก แกล้งทำเป็น
ประหลาดใจและร้องเรียก “อ้าว พี่ใหญ่?”
ร่างกายของเจิ้งหรูเชียนพลันแข็งทื่อทันที รู้สึกกระอักกระอ่วน
และหวาดกลัว “เอ่อ… นอกจากข้าแล้วก็ยังมีพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ก็ฉลาด
มากเช่นกัน แต่อาจจะฉลาดกว่าข้านิดหน่อย”
เขาใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วัดระยะห่างครึ่งฉื่อ แล้วขยาย
ออกเป็นหนึ่งฉื่อ จนมันกว้างที่สุด พร้อมกับรอยยิ้มที่เกือบจะ
ประจบประแจง และน ้าเสียงแฝงความหมายนับร้อยนับพันว่า “พี่
ใหญ่…”
แต่เมื่อหันไป ไหนเล่าจะมีเด็กหนุ่มในชุดเขียวถือม้วนหนังสือ มี
เพียงร้านค้ามากมายบนถนนเทียนเจีย และผู้คนที่เดินไปมาอย่าง
สบายอารมณ์
“ที่แท้ข้าก็ตาฝาด” เจียงเซิงพูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าขณะ
กระโดดลงจากรถ “มีคนผู้หนึ่งสวมเสื้อสีเขียว ข้าจึงนึกว่าเป็นพี่ใหญ่
เสียอีก”
เด็กหญิงตัวอ้วนรู้จักหลอกคนอื่นเล่นเสียแล้ว
เจิ้งหรูเชียนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ก่อนจะกลับมายืดตัวตรง
อีกครั้ง ตบเบา ๆ ลงบนมวยผมของเจียงเซิง
จากนั้น มวยผมที่ดูเหมือนจะร่วงอยู่แล้วก็กระจายออกต่อหน้าต่อ
ตาผู้คนมากมาย พร้อมกับผ้ารัดผมสีแดงที่ร่วงหล่นลงพื้น
เจิ้งหรูเชียนรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ ซ่อน
มือไว้ข้างหลัง ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น่าเสียดายที่สายเกินไปเสียแล้ว
เจียงเซิงกัดฟันกรอด เสียงแหลม ๆ ของนางดังขึ้นจนแทบส่งไป
ถึงบนท้องฟ้า “พี่รองท่านอยากถูกตีหรือ!”
นี่มันผมมวยกลมที่ต้องใช้ความพยายาม แถมยังต้องเสียเส้นผม
ไปหลายกระจุกกว่าจะทำได้เลยนะ
จางเซียงเหลียนที่อยู่ในร้านได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงเดินออกมา
เห็นสองพี่น้องวิ่งไล่ตามกัน คนข้างหน้ากำลังหัวเราะเสียงดัง ส่วนคน
ข้างหลังกำลังแยกเขี้ยวอ้าปาก ท่ามกลางตลาดที่คึกคักของถนน
เทียนเจีย นับว่าเป็นภาพที่น่ามองนัก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจียงเซิงไล่คนจนเหนื่อย และด้วยการปลอบโยน
ของจางเซียงเหลียน จึงยอมเข้าไปที่ร้านจิ่วเจินเพื่อมัดผมของนาง
ใหม่
เจิ้งหรูเชียนยืนพูดวิจารณ์อยู่ข้าง ๆ “ฝีมือของท่านป้ายังดีกว่า
ฝีมือเจ้าห้าไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ เขาต้องฝึกฝนอีกสักหน่อย”
เจียงเซิงเหลือบตามองเขา แล้วพึมพำเบา ๆ “ข้ารู้สึกว่ามีคนจ้อง
มองพวกเราอยู่ตลอดเลย”
ความรู้สึกนี้ติดตามนางมาตั้งแต่ตอนออกจากโรงผลิตราวกับ
เป็นเงาตามตัว
แม้จะมาถึงถนนเทียนเจียแล้วก็ยังไม่หายไป แต่กลับยิ่งรุนแรงขึ้น
เจิ้งหรูเชียนหันขวับไปมองหา แต่กลับไม่เห็นอะไร จึงได้แต่ขมวด
คิ้วสั่งการว่า “ไปเรียกเจียงซื่อมา ให้เขาขนน ้ามันกับแป้งไปที่โรง
ผลิตก่อน”
ฝั่งสองพี่น้องกำลังลงมือขยับขยายร้าน ส่วนอีกฝั่งมีเงาร่างสาม
ร่างลอบอยู่แนบชิดกำแพง พร้อมกับถอนหายใจโล่งอก
คนแรกรูปร่างค่อนข้างสูงโปร่ง เป็นเด็กหนุ่มในชุดขาวรัดรูป
คนกลางท่าทางดูเหลาะแหละ สวมเสื้อคลุมแขนกว้างปักลวดลาย
ใบเฟิงเต็มไปหมด
และคนสุดท้ายเป็นเด็กหญิงที่ดูแข็งแรงและเต็มไปด้วยพลัง
“พวกท่านทำตัวเหมือนขโมยไปได้” เจียงเฉิงอวี๋พูดด้วยสีหน้า
รังเกียจ “ทักทายกันตรง ๆ อย่างเปิดเผยไม่ได้หรือ”
“พวกเราต่างหาก” เจียงเฉิงเฟิงเตือนด้วยความหวังดี “นับตั้งแต่
เจ้าเรียกร้องจะเข้าร่วม พวกเราก็กลายเป็นพวกเดียวกันแล้ว”
แต่การแอบซ่อนตัวเช่นนี้ ไม่ใช่การกระทำของบุรุษผู้สูงส่งจริง ๆ
เขามองไปทางญาติผู้พี่ “พี่ใหญ่ พวกเราต้องแอบติดตามเจียง
เซิงอยู่อย่างนี้หรือ?”
“พวกเราไม่ได้ตามเจียงเซิง” เจียงเฉิงเยวี่ยนตอบโดยไม่หันหลัง
กลับ
“แต่กำลังตามตระกูลเลี่ยว”
เจิ้งหรูเชียนขายลิ้นจี่อย่างเปิดเผยในเมืองหลวง ที่สำคัญคือเขา
ขายสินค้าได้ ด้วยนิสัยของตระกูลเลี่ยว พวกเขาจะต้องจดจำ
ความแค้นนี้ไว้ และหาทางทำลายด้วยทุกวิถีทางแน่นอน
เจียงเฉิงเยวี่ยนคิดว่าตนเองพอจะเข้าใจพวกลุงเหล่านั้น จึงส่งคน
ไปเฝ้าดูตระกูลเลี่ยวตั้งแต่เช้า และเป็นไปตามที่เขาคิดไว้ อีกฝ่าย
กำลังลงมือ
พี่น้องจากบ้านรองยืนอยู่ข้าง ๆ พลางเม้มริมฝีปาก
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่าไม่มีใครรู้จักลูกดีเท่าแม่ แต่ตอนนี้กลับมี
คำว่า “ไม่มีใครรู้จักลุงดีเท่าหลาน” การได้อยู่กับคนบ้านใหญ่ช่วยทำ
ให้เปิดหูเปิดตาได้จริง ๆ
“คนพวกนั้นน่าจะเป็นคนของตระกูลเลี่ยว” เจียงเฉิงเยวี่ยนชี้ไป
ทางกลุ่มชายฉกรรจ์ที่แอบอยู่ตามหัวมุม “ต้องจับตาดูให้ดี อย่าให้
พวกเขาคลาดสายตาไปได้”
เจียงเฉิงเฟิงและเจียงเฉิงอวี๋พยักหน้าจริงจัง
พวกชายฉกรรจ์จ้องมองพี่น้องเจียงเซิง ส่วนพวกเขาคอยจับ
ตามองเหล่าชายฉกรรจ์ ทั้งสามกลุ่มวิ่งวุ่นไปมาระหว่างถนนเทียนเจีย
กับโรงผลิต
มองคนขนน ้ามัน ขนข้าวสาร ขนแป้ง ขนหม้อนึ่ง
ในฐานะกลุ่มหลังสุด คนทั้งสามกินฝุ่นเต็มปาก หลบซ่อนจน
เหน็ดเหนื่อย
“เมื่อไหร่จะขนเสร็จสักที…” เจียงเฉิงอวี๋มองฟ้า หมดคำจะพูด
“พี่ชาย ข้าขอถอนตัวได้ไหม?”
นางอยากเข้าร่วมกับพวกเขาทำไมกัน นางคงจะสมองมีปัญหา
หรือไม่ก็เสียสติไปแล้วแน่
“ไม่ได้” เจียงเฉิงเฟิงไร้ความปรานี “เจ้าติดตามมานานขนาดนี้
แล้ว จู่ ๆ จะยอมแพ้ไป เจ้ายอมได้หรือ?”
การยอมแพ้หมายความว่าความทุกข์ยากที่ผ่านมาล้วนเปล่า
ประโยชน์ ความเหนื่อยยากที่ผ่านมาคือไร้ค่า
นางจะยอมได้จริง ๆ หรือ?
เจียงเฉิงอวี๋กำหมัดแน่น ใช้การปีนขึ้นรถม้าเป็นการบอกพี่ชาย
ทั้งสองว่า นางไม่ยอม!
นางต้องดูความวุ่นวาย นางต้องรู้บทสรุป
รถม้ากลับจากโรงผลิตสู่ถนนเทียนเจียอีกครั้ง เจียงเซิงก็เปลี่ยน
จากสงสัยเป็นมั่นใจ
“มีคนตามพวกเรามาจริง ๆ” นางกระซิบเสียงต ่า “พี่รอง ข้าเดา
ว่าอาจเป็นเพราะลิ้นจี่ดึงดูดสายตาคนเกินไป”
เจิ้งหรูเชียนหน้าบึ้งตึง “ข้ายังไม่ได้ขนลิ้นจี่รอบที่สองกลับมาเลย
พวกเขาก็ร้อนใจเสียแล้ว ตระกูลเลี่ยวช่างใจแคบจริง ๆ”
จากหลิงหนานมาถึงเมืองหลวงนั้นไกลมาก เขาเองก็ไม่อาจ
มั่นใจได้ว่าลิ้นจี่จะขายดีหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่ได้วางแผนเร่งรีบสำหรับ
การเดินทางครั้งที่สอง เพียงแค่จัดการดูแลเรื่องคนขนส่งสินค้า
เท่านั้น
เมื่อวานลิ้นจี่ขายหมดแล้ว ตระกูลเหยาสั่งเพิ่มอีกสามสิบชั่ง วัง
เสี่ยวซงต้องเดินทางไปหลิงหนานทั้งคืน และต้องใช้เวลาถึงยี่สิบวันจึง
จะนำผลไม้ลูกใหญ่และสดใหม่กลับมาได้
ความจริงแล้วตระกูลเลี่ยวไม่จำเป็นต้องกลัว ในฐานะคนที่จัดหา
สิ่งนี้ให้ราชวงศ์โดยเฉพาะ บวกกับระยะเวลายี่สิบวัน ก็เพียงพอจะทำ
กำไรงาม ๆ ได้แล้ว
แต่พวกเขากลับไม่ยอมเหลือแม้แต่น ้าแกงก้นหม้อไว้เลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแบ่งปันผลประโยชน์กับเรื่องนี้
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….