พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 321 พังพินาศ
พวกเขากระซิบกระซาบกัน ส่งคนที่กินอะไรบางอย่างไป แล้ว
เดินอาด ๆ เข้าไปในร้านจิ่วเจินและเริ่มเลือกซื้อขนม
เจียงเฉิงเยวี่ยนขมวดคิ้ว ดูถูกวิธีการชั้นต ่าของตระกูลเลี่ยว
แต่สำหรับร้านขนม ความปลอดภัยของอาหารเป็นวิธีการทำลาย
ที่ง่ายและร้ายกาจที่สุด แม้ว่าจะชนะคดีในศาลได้ก็ตาม แต่ก็ง่ายต่อ
การเสียชื่อเสียง
เด็กหนุ่มมุ่งมั่นจะไม่ยอมให้ตระกูลเลี่ยวสมหวัง จึงเรียกเจียงเฉิง
เฟิงให้เตรียมตัวไว้
คนทั้งสองก้มตัวเดินต่อไป เจียงเฉิงอวี๋เพิ่งรู้สึกตัว รีบคว้า
ชายเสื้อพี่ชาย เอ่ยน ้าเสียงสั่นเครือว่า “พี่ชาย ข้าเป็นน้องแท้ ๆ ของ
ท่านจริงหรือไม่”
“เจ้าเป็นน้องแท้ ๆ วางใจเถอะ” เจียงเฉิงเฟิงลูบหัวน้องสาว
“เพียงแต่ข้าอยากให้เจ้ารู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักถ้อยทีถ้อย
อาศัยบ้าง”
เจียงเฉิงอวี๋ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความหวาดกลัวที่
เหมือนจะสูญเสียทุกสิ่งอย่างหายไปจนสิ้น
เสี่ยวเฉี่ยวเดินไปไกลแล้ว หมอประจำตระกูลก็มาตรวจชีพจรและ
จ่ายยาให้เจียงเฉิงฮวนหลายครั้ง เรื่องป่วยคงจะเป็นเรื่องจริงอย่างไม่
ต้องสงสัย
เพียงแต่นางยังไม่รู้เรื่องการสลับตัวของตระกูลเลี่ยวก็ป่วยหนัก
เช่นนี้เสียแล้ว
หากวันใดวันหนึ่งนางรู้ความจริงขึ้นมา นางควรวางตัวเช่นไร?
เจียงเฉิงอวี๋บอกไม่ถูกว่าตนนั้นอยากรู้อยากเห็น หรือรู้สึกสาแก่
ใจด้วยซ ้า นางจึงเพียงเบ้ปากพลางเดินตามหลังพี่ชายทั้งสองไป
แต่ไม่นานนางก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้อีก
เพราะชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่ซื้อขนมเดินออกมาพร้อมถุงขนม
พุทรา เขาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านจิ่วเจินแล้วเปิดถุงขนมออกชิม
เขากินคำแรกเข้าไป ท่าทางก็ราวกับไม่คิดว่ามันจะอร่อยถึงเพียง
นี้ จึงรีบกลืนลงคอไปอีกครึ่งชิ้น สุดท้ายชายคนนั้นก็นึกถึงภารกิจ
ของตนขึ้นมาได้ จึงคายขนมที่เหลือออกมาอย่างเสียดาย
ขนมพุทราที่เหลือก็ถูกโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดี จากนั้นชายตัวโต
ก็กุมท้องแล้วล้มลงพลางร้องว่า “โอ๊ย ๆ”
ถนนเทียนเจียมีสี่แยกที่คึกคัก ร้านค้าและผู้คนล้วนมากมาย
ร้านจิ่วเจินมีคนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อเกาลัดคั่วน ้าตาล หากไม่
ระวังก็จะเกิดความวุ่นวายได้ง่าย ๆ
ชายร่างกำยำที่ล้มลงพร้อมกับขนมหกกระจัดกระจาย ย่อม
ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้
หากปล่อยให้เขาร้องโวยวายไปมากกว่านี้ ลูกค้าของร้านจิ่วเจิน
คงหายไปกว่าครึ่ง
ว่าแล้วก็ไม่รอช้า
เงาร่างสองสายพุ่งวาบผ่านไป แบกชายร่างกำยำที่อยู่บนพื้นวิ่ง
หายไป รวดเร็วดุจเหยี่ยวโผนทะยาน
ด้านหลังมีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งไล่ตามมาอย่างว่องไว นางเก็บขนม
พุทราแล้วหายวับไปชั่วพริบตาเช่นเดียวกัน
แม้แต่พวกชายฉกรรจ์ที่กำลังคอยมองอยู่ด้านนอกก็ยังไม่ทันได้
ตอบสนอง
เจียงเซิงซึ่งกำลังจัดเรียงขนมอยู่ภายในร้านพลันรู้สึกสับสน “พี่
รอง ท่านได้ยินเสียงอะไรหรือไม่”
“ไม่มีเสียงอะไรนี่” เจิ้งหรูเชียนเดินวนดูด้านนอก ทุกอย่างยังคง
เป็นปกติ “หรือเจ้าจะคิดไปเอง”
บ่อยครั้งที่พวกเขามักจะคิดไปเองว่าได้ยินเสียงของฟางเหิง
“อาจจะเป็นไปได้” เจียงเซิงเลิกสงสัยและทำงานต่อไป
ภายในตรอกเล็ก ๆ
เจียงเฉิงเยวี่ยนและเจียงเฉิงเฟิงโยนชายร่างยักษ์ลงบนพื้น โดยที่
เด็กหนุ่มทั้งสองไม่มีสีหน้าแดงเพราะเหนื่อยหรือหายใจหอบเลยสัก
นิด
เดิมทีพวกเขาล้วนมีพื้นฐานร่ายกายจากสายบุ๋น แม้ว่าจะผันตัว
มาเข้าสู่การสอบขุนนางกลางคัน แต่ก็ไม่เคยละทิ้งวิชายุทธ์ ทำให้
ร่างกายของพวกเขายังคงแข็งแกร่ง
ส่วนชายร่างยักษ์ที่ถูกโยนลงพื้นกลับร้องโอดครวญ “พวกเจ้า
เป็นใคร! ต้องการอะไร ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้”
เจียงเฉิงเยวี่ยนยกเท้าขึ้นเหยียบใบหน้าของอีกฝ่าย มองลงมา
ด้วยแววตาเย็นชาและหยิ่งยโส
“พวกข้าเป็นใครหรือ? พวกข้าก็แค่คนที่เห็นความอยุติธรรมแล้ว
ทนไม่ได้ก็เท่านั้น” เจียงเฉิงเฟิงสะบัดพัดในมือ หัวเราะเจ้าเล่ห์
ชายร่างใหญ่พยายามดิ้นรน “ปล่อยข้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้
ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าได้ตายแน่ ปล่อยข้า ขอร้องล่ะ ปล่อยข้า…”
คำด่าทอแปรเปลี่ยนเป็นคำขอร้องน่าเวทนา
เจียงเฉิงเยวี่ยนรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงสบตากับเจียงเฉิงเฟิง
เพียงแวบหนึ่ง ทั้งสองพร้อมใจกันซักถามเขาต่อ
หลังจากจัดการขนมพุทราเรียบร้อยแล้ว เจียงเฉิงอวี๋ก็เดินตาม
เข้ามา นางสูดจมูกไปทางซ้ายทีขวาทีด้วยความสงสัย “พี่ใหญ่ พี่รอง
พวกท่านได้กลิ่นอะไรหรือไม่”
“จะมีกลิ่นอะไรได้เล่า เจ้าอยากกินขนมมากกว่ากระมัง” เจียงเฉิง
เฟิงเย้าหยอกตามเคย แต่รอยยิ้มของเขาก็หายไปในไม่ช้า
เจียงเฉิงเยวี่ยนก็ได้กลิ่นเหม็นฉุนนั้นเช่นกัน มันไม่เพียงโจมตี
ประสาทรับกลิ่นของเขาแต่ยังรวมถึงจิตวิญญาณของเขาด้วย
เจียงเฉิงอวี๋ผู้มีประสาทรับกลิ่นไวที่สุดเริ่มรู้สึกคลื่นไส้ “อึก…
แค่ก…”
ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงก้มลงมองและเห็นดัง
คาด ชายร่างกำยำผู้มีสีหน้าแน่วแน่ราวกับพร้อมจะตาย ของเหลว
สายหนึ่งไหลออกมา แต่ก็ถูกกั้นด้วยเนื้อผ้า จนในที่สุดก็รวมตัวกัน
เป็นดอกไม้สีเหลืองน่าขยะแขยง
หลังจากหายใจเข้าออกลึก ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ศีรษะสามหัวก็โผล่
ออกมาจากทางเข้าตรอก แต่ละศีรษะล้วนมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ หอบ
หายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย
สวรรค์ พวกเขาสามคนแค่ทำความดี แต่ไม่เห็นจำเป็นต้อง
มาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้เลย
เจียงเฉิงเฟิงถึงกับน ้าตาไหลพราก บีบต้นขาแน่นพลางกล่าวว่า
“เขาต้องกินถั่วคุณภาพดีเข้าไปแน่ ๆ ทั้งออกฤทธิ์เร็ว ทั้งรุนแรง แถม
กลิ่นก็ยังเกินจะบรรยายอีก”
นับตั้งแต่ซื้อขนมจนถึงตอนนี้ เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป
หากพวกเขาไม่รีบปรากฏตัวขึ้นมา สถานการณ์ที่หน้าร้านจิ่วเจินคง
วุ่นวายน่าดู
สีหน้าของเจียงเฉิงเยวี่ยนยิ่งดูแย่ลง ฉีกผ้าในอกเสื้อขึ้นมาปิด
ปากและจมูกไว้ กลับเข้าไปหาชายคนนั้นพลางเอ่ยว่า “กลับไปบอก
ตระกูลเลี่ยว หากยังใช้วิธีสกปรกเช่นนี้อีก อย่าหาว่าตระกูลเจียงไม่
ปรานี!”
ชายร่างกำยำกลอกตาไปมาอย่างอ่อนแรง เหมือนอยากเอ่ยสิ่ง
ใดออกมา แต่ลำคอขยับอย่างยากลำบาก ก่อนจะอาเจียนขนมพุทรา
ที่กินเข้าไปเมื่อครู่ออกมา
คราวนี้ทุกอย่างยิ่งใหญ่สมบูรณ์ ทั้งอาเจียน ทั้งสิ่งปฏิกูล
พี่น้องตระกูลเจียงทั้งสามคนทนดูต่อไม่ไหว รีบปลีกตัวออกไป
จากสถานที่แห่งนี้โดยพลัน
ส่วนเรื่องที่ถูกคนผ่านไปมาพบเห็นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ณ ร้านจิ่วเจิน
เจียงเซิงจัดวางขนมเสร็จเรียบร้อย ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวก
โวยวายดังมาจากสำนักแพทย์ข้าง ๆ ผู้คนมากมายกรูกันออกมา สี
หน้าราวกับเห็นผี
นางรู้สึกไม่สบายใจจึงรีบรุดไปดู เห็นชายร่างกำยำคนหนึ่งที่บน
เนื้อตัวมีแต่ของเสียเปรอะเปื้อนกับท่านหมอน้อยเวินกำลังมีสีหน้า
เคร่งขรึม
ไม่ว่าจะเป็นหมอหญิงคนอื่นหรือเหล่าคนไข้ต่างก็พากันถอยห่าง
ยกเว้นหวังเสี่ยวจูที่กำลังยกน ้ามาให้
“พี่สี่” เจียงเซิงสาวเท้าเข้ามา “ข้ามาช่วยท่าน”
“อย่าเข้ามานะ!” เวินจืออวิ่นที่ขี้กลัวอ่อนแอมาตลอดพลันตะโกน
เสียงแข็งกร้าว “เจ้าอย่าเข้าใกล้”
เจียงเซิงชะงักค้างอยู่ตรงนั้น เจิ้งหรูเชียนจึงเข้ามาดึงนางไปอยู่
ด้านหลัง “กระทั่งหมอเองยังจนปัญญา เจ้าเข้าไปวุ่นวายแล้วจะได้
อะไร ไปอยู่ทางโน้นเถอะ”
นางจึงทำได้เพียงยืนอยู่ข้างนอกสำนักแพทย์ มองพี่สี่ใช้มือ
สัมผัสของเสีย มองเขาจับชีพจร ซักถามอาการคนไข้ มองเขาป้อน
ยาให้ชายร่างกำยำ
จนกระทั่งร่างกายของชายร่างใหญ่สะอาดหมดจด สำนักแพทย์
เวินถึงกลับมาเป็นปกติ ชาวบ้านที่มารับยาจึงกล้าเข้ามา
เวินจืออวิ่นล้างมือในอ่างน ้าซ ้าแล้วซ ้าเล่า จนเกือบจะลอกหนัง
ชั้นหนึ่งออกถึงยอมหยุด
พอหันกลับมาและเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเจียง
เซิงกับเจิ้งหรูเชียน เขาจึงรีบอธิบายเสียงเบา “เมื่อครู่รีบร้อนไปหน่อย
น้องสาวอย่าโกรธข้าเลยนะ”
ท่านหมอน้อยเวินกลายเป็นพี่สี่ผู้อ่อนหวานเช่นเดิม มีทั้งความ
อ่อนโยนและความเปราะบางแฝงอยู่
นางเดินเข้าไปหาเขา แล้วยิ้มกว้าง “พี่สี่ก็เป็นห่วงข้าถึงไม่ยอม
ให้ข้าเข้าไปใกล้ไม่ใช่หรือ หรือท่านคิดว่าน้องสาวของท่านเป็นคนที่
ไม่รู้ความเช่นนั้น”
แม้ว่าเสียงตวาดนั้นจะน่ากลัวไปบ้าง แต่ในยามคับขันเช่นนี้นาง
ก็พอเข้าใจเขาได้
เวินจืออวิ่นยิ้มเขินอาย ซ่อนมือทั้งสองไว้ด้านหลัง “มันสกปรก
นิดหน่อย ข้าชินแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องห่วงข้าหรอก”
“ไม่สกปรก ๆ” นางคว้ามือเขา สีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“พี่สี่รักษาคนไข้ เป็นคนที่สะอาดที่สุดในโลก ไม่สกปรกเลยสักนิด”
หมอคือผู้มีเมตตา ใช้วิชาแพทย์รักษา บรรดานักปราชญ์จึงยก
ย่องให้อยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่สร้างสรรพสิ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ
ช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในอันตราย ช่วยชีวิตคนป่วยให้กลับมามีชีวิตอีก
ครั้ง
แม้แต่ความสกปรก พวกเขาก็ยังไม่หวาดกลัว กล้าหาญที่จะ
รักษาโรคและช่วยชีวิตผู้คนเช่นนี้ จะมีใครรังเกียจพวกเขาได้เล่า
เพียงแต่การทำความสะอาดเช่นนี้มันช่างยากลำบากเสียจริง อีก
หน่อยคงต้องคิดค่ารักษาเพิ่ม ถึงจะคุ้มกับการเสียสละของพี่สี่
เจียงเซิงคิดในใจ
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….