พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 322 ลิ้นจี่เกิดเรื่อง
ยามราตรี
ตระกูลใหญ่มีกฎมารยาทว่าตอนทานอาหารห้ามพูดคุย บนเตียง
ห้ามสนทนา ทว่า เรือนเล็กกลับแสนสบาย ทุกคนต่างพูดคุยกัน
ระหว่างทานข้าว แบ่งปันเรื่องราวที่พบเจอมาทั้งวัน
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนเป็นคนพูด สวี่โม่กับจางเยี่ยนตอบรับบ้าง
เป็นครั้งคราว ส่วนคนอื่นเป็นผู้ฟังที่ดี
เมื่อพูดถึงคนป่วยที่สำนักแพทย์ในวันนี้ เวินจืออวิ่นก็เอ่ยขึ้นมา
อย่างหาได้ยาก “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่”
“ท่านเอ่ยปากขึ้นมาแล้ว จะไม่ให้พูดได้อย่างไรเล่า” เจียงเซิง
เอียงแก้มเท้ามือ “พี่สี่ชอบพูดให้คนอื่นรู้สึกค้างคาจริง ๆ เลย”
“ใช่ ๆ เจ้าสี่ติดนิสัยไม่ดีมาจากไหนกัน” เจิ้งหรูเชียนพูด
สนับสนุน
เวินจืออวิ่นเม้มปากยิ้ม “เรื่องก็คือ…ชายคนนั้นไม่เพียงท้องเสีย
แต่ข้ายังพบขนมเค้กพุทราที่ยังไม่ย่อยในอาเจียนของเขาด้วย”
สวี่โม่ที่เพิ่งคีบขนมพุทราชะงัก ค่อย ๆ วางขนมกลับลงไป แล้ว
เปลี่ยนเป็นคีบผักแทน
ในทางทฤษฎีแล้ว ขนมพุทรานับว่าหาได้ไม่ยาก เพียงแค่ถนน
เทียนเจียก็มีร้านที่ขายขนมนี้อยู่ถึงสามร้าน
แต่ชายคนนั้นปรากฏตัวอยู่ใกล้สำนักแพทย์เวิน แถมยังมีท่าทาง
น่าเวทนายิ่งนัก เรื่องนี้จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน
“พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร วันนี้รู้สึกมีใครสะกดรอยตามหรือไม่”
จ่างเยี่ยนเอ่ยขึ้นกะทันหัน
เจียงเซิงรีบพยักหน้ารับ
สวี่โม่ที่นั่งอยู่ด้านข้างวางตะเกียบลง “เจ้าห้า เจ้ารู้สึกว่าคนไข้ผู้
นี้ไม่ปกติอย่างนั้นหรือ”
เพียงแค่ถ้อยคำสองสามประโยค ไม่อาจคาดเดาทุกอย่างได้ง่าย
ๆ
แต่จ่างเยี่ยนกลับรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล “ต่อให้สิ่งที่เขากิน
เข้าไปจะไม่ใช่ขนมพุทราของร้านจิ่วเจิน แต่แค่ล้มลงที่หน้าร้านจิ่ว
เจิน และตะโกนโวยวายอยู่หน้าร้าน มันก็ยังคงเป็นรอยด่างพร้อยที่ไม่
อาจลบล้างได้”
“แต่ชายคนนั้นกลับถูกคนไปเจอในตรอกเล็ก ๆ” เจิ้งหรูเชียน
สงสัย
นี่คือจุดที่เชื่อมโยงกันไม่ได้ บุคคลที่คิดจะใส่ร้ายร้านจิ่วเจิน คง
ไม่ไปเป็นลมล้มเจ็บอยู่ในตรอกเล็ก ๆ หรอก
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะประเมินเวลาออกฤทธิ์ของยาถ่ายผิดพลาด
หรือถูกบางอย่างขัดขวาง
ทว่าเรื่องนี้กลับนำไปสู่คำถามที่ดี
“หากมีคนคิดใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ใส่ร้ายร้านจิ่วเจิน พี่รองได้คิด
หาวิธีรับมือไว้แล้วหรือไม่” จ่างเยี่ยนหันกลับมาถามอย่างจริงจัง
สมองของเจิ้งหรูเชียนพลันว่างเปล่า
เรื่องนี้ร้ายแรงยิ่งกว่าการลอบวางยาพิษ การเปลี่ยนวัตถุดิบ หรือ
แม้แต่การปล่อยข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ
ร่างกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยของเสีย แม้จะพิสูจน์ได้ว่าไม่
เกี่ยวข้องกับร้านจิ่วเจิน ก็เพียงพอแล้วที่จะขับไล่ลูกค้าส่วนใหญ่ไป
ได้
ชื่อเสียงขนมในร้านก็จะพลอยแปดเปื้อนไปด้วย จนไม่มีลูกค้า
แวะเวียนมาอีก
“ทั้งโหดร้าย ทั้งน่ารังเกียจ” สวี่โม่วิจารณ์ “แต่ได้ผลดีมาก”
สิ่งของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ล้วนสามารถถูกทำลาย
ด้วยความน่ารังเกียจ
เจิ้งหรูเชียนมีสีหน้าบึ้งตึง “เพียงเพราะลิ้นจี่ แม้แต่ร้านจิ่วเจินก็ยัง
จะถูกคนคิดร้าย”
แต่จะให้ยอมเลิกล้มการค้าลิ้นจี่เพื่อร้านจิ่วเจิน เขาก็ไม่ยอม
เช่นกัน
“ไม่มีวิธีไหนที่จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเลยหรือ การทำ
การค้าด้านอาหารหมายความว่าต้องทนดูคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์
อย่างไม่ยุติธรรม โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลยหรือ” เจียงเซิงครุ่นคิด
จ่างเยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง “ไม่ใช่ว่าไม่มี เพียงแต่…”
แค่ไม่เหมาะสมสักหน่อย
เหล่าพี่น้องพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดก็หารือแผนการกัน
ได้
จางเซียงเหลียนยกน ้าแกงที่ต้มเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะ เจียงเซิง
ยกชามขึ้นดื่มเบา ๆ “พี่ใหญ่ ช่วงนี้ท่านเจอเรื่องยุ่งยากที่กั๋วจื่อ
เจี้ยนหรือไม่”
เมื่อเทียบกับตระกูลฟางแล้ว ตระกูลเลี่ยวก็แค่ใช้วิธีสกปรกกว่า
เล็กน้อย
สิ่งที่น่ารังเกียจจริง ๆ ยังคงเป็นคนตระกูลฟาง
“คงจะ…ไม่มีกระมัง” สวี่โม่แววตาฉายความลังเล “ยังนับว่าสงบ
สุขดี”
ทุกคนจึงค่อยเบาใจ
วันรุ่งขึ้น
ประกาศที่เขียนด้วยลายมือของสวี่โม่ถูกแขวนไว้ทางเข้าร้านจิ่ว
เจิน อักษรสีดำบนกระดาษสีขาวเขียนว่า ‘เนื่องจากร้านของเราถูก
คู่แข่งคิดจะใส่ร้ายป้ายสี เกรงว่าอาจเกิดเรื่องวุ่นวาย ขนมทุกชนิดจึง
ลดราคาหนึ่งส่วน’
คำพูดน่าตกตะลึงเช่นนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ล้วนเรียกเสียงฮือฮาได้
การแข่งขันทางการค้ามีมาก การแข่งขันที่คิดไม่ซื่อก็มีมาก แต่
ส่วนใหญ่ต่างก็แข่งขันกันแบบลับ ๆ จะกล้าเปิดเผยออกมาเช่นนี้ได้
อย่างไร
ชาวเมืองบางส่วนก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็น บางส่วนก็หวังผลกำไร
ร้านจิ่วเจินไม่เพียงไม่ย ่าแย่ลง แต่กลับยิ่งคึกคักขึ้นอีก
เจิ้งหรูเชียนพาเจียงเซิงออกมาดูข้างนอก “สมกับเป็นเจ้าห้า กล
ยุทธ์นี้นับว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ”
การป่าวประกาศเรื่องที่ร้านถูกคนกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รู้เช่นนี้
หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น มันก็จะเป็นการ “ใส่ร้ายป้ายสีจาก
คู่แข่ง” คราวนี้ชาวเมืองก็จะไม่คิดรังเกียจร้านจิ่วเจิน ทว่ากลับจะเห็น
ใจพวกเขาแทน
ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริง ๆ
ส่วนเรื่องการลดราคาหนึ่งส่วนนั้น เป็นความคิดของเจิ้งหรูเชียน
เขาเห็นว่าในเมื่อติดประกาศไปแล้วก็ควรทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์
อย่างแท้จริง อีกทั้งยังสามารถป้องกันการถูกใส่ร้ายได้อีกด้วย
อย่างเช่น ผู้คนที่กล่าวหาว่าร้านจิ่วเจินกำลังสร้างปัญหา
เจียงเซิงก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ต่อมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำเตือนของคนตระกูลเจียงได้ผล หรือ
เพราะประกาศแผ่นนั้นสร้างความหวาดหวั่นได้กันแน่ ตระกูลเลี่ยวจึง
ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร
เวลาล่วงเลยจากเดือนห้าสู่เดือนหก ลิ้นจี่ชุดที่สองจากหลิง
หนานก็ใกล้จะถูกส่งมาถึงแล้ว
ช่วงเวลานี้มีคนตระกูลใหญ่จำนวนมากที่มาสั่งซื้อล่วงหน้า
อย่างเช่นตระกูลเหยาสั่งสามสิบชั่ง ไม่ต้องพูดถึงตระกูลฉี ตระกูลจ้าว
และตระกูลเฮ่อที่ต่างก็สั่งซื้อเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะชุดที่สามกำลังจะ
ตามมา ร้านจิ่วเจินคงไม่กล้ารับปากเป็นแน่
และเพราะเหตุนี้ เจิ้งหรูเชียนจึงอยู่ในความตึงเครียด คอยหา
โอกาสออกไปดูที่ถนนหลวงอยู่เนือง ๆ เฝ้ารอรถม้าที่ขนลิ้นจี่มา
“พวกเจ้าคิดว่าพวกคนตระกูลเลี่ยวจะดักปล้นลิ้นจี่ของข้ากลาง
ทางหรือไม่” เมื่อรอเท่าไหร่ก็ไม่เห็นวี่แวว เด็กหนุ่มพลันเริ่มร้อนใจ
จ่างเยี่ยนวางสิ่วลง เป่าเศษไม้ที่ติดอยู่ออก “คุณชายรอง หาก
ท่านเป็นห่วงเช่นนั้นก็พาเจียงซานกับเจียงซื่อไปรอรับระหว่างทางสัก
หน่อยเป็นอย่างไรเล่า”
จากหลิงหนานมายังเมืองหลวง ใช้เส้นทางถนนหลวง ผู้คนต่าง
สัญจรไปมาไม่น้อย ถึงตระกูลเลี่ยวคิดจะลงมือจริง ๆ ก็คงไม่ใช่เรื่อง
ง่ายที่จะหารถม้าลิ้นจี่ของร้านจิ่วเจิน พบได้ท่ามกลางผู้คนมากมาย
เช่นนั้น
แต่การที่เจิ้งหรูเชียนอยู่เฉย ๆ ที่บ้านก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น สู้
รีบออกไปหารถม้าของหวังเสี่ยวซงให้เจอจะดีกว่า อย่างน้อยเขาก็จะ
ได้สบายใจ
“ดี!” เจ้ารองเจิ้งตอบรับข้อเสนอของน้องชายแทบจะทันที
เขากับเจียงซานเจียงซื่อรีบจัดเตรียมข้าวของให้พร้อมสรรพ
แม้แต่เจียงเซิงก็พาไปด้วย มุ่งหน้าไปทางหลิงหนาน
เวลาผ่านไปครึ่งวัน รถม้าก็ค่อย ๆ แล่นออกจากเขตเมืองหลวง
เริ่มเข้าสู่เขตติดต่อกับฉวนอวี๋
รถม้าบนถนนเริ่มบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่สัญจรไปมาก็
เริ่มสวมใส่เสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์ สีสันสดใสสะดุดตา
เจียงเซิงเบิกตาโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่นางไม่กล้าเอ่ย
ปากพูด
เพราะเจิ้งหรูเชียนนั้นใกล้จะเป็นบ้าอยู่แล้ว “นับตั้งแต่พวกเขาไป
มันก็สิบเก้าวันแล้ว พวกเรารีบเร่งเดินทางมาครึ่งวัน พวกเขาก็ควรจะ
อยู่แถว ๆ นี้สิ ทำไมถึงยังไม่เห็นใครเลยเล่า”
ยิ่งดวงตะวันตกดิน ทัศนวิสัยก็ยิ่งแย่ลง หากไม่เห็นพวกวังเสี่ยว
ซงอีก เขาก็ต้องวกกลับเมืองหลวง เพื่อหลีกเลี่ยงการคลาดกัน
โชคดียังดีที่เจียงเซิงตาไว นางชี้ไปยังรถม้าที่พลิกตะแคงอยู่
ด้านหน้า “นะ นั่นใช่พี่ชายเสี่ยวซงหรือไม่”
หัวใจของเจิ้งหรูเชียนพลันหนักอึ้ง เขาเร่งรถม้าไปข้างหน้า แล้ว
หยุดอยู่ไม่ไกล หลังจากวิ่งไปสองสามก้าว เขาก็เห็นร่างที่ยืนนิ่งอยู่
ตรงนั้น ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหวังเสี่ยวซง
“เสี่ยวซง!” เจิ้งหรูเชียนแค้นใจจนขบฟัน “ลิ้นจี่เล่า ลิ้นจี่อยู่ที่
ไหน”