พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 323 ตกใจกลัวเสียเปล่า
ลิ้นจี่ของร้านจิ่วเจินถูกสั่งจองไปแล้วแปดสิบชั่ง ไม่เพียงคน
ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงที่กำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ แม้แต่เจิ้งหรู
เชียนเองก็ตั้งตารอเช่นกัน
ผลปรากฏว่ารถม้ากลับพลิกคว ่า
หวังเสี่ยวซงที่รับผิดชอบขนส่งสินค้ามาครุ่นคิดอยู่นานราวกับ
เป็นคนโง่
เจิ้งหรูเชียนยังคงมีความหวังอยู่บ้าง เขาก้มลงไปในรถม้าเพื่อ
ค้นหา ดูว่ายังพอจะเก็บกู้คืนมาได้บ้างหรือไม่
ทว่าหลังคลำหาอยู่นานสองนาน เขากลับไม่พบแม้แต่กิ่งก้าน
ของมัน
เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดถูกตระกูลเลี่ยวเอาไปหมดแล้ว!
เจิ้งหรูเชียนหัวใจแตกสลาย รู้สึกเศร้าโศกจนสุดจะทน ร้องไห้
เสียงดังลั่นว่า “ลิ้นจี่..ลิ้นจี่ของข้า! ตระกูลเลี่ยวชั่วช้าสามานย์ คืน
ลิ้นจี่มาให้ข้านะ!”
ใครต่างก็บอกว่าการค้าดุเดือดไม่แพ้กับการต่อสู้ในสนามรบ
การช่วงชิงผลกำไรอย่างเอาเป็นเอาตายมีให้เห็นอยู่ทั่วไป กลอุบาย
สกปรกก็มีนับไม่ถ้วน ตั้งแต่เริ่มต้นจากการค้าขายผักจนมาถึงทุก
วันนี้ สองพี่น้องก็ล้วนผ่านเรื่องราวการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นมา
มากมาย
ตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจจะขนส่งลิ้นจี่ ก็คาดการณ์เอาไว้แล้วว่า
ตระกูลเลี่ยวจะแก้แค้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ยังคงเจ็บปวดราวกับ
ตัวเองถูกเฉือนเนื้อ
“รถม้าคันนี้สามารถบรรทุกลิ้นจี่ได้ราวยี่สิบถึงสามสิบชั่ง หาก
ขายได้ชั่งละห้าสิบตำลึง นั่นก็เท่ากับได้เงินพันกว่าตำลึง…” เจียงเซิง
คิดคำนวณพลางสั่งน ้ามูก
เจิ้งหรูเชียนยิ่งรู้สึกปวดหัวใจ สองพี่น้องแทบจะโผกอดกันร้องไห้
กระทั่งวังเสี่ยวซงได้สติ เขาจึงมองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ก่อน
จะหันไปมองคุณชายที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน ้าหูน ้าตา “พวก
ท่านร้องไห้ทำไมกัน หรือว่ามีใครตาย?”
“ลิ้นจี่ของข้าตายแล้ว!” เจิ้งหรูเชียนพูดด้วยความโมโห “ข้า
กำลังร้องไห้ให้กับลิ้นจี่ของข้าอยู่”
หากมีดาบอยู่ในมือ เขาก็อยากจะพุ่งออกไปฟันคนเดี๋ยวนี้เลย
แต่ตอนนี้มีเพียงคนงานที่กำลังสับสนอยู่ตรงหน้าเขา “ตระกูล
เลี่ยวอะไรกัน? ลิ้นจี่อะไร? ลิ้นจี่ของพวกเราส่งกลับไปที่เรือนเล็กแล้ว
ตอนนี้คงจะกำลังยกลงจากรถม้าอยู่”
ลมหายใจของเจิ้งหรูเชียนพลันชะงัก เหมือนต้องการกลั้นเสียง
ร้องไห้แต่ก็กลั้นไว้ไม่อยู่ สุดท้ายมันจึงกลายเป็นเสียงสะอื้น
“พวกข้ากำลังจะถึงเมืองหลวงแล้ว ท่านกับคุณหนูมาทำอะไรที่นี่
กัน” หวังเสี่ยวซงเกาหัวพลางยิ้มแห้ง ๆ “รีบกลับกันเถอะ ฟ้ามืดแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนตัวสั่นจนพูดไม่ออก ได้แต่สะอื้นอีกครั้ง
เจียงเซิงเกรงว่าพี่รองจะโมโหจนขาดใจตาย นางจึงรีบก้าว
ออกมาพูดแทนเขา “พี่ชายเสี่ยวซง ทำไมท่านถึงมายืนเหม่ออยู่ตรงนี้
เล่า แล้วรถม้าของใครกันที่พลิกคว ่าอยู่ตรงนั้น พี่รองของข้าเลยคิด
ว่าลิ้นจี่ของพวกเราเกิดเรื่องอะไรเสียอีก”
รอยยิ้มของหวังเสี่ยวซงค่อย ๆ จางหายไป
ความจริงแล้ว ลิ้นจี่เกือบก็จะเกิดเรื่องจริง ๆ
ขณะพวกเขากำลังรีบเดินทาง ทันใดนั้นก็มีรถม้าเล่มหนึ่งพุ่งตรง
เข้ามา ไม่ว่าพวกเขาจะหลบไปทางไหน รถม้าคันนั้นก็ยังตามมา
ดูจากท่าทางคงจงใจจะพุ่งชนให้ตายกันไปข้าง
หวังเสี่ยวซงไม่อยากตาย จึงรีบดึงบังเหียนรถม้าให้หยุด แต่ก็
ควบคุมรถม้าของอีกฝ่ายไม่ได้
ขณะรถม้าทั้งสองกำลังจะชนกัน ชั่วพริบตานั้นก็มีรถม้าอีกคัน
หนึ่งพุ่งออกมาจากด้านข้าง ชนรถม้าคนนั้นจนพลิกคว ่า จากนั้นก็มี
คนกระโดดลงมา แบกคนขับรถม้าที่พลิกคว ่าแล้ววิ่งหนีไป
หวังเสี่ยวซงกับคนงานที่เพิ่งจ้างมาใหม่อีกสองคน ต่างก็ตะลึงงัน
กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ในที่สุดพวกเขาก็แบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งรีบนำลิ้นจี่
ไปส่งก่อน ส่วนอีกกลุ่มอยู่สืบหาความจริงที่นี่
แม้ว่าจะไม่พบเบาะแสใด ๆ ซ ้ายังทำให้คุณชายตกใจกลัวจน
วิญญาณไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เมื่อกลับมาถึงเรือนเล็ก
เจิ้งหรูเชียนยังคงกังวลไม่หาย กระทั่งได้เห็นกิ่งและผลขนาด
ใหญ่ในห้องน ้าแข็งด้วยตาตนเอง เขาจึงปิดกล่องไม้อย่างโล่งอก ใน
ที่สุดก็สามารถวางใจได้
วังเสี่ยวซงอยู่ข้าง ๆ พยายามปลอบประโลมคุณชายให้หายโกรธ
“พอแล้ว ๆ ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” สวี่โม่ออกมาไกล่เกลี่ย “ลิ้นจี่กับ
คนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
ก่อนที่เจียงเซิงกับเวินจืออวิ่นจะเอ่ยปากเห็นด้วย จ่างเยี่ยนพลัน
เอ่ยเสียงเย็นชาว่า “ครั้งนี้ไม่เป็นไร แล้วครั้งหน้าเล่า?”
สถานการณ์ในตอนนี้คือพวกเขาต้องแย่งการค้าลิ้นจี่กับตระกูล
เลี่ยว ตระกูลเลี่ยวไม่พอใจ จึงใช้วิธีสารพัดเพื่อทำลายพวกเขา
การค้าใดที่เจ้ารองเคยทำ ล้วนเป็นการลองเชิง เป็นการขยับ
ขยาย เป็นการเริ่มต้นใหม่ สิ่งที่แย่ที่สุดคือเขาอาจจะถูกปฏิเสธ แต่ก็
ไม่เคยเจอคู่แข่งมาก่อน
ไม่ต้องพูดถึงการรับมือกับแผนการร้ายและเล่ห์เหลี่ยมจากคน
ภายนอก
ไม่เหมือนตอนนี้ ตระกูลเลี่ยวทำการค้ามานานหลายปี พวกเขารู้
ดีที่สุดว่าจุดอ่อนของคู่แข่งอยู่ที่ไหน และจะโจมตีจุดอ่อนนั้นอย่างไม่
ลดละ วิธีการของพวกเขาทั้งชั่วร้ายและร้ายกาจ แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็
เป็นวิธีที่ใช้ได้ผล
ที่แย่กว่านั้น ความห่างชั้นระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นช่างมหาศาล
เหมือนไข่กับหิน หากปะทะกัน ก็มีแต่พวกเขาที่จะต้องแตกสลาย
ร้านจิ่วเจินสามารถติดประกาศเตือนได้ ลิ้นจี่ชุดที่สองอาจโชคดี
แต่ครั้งหน้าและครั้งต่อ ๆ ไปเล่า ใครจะสามารถระวังได้ตลอด ใครจะ
รับประกันได้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก
“ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมกำไรจากการค้าขายลิ้นจี่ถึงสูง
แต่มีเพียงตระกูลเลี่ยวเท่านั้นที่ขนส่งมัน” เจิ้งหรูเชียนทำสีหน้าเคร่ง
ขรึมอย่างหาได้ยาก
การค้าขายเช่นนี้ต้องเดินทางไปกลับยี่สิบวัน ลำบากก็ลำบาก
แต่ก็ได้กำไรดี ทว่าพ่อค้าคนอื่นกลับไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการค้านี้เลย
คำอธิบายเดียวก็คือตระกูลเลี่ยวละโมบเกินไป ไม่ยอมให้ใคร
ล่วงล ้าการค้าของตน จึงผูกขาดการค้านี้เอาไว้
“ตราบใดที่ข้ายังทำการค้านี้อยู่ ตราบใดที่ข้ายังคงขัดขวาง
ผลประโยชน์ของตระกูลเลี่ยว พวกเขาย่อมไม่ปล่อยข้าไว้แน่” เจิ้งหรู
เชียนขมวดคิ้วพลางกล่าวสรุป
สถานการณ์พลันเป็นเรื่องร้ายแรง เรื่องการขนส่งลิ้นจี่ต่อไป
หรือไม่กลายเป็นปัญหาที่ยากจะตัดสินใจ
หากขนส่งต่อไป ก็เท่ากับเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลเลี่ยว ต้องใช้
ชีวิตอย่างหวาดระแวงภายใต้ภัยการคุกคามตลอดไป
แต่หากพวกเขาหยุด ก็รู้สึกน่าเจ็บใจ จากนั้นตระกูลเลี่ยวก็สามา
รถแข่งขันทำการค้าได้อย่างเปิดเผย แต่กลับใช้วิธีสกปรกกดขี่ผู้อื่น
เป็นเรื่องที่ยากจะทนจริง ๆ
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกจนปัญญา คนอื่นก็ยากจะสงบใจ
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ยังคงสงบนิ่ง ปลายนิ้วลูบไล้ตุ๊กตาไม้ทั้งหกตัว
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ค่อย ๆ ดูกันต่อไปเถอะ”
ในโลกนี้ไม่มีโชคช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามคับขัน สิ่งที่ดู
เหมือนโชคดี ล้วนแต่มีคนคอยช่วยเหลืออยูู่ลับ ๆ
อย่างเช่นชายฉกรรจ์ที่อาเจียนและท้องเสียคนนั้น
หรือรถม้าขนลิ้นจี่ที่รอดพ้นจากวิกฤต
ภายในรถม้าที่เอียงกระเท่เร่ไปข้างหนึ่งของตระกูลเจียง
การชนกันอย่างกะทันหันทำให้รถม้าธรรมดาพลิกคว ่าทันที
กระทั่งรถม้าที่คุณภาพดีกว่าของตระกูลเจียงก็ยังสั่นไหวอย่างรุนแรง
เจียงเฉิงอวี๋นั่งอยู่ระหว่างพี่ชายทั้งสอง นางยังไม่หายตระหนก
จากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ดวงตากลมโตจ้องไปยังกลางถนน
“พี่ใหญ่ ครั้งหน้าท่านบอกกันล่วงหน้าสักนิดจะได้หรือไม่” เจียง
เฉิงเฟิงเอ่ย เขารู้สึกไม่ดีเช่นกัน “ข้าเข้าใจว่าท่านรักน้องสาว แต่ไม่
ควรเอาชีวิตพวกเราน้องพี่ไปเสี่ยงเช่นนี้นะ”
พวกเขาสามารถทำอะไรกับล้อรถม้าหรือบังเหียนได้ แล้วเหตุใด
ต้องใช้วิธีปะทะกันซึ่งหน้าอย่างนี้ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นเพียงรถม้าขนลิ้นจี่ มีอะไรสำคัญเท่าชีวิต
ของพวกเขาสามคน
“มันไม่ใช่แค่รถม้าขนลิ้นจี่” เจียงเฉิงเยวี่ยนกล่าว สีหน้าเคร่ง
ขรึม “ยังมีคนอยู่บนนั้นสองคน และอีกคนที่อยู่ในรถม้าด้านหลัง
ตระกูลเลี่ยวตั้งใจจะฆ่าคน”
ชีวิตของพวกเขาก็คือชีวิต ชีวิตของชาวบ้านทั่วไปก็คือชีวิตด้วย
และสำคัญที่สุดคือ เขาไม่อยากเห็นน้องสาวร้องไห้เสียใจ
“ตระกูลเลี่ยวทำเกินไปแล้ว” เจียงเฉิงเฟิงสูดลมหายใจเยือกเย็น
“หากอยากผูกขาดการค้าก็ยังพอเข้าใจได้ แต่วิธีการเช่นนี้ช่างต ่า
ช้าเกินไป”
พูดง่าย ๆ คือแค่เรื่องการค้า พวกเขาก็เอาชีวิตคนอื่นได้ แล้ว
เรื่องอื่นจะไม่กล้าทำได้อย่างไร
ตระกูลเลี่ยวเคยทำเรื่องชั่วช้า เคยเล่นงานคนอื่นไปมากมาย
เท่าไหร่กัน?
เจียงเฉิงเยวี่ยนไม่ได้พูดอะไร แต่หยุดรถม้าที่หน้าประตูจวน
ตระกูลเลี่ยว
เจียงเฉิงเฟิงต้องจำยอมก้มลงแบกสารถีตระกูลเลี่ยวที่ถูกมัดมือ
ไว้บนบ่า
เมื่อประตูเปิดออกหลังจากพวกเขาเคาะประตูและแจ้งให้รู้ถึงการ
มาถึง
เจ้าบ้านตระกูลเลี่ยวที่มีสีหน้ายินดีก็ออกมาต้อนรับหลานชาย
คนโตของเขาอย่างมีความสุข ตั้งใจที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ แต่
เมื่อเหลือบไปเห็นสารถีที่ถูกมัด นอนอยู่แทบเท้าของเจียงเฉิงเยวี่ยน
รอยยิ้มของเขาก็พลันหายไป
“เฉิงเยวี่ยน เจ้าทำอะไรอยู่” เขายังคงควบคุมอารมณ์เอาไว้ “ถ้า
มาก็มาเถอะ จะพาคนอื่นมาด้วยทำไม รีบปล่อยเขาเถอะ ลุงเพิ่งได้
ลิ้นจี่มาใหม่ มันสดมาก ๆ เลยนะ”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….