พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 326 กลยุทธ์ของฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
ในฐานะคนตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง ตระกูลเจียงย่อมมีธรณี
ประตูที่สูงมาก สูงเกือบถึงเข่าของผู้ใหญ่
ประตูหน้าก็ยิ่งใหญ่ตระการตา เป็นพื้นสีแดงประดับด้วยห่วงสี
ทอง แฝงไว้ด้วยความสูงส่งและเคร่งขรึมของตระกูลใหญ่
เจียงซื่อเป็นคนถือขนมหวาน ส่วนเจียงซานก้าวไปข้างหน้าแล้ว
เคาะประตู
ไม่นานนัก คนเฝ้าประตูก็โผล่ศีรษะออกมา เพียงแค่ชำเลืองมอง
ก็ถึงกับร้องลั่น รีบเปิดประตูทันที “คุณหนูกลับมาแล้ว เชิญคุณหนู
เชิญคุณหนูรีบเข้ามาเถอะขอรับ”
แม้จะรู้ดีว่าคนที่ได้ทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าประตู ย่อมต้องมีทั้ง
ความจำและสายตาที่เฉียบแหลม แต่เจียงเซิงก็ยังแปลกใจเล็กน้อย
“ท่านจำข้าได้เร็วจริง ๆ”
“แน่นอนอยู่แล้วขอรับ” คนเฝ้าประตูปิดประตูลงอีกครั้ง น ้าเสียง
แฝงไว้ด้วยความภูมิใจ “พี่สาวถานเยี่ยสั่งให้พวกข้าจดจำใบหน้าของ
คุณหนูให้ดี หากท่านมาเคาะประตู พวกข้าก็ไม่ต้องแจ้งให้ใครทราบ
อนุญาตให้คุณหนูเดินเข้าไปได้เลยขอรับ”
“และถ้าพวกเราเห็นคุณหนูถูกรังแกบนถนน ก็ต้องรีบมารายงาน
ทันที”
เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำพูดที่ไม่ได้มีเจตนาอะไร แต่
กลับเพียงพอจะทำให้ภายในใจของเจียงเซิงเกิดคลื่นลูกใหญ่
“คุณหนูจะเข้าไปคนเดียว หรือให้ข้านำทางไปขอรับ” คนเฝ้า
ประตูลงกลอนประตูเรียบร้อยแล้วจึงหันกลับมาถาม
เจียงเซิงโบกมือ พยายามระงับความรู้สึกที่พลุ่งพล่านภายในใจ
แล้วทำท่าบอกว่านางจะเข้าไปเอง
แม้จะเคยอาศัยอยู่ที่นี่เพียงสี่ห้าวัน แต่นางก็คุ้นเคยกับจวน
ตระกูลเจียงมากแล้ว เพียงแค่เดินผ่านทางเดินหินอ่อน เลี้ยวผ่าน
ศาลาสองหลัง จากนั้นก็เดินตามทางเดินหินกรวดที่คดเคี้ยวไปก็จะ
มาถึงเรือนเต๋อเหรินที่เงียบสงบ
ตามปกติแล้ว ยามนี้ท่านย่าควรจะนอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้โยก
ส่วนถานเยี่ยก็จะคอยตัดแต่งกิ่งดอกไม้พลางพูดคุยกับท่านย่าไปด้วย
กระทั่งเมื่อไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ถานเยี่ยก็จะยิ้มแล้ววาง
กรรไกรลง หาผ้าห่มนุ่ม ๆ มาคลุมร่างของหญิงชราที่กำลังหลับใหล
เจียงเซิงจำไม่ได้ว่าใครพูดว่า เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นก็จะไม่
อยากเคลื่อนไหว ราวกับพลังชีวิตถูกจำกัด ทั้งที่ในตอนกลางคืนก็
นอนหลับได้ไม่นานนัก แต่พอเป็นช่วงกลางวันกลับง่วงเหงาหาวนอน
อยู่บ่อย ๆ
นั่นเป็นเพราะร่างกายของพวกเขากำลังเสื่อมโทรมลง พวกเขา
แก่ชราลงไปพร้อมกับอาการเช่นนี้ และลาจากโลกนี้ไปอย่างเหนื่อย
ล้า
เจียงเซิงรู้สึกตลอดมาว่านางเพียงคิดถึงท่านย่าเล็กน้อย เพียง
ชอบความใจดีของท่านย่าเล็กน้อย กระทั่งตอนนี้ นางตระหนักได้ว่า
ท่านย่าจะแก่ชรา จะตายจากไป จะไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้อีก
เหมือนกับขอทานเร่ร่อนที่นางเคยพบเห็น
ความรู้สึกสูญเสียบีบคั้นหัวใจของนาง ประณามจิตสำนึกของ
นาง ตำหนินางว่าไร้หัวใจ
ยี่สิบวันมานี้ นางไม่ได้มาเยี่ยมท่านย่า นางเป็นเด็กไม่ดีจริง ๆ
เจียงเซิงดวงตาแดงก ่า ไม่ลังเลอีกต่อไป วิ่งสุดฝีเท้าไปที่หน้า
ประตูเรือนเต๋อเหริน ร้องเรียกเสียงดัง “ท่านย่า ท่านย่า ข้ามาเยี่ยม
ท่านแล้ว”
เสียงนางลอดผ่านบานประตู ทะลุผ่านห้วงอากาศไปจนถึงห้อง
ด้านใน
ท่านย่าที่เพิ่งตื่นจากห้วงนิทราขยี้หางตาเอ่ยด้วยน ้าเสียงอ่อนล้า
“คนแก่ก็เป็นแบบนี้ ชอบเห็นเงาหลานสาว ชอบได้ยินเสียงหลานสาว
ไปเอง”
ถานเยี่ยฝืนยิ้มปลอบประโลม “โบราณว่าไว้ หากเป็นเช่นนี้
แสดงว่าคุณหนูกำลังคิดถึงท่าน ท่านจึงรู้สึกเช่นนี้เจ้าค่ะ”
“จริงหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมีสีหน้ายินดี “ดี เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง อากาศเดือนหกอบอุ่นและ
ชื้น กระทั่งหมู่มวลดอกไม้ก็พากันเบ่งบาน นกน้อยโผบินร้องเพลง
อย่างอิสระ
อากาศดีเช่นนี้ ใครจะรู้ว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังทำอะไร
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงทอดสายตามองท้องฟ้าด้วยสีหน้าเหม่อลอย
เสียงที่เหมือนกับภาพลวงตานั้นกลับยิ่งดังก้องขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังเลือน
รางและแฝงความเจ็บปวด
“ท่านย่า…” เสียงของเจียงเซิงแหบแห้งจนแทบจะหายไปหมดแล้ว
“ทำไมไม่มีใครตอบ เปิดประตูให้ข้าหน่อย”
ภายในเรือนเต๋อเหริน แม้บ่าวรับใช้จะมีไม่มากมายนัก แต่ก็ควร
จะมีอยู่สามถึงห้าคน พวกเขาไปอยู่ที่ใดกันหมด
กลับกัน สาวใช้และบ่าวหลายคนต่างถูกเสียงอันดังนี้ดึงดูด และ
ยืนยิ้มดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“คุณหนู ให้ข้าจัดการเอง” เจียงซานอาสา “เสียงข้าดัง”
“เสียงข้าก็ไม่เบาเหมือนกัน” เจียงซื่อพูดเสริม
ทั้งสองกำลังกระแอมไอ ยืดคอ เตรียมเปล่งเสียงก้องกังวาน
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นสีหน้าตกใจของถานเยี่ย
“คะ…คุณหนู” ถานเยี่ยตกตะลึง “นี่ข้าฝันไปหรือเจ้าคพ คุณหนู
มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เจียงเซิงทำท่าให้เจียงซานและเจียงซื่อเงียบ แล้วถามด้วยน ้าเสียง
แหบแห้ง “พี่สาวถานเยี่ย พวกสาวใช้ในเรือนเต๋อเหรินเล่า เหตุใดไม่
มีผู้ใดมาเปิดประตู”
คราวนี้ถานเยี่ยจึงได้สติ นางหัวเราะทั้งน ้าตาพลางกล่าวว่า
“พวกนางถูกส่งไปทำความสะอาดศาลาอวิ๋นชี คงจะปิดประตูหน้าต่าง
ไว้จึงไม่ได้ยินเจ้าค่ะ”
จวนตระกูลเจียงกว้างใหญ่ ระหว่างแต่ละเรือนก็อยู่ห่างไกลจาก
กัน
กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าเจียงที่เปิดประตูหน้าต่างเรือนไว้ก็ได้ยินเพียง
เสียงแว่ว ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกสาวใช้ในศาลาอวิ๋นชี
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างเซื่องซึม บอกนางว่าเข้าใจแล้ว
ถานเยี่ยกลั้นเสียงหัวเราะ ไล่สาวใช้และพวกบ่าวออกไป ก่อน
เชิญพวกนางเข้ามาในเรือน “ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ คำพูด
ของท่านช่างยอดเยี่ยมนัก ไม่ทันขาดคำคุณหนูก็มาเยี่ยมท่านแล้ว!”
หลังจากแยกกันไปยี่สิบวัน ย่าหลานได้พบกันอีกครั้ง พวกนาง
พลันจมูกร้อน ตาแดงก ่า แม้แต่ลำคอก็ยังรู้สึกคันยุบยิบ
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกลับตั้งสติได้หลังจากตกตะลึง เอ่ยทักทาย
อย่างเป็นปกติว่า “หลานสาวข้ามาแล้ว”
เหมือนจะไม่ใช่การกลับมาเจอกันที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลังแยก
จาก หรือเหมือนกับการได้สิ่งของที่สูญหายไปกลับคืนมา แต่เป็น
เหมือนว่านางเพิ่งตื่นนอนที่ศาลาอวิ๋นชี แล้วเดินมาทานอาหารเที่ยง
เช่นทุกวัน
ความผูกพันที่เป็นธรรมชาติ อบอุ่นและสงบนิ่ง
เจียงเซิงซึมซับความรู้สึกนั้นไว้ พยายามอดกลั้นเท่าไหร่ก็ไม่อยู่
นางปล่อยโฮแล้ววิ่งเข้าไปหาฮูหยินผู้เฒ่าเจียง ซบหน้าลงกับตัก
พลางพูดทั้งน ้าตาว่า “ท่านย่า ท่านคิดถึงข้าบ้างหรือไม่ ข้ามาเยี่ยม
ท่านแล้ว ยี่สิบวันที่ไม่ได้มาหา ท่านโกรธข้าหรือไม่”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มบาง น ้าเสียงยังคงราบเรียบ “คิดถึงสิ คิดถึง
ว่าเจ้าจะกินอิ่มนอนอุ่นหรือไม่ คิดถึงว่าเจ้ามีความสุขหรือไม่ คิดถึง
เจ้า จนไม่มีเวลาไปโกรธเจ้าเลย”
มีเพียงถานเยี่ยที่ยืนอยู่ไกล ๆ กับเจียงซานเจียงซื่อเท่านั้น ที่
มองเห็นว่าดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงแดงก ่าและเต็มไปด้วยน ้าตา
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเป็นคนเข้มแข็งมาทั้งชีวิต แทบจะไม่เคยยอม
อ่อนข้อให้ใคร
ถานเยี่ยส่ายหัวอ่อนใจ พาเจียงซานและเจียงซื่อออกไป ปล่อย
ให้ย่าหลานอยู่ด้วยกัน
“ท่านไม่โกรธก็ดีแล้ว เป็นข้าที่ไม่รู้จักคิด จึงไม่ได้มาเยี่ยมท่าน”
เด็กสาวก้มหน้า “แม้แต่วันนี้ ข้าก็ยังมาเพราะเรื่องการค้าของร้านจิ่ว
เจิน”
นางช่างซื่อตรงนัก คำกำชับของจ่างเยี่ยนนางลืมเลือนไป
หมดแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไร หากเจ้าต้องการ
ตระกูลเจียง ย่าก็ดีใจ แต่ร้านจิ่วเจินมีปัญหาอะไรหรือ”
“ไม่เลยเจ้าค่ะ” เซิงลุกขึ้นนั่ง บอกเล่าความขัดแย้งกับตระกูล
เลี่ยวให้ท่านย่าฟัง ก่อนจะพูดด้วยน ้าเสียงสั่นเครือว่า “วันนี้แม้ข้าจะ
มาเพราะร้านจิ่วเจิน แต่ข้าคิดได้แล้วว่าต่อไปจะมาเยี่ยมท่านย่าบ่อย
ๆ ไม่ใช่เพราะเรื่องร้านจิ่วเจิน ไม่ใช่เพราะตระกูลเจียง แต่เพราะข้า
คิดถึงท่านย่า”
เพราะรู้สึกรักใคร่ผูกพันจึงเกิดความคิดถึง เพราะรู้สึกห่วงใยจึงมี
ความรู้สึกอันลึกซึ้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอดทนรอคอยมาถึงยี่สิบวัน ในที่สุดก็ได้รับ
ความรักระหว่างย่าหลานที่หายไปสิบเอ็ดปีกลับคืนมา มุมปากของ
นางยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ดีแล้ว”
ไม่ใช่การใช้บุญคุณผูกมัด ไม่ได้บังคับฝืนใจ แต่เป็นความเต็ม
ใจของเจียงเซิง เป็นความรู้สึกในครอบครัวที่นางปรารถนา
สองย่าหลานกอดกันอย่างอ่อนโยนและพูดคุยอีกสักพัก ถึงนึก
ขึ้นได้ว่าเจิ้งหรูเชียนยังรออยู่ข้างนอก
“เช่นนั้นท่านย่า ข้าจะให้พี่รองส่งลิ้นจี่มาให้ท่าน” เจียงเซิงยังไม่
ทันลุกขึ้น ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก
ทันใดนั้น ถานเยี่ยก็รีบร้อนเข้ามารายงาน “ฮูหยิน…ดูเหมือนฮู
หยินจะรู้เรื่องตระกูลเลี่ยวแล้วเจ้าค่ะ ทั้งยังยืนกรานจะมาขอพบฮูหยิน
ผู้เฒ่าให้ได้”