พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 327 ความขัดแย้งของแม่สามีลูกสะใภ้
ในห้องตกอยู่ภายใต้ความเงียบงันชั่วครู่
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่ได้คาดคิดว่าจะมีใครมาทำลายช่วงเวลาดี ๆ
อันแสนหายากเช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกไม่พอใจมาก ดวงตากับเรียวคิ้ว
ต่างก็ฉายแววขุ่นเคือง
ส่วนเจียงเซิงกลับสงบนิ่ง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ไม่เอ่ยสิ่งใด
นางไม่ใช่ขอทานตัวน้อยที่คิดถึงแต่เรื่องอาหารอีกต่อไป นาง
เข้าใจดีว่าทุกคนย่อมมีบิดามารดาผู้ให้กำเนิด เข้าใจดีว่าเด็กส่วน
ใหญ่มักเติบโตภายใต้ความรักใคร่ทะนุถนอมของบิดามารดา เข้าใจ
ดีว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกทอดทิ้ง การไม่ง่ายที่จะมีชีวิตรอดมา
ได้
หรือบางทีอาจเป็นพี่ชายทั้งห้าของนางที่เติมเต็มทุกสิ่งที่นางขาด
หายไป ทำให้หัวใจนางเปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความกล้าหาญ
หลังจากผ่านความสับสนในช่วงเวลาสั้น ๆ ไป นางก็ไม่ปรารถนาสิ่ง
ใดอีก
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหรือท่านอารอง ล้วน
เป็นเพียงคนแปลกหน้าในสายตาของนาง แม้จะมีเชื้อสายเป็นญาติ
กัน แม้จะเชื่อมโยงกันด้วยสายเลือด แต่ในแง่อารมณ์ความรู้สึกของ
นางที่มีต่อพวกเขากลับไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เพราะไม่เคยรัก ไม่เคยคาดหวัง ไม่เคยโหยหา จึงไม่เสียใจ
เจียงเซิงเหมือนผู้สังเกตการณ์ ถึงจะยืนอยู่ในตระกูลเจียง แต่ก็
รักษาระยะห่างเสมอ
ดังนั้นการกระทำของฮูหยินเจียงย่อมทำร้ายนางไม่ได้ กลับทำให้
นางสนใจใคร่รู้ ว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องแปลกประหลาดอะไรอีก
“ฮูหยิน ฮูหยินเจ้าคะ ท่านเข้าไปไม่ได้นะเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่า
ยังคงพักผ่อนอยู่” เสียงของถานเยี่ยดังมาจากด้านนอก เหมือนกำลัง
ขัดขวางใครสักคนอยู่
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสะกดความโกรธเอาไว้ หันมามองนาง “เด็กดี
เจ้าไปหลบข้างหลังก่อนเถอะ”
แม้นางจะไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยังลุกขึ้นเดินไปนั่งอยู่ข้างหลังฉาก
กั้นอย่างว่าง่าย
ทันใดนั้นเอง เจียงเลี่ยวซื่อก็ผลักถานเยี่ยออกแล้วพุ่งตัวเข้ามา
ในห้อง พอเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกำลังนั่งอยู่ก็เอ่ยขึ้นว่า “เห็นชัด ๆ
ว่าท่านแม่ไม่ได้พักผ่อน แต่เจ้าสาวใช้กลับใช้ความโปรดปราน
หลอกลวงผู้อื่น ช่างไม่รู้จักที่ต ่าที่สูงนัก!”
ถานเยี่ยไม่เอ่ยสิ่งใด รีบคุกเข่าลง
“ท่านแม่เมตตาเอ็นดูเจ้าจึงตามใจเจ้าอยู่บ้าง แต่เจ้าอย่าลืมฐานะ
ของตัวเอง ว่าเจ้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้!” เจียงเลี่ยวซื่อยังคงต่อว่า “หาก
มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก อย่าคิดจะได้รับใช้ในจวนหลังนี้อีก ข้าจะขาย
เจ้าให้แม่เล้าพาตัวไปเสีย!”
ถานเยี่ยยังคงก้มหน้าไม่ปริปาก
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเพียงแค่เหลือบมองไปข้างหน้า ความเงียบก็
กลับมาปกคลุมในห้องอีกครั้ง
เจียงเลี่ยวซื่อขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไร แต่แล้วก็นิ่งเงียบไป
เงียบงัน เงียบงันราวกับความตาย
ทั้งเรือนเต๋อเหรินมีเพียงเสียงนกร้อง เสียงลมพัดผ่าน แต่ไร้วี่แวว
เสียงคน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้นเต็ม
หน้าผากของเจียงเลี่ยวซื่อ จนนางแทบจะยืนไม่ไหว
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหยุดการแสดงอำนาจของตัวเอง เอ่ยถามด้วย
น ้าเสียงที่เย็นชาแต่แฝงพลัง “ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เจ้ามีอำนาจจะสั่งสอน
บ่าวรับใช้ในเรือนเต๋อเหรินของข้า”
ร่างของเจียงเลี่ยวซื่อสั่นไหว พยายามอดกลั้นแล้วกล่าวอย่าง
เชื่อฟังว่า “ลูกสะใภ้ไม่กล้า”
“กระทั่งไม่กล้า เจ้ายังคิดจะขายบ่าวรับใช้ของข้า หากเจ้ากล้า
ขึ้นมา วันข้างหน้าจะไม่ฆ่ายายแก่ด้วยการฝังทั้งเป็นเลยหรือ” ฮูหยิน
ผู้เฒ่าเจียงหัวเราะเยาะ “เลี่ยวซื่อ ในเวลาที่เจ้าโอหัง ก็ลองคิดดูบ้าง
ว่าที่นี่คือตระกูลเจียง ไม่ใช่ตระกูลเลี่ยวของเจ้า”
กลิ่นอายโดดเด่นของภรรยาแม่ทัพเผยออกมาอย่างเต็มที่ใน
ช่วงเวลานี้ ความเฉียบขาดและรอยยิ้มเย็นชาของหญิงชรา ทำให้
ผู้คนหวาดกลัวมากกว่าการตะคอกเสียงดังเสียอีก
เจียงเลี่ยวซื่อทนต่อไม่ไหว เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น สะอื้นไห้อ้อน
วอน “ท่านแม่โปรดเมตตาด้วย ปล่อยตระกูลเลี่ยวไปเถอะเจ้าค่ะ
ตระกูลเลี่ยวลำบากมาหลายปีแล้ว เพิ่งจะมาตั้งตัวได้เพราะค้าขาย
ลิ้นจี่ หากไม่มีมัน เกรงว่าตระกูลเลี่ยวคงถูกบีบออกไปจากเมืองหลวง
แล้ว”
แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าขอร้อง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงผายมือให้ถานเยี่ยลุกขึ้น กล่าวสีหน้าเฉยเมย
“ตระกูลเจียงช่วยเหลือตระกูลเลี่ยว แล้วตระกูลเลี่ยวช่วยเหลือตระกูล
เจียงหรือไม่ เจ้าทำหน้าที่เป็นบุตรสาวตระกูลเลี่ยวอย่างเต็มที่ แต่ทำ
หน้าที่เป็นลูกสะใภ้ตระกูลเจียงด้วยหรือเปล่า”
สีหน้าเจียงเลี่ยวซื่อซีดเผือดลง ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำใด
“ตลอดเวลาสิบปีนับตั้งแต่เจ้าแต่งงานเข้ามา พวกเราได้
ช่วยเหลือตระกูลเลี่ยวทั้งแบบเปิดเผยทั้งแบบลับ ๆ ตระกูลเจียงหลับหู
หลับตาทำเป็นไม่เห็น เป็นเพราะจวนแม่ทัพต้องพึ่งเจ้าให้จัดการ เป็น
เพราะลูก ๆ ต้องการการดูแลจากเจ้า เป็นเพราะเห็นใจในความ
เหนื่อยยากของเจ้า แล้วเจ้าปฏิบัติกับตระกูลเจียงอย่างไร” ฮูหยินผู้
เฒ่าเจียงแค่นหัวเราะ “การค้าลิ้นจี่ของตระกูลเลี่ยวก็เป็นตระกูลเจียง
ที่ช่วยเหลืออุปถัมภ์ ได้รับผลประโยชน์นี้มาสิบกว่าปี กลับกลายเป็น
ของตระกูลเลี่ยวไปเสียแล้ว ตระกูลเจียงไม่ออกหน้าช่วยเหลือก็ไม่ได้
แล้ว”
แม้ว่านางไม่ได้ตะโกนหรือขึ้นเสียงเกรี้ยวกราด กระทั่งสีหน้าก็
ยังคงเรียบเฉย แต่คำพูดที่เอ่ยออกมาล้วนเสียดแทงหัวใจ ทุกถ้อยคำ
ล้วนหนักอึ้ง
ร่างของเจียงเลี่ยวซื่อที่คุกเข่าค่อย ๆ อ่อนยวบลง จนเกือบจะล้ม
ลงไปกับพื้น
“เลี่ยวซื่อ เจ้าคิดว่าตระกูลเจียงไม่กล้าเผชิญกับเรื่องอื้อฉาว
หรือ” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“หรือเจ้าคิดว่าบรรพชนของข้าจะโง่เขลาเหมือนเจ้า ปล่อยให้
สายเลือดของตระกูลเจียงต้องปนเปื้อน”
ทำไมคนที่สลับเปลี่ยนลูกหลานของตระกูลเจียง ถึงยังกล้าเอ่ย
ปากเรียกร้องให้ตระกูลเจียงช่วยปกป้องอยู่อีก
หากฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเจียงเลี่ยวซื่อ
แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือการก้มศีรษะยอมรับความผิด พยายาม
เอาใจทุกฝ่ายสุดความสามารถ เพื่อให้ชีวิตของทุกคนกลับมาเป็น
ปกติสุขดังเดิม และชดเชยความผิดพลาดที่เคยก่อไว้
แต่เจียงเลี่ยวซื่อกลับไม่ได้ใส่ใจ นางไม่สนใจเจียงเซิง ไม่ไยดีสิ่ง
ใด ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามยถากรรม วัน ๆ เอาแต่นั่งสวดมนต์
ภาวณาในห้องพระ เป็นครั้งคราวที่จะหันไปใจใส่เจียงเฉิงฮวนกับ
เจียงเฉิงเยวี่ยน
หากไม่ใช่ตระกูลเลี่ยวมาขอร้อง นางก็คงไม่กล้าบุกมาถึงเรือน
เต๋อเหรินเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคุกเข่าลงไปอ้อนวอนด้วย
“เลี่ยวซื่อ เจ้าจะให้ความสำคัญกับตระกูลเดิมของเจ้าก็ได้ แต่
อย่าคิดว่าตระกูลเจียงของข้าโง่งม” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเอ่ยด้วยน ้าเสียง
เย็นชา “บัดนี้เป็นเจ้าที่ติดค้างตระกูลเจียง ไม่ใช่ตระกูลเจียงติดค้าง
เจ้า เจ้าไม่มีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้องจากตระกูลเจียง และยิ่งไม่มีสิทธิ์มา
เรียกร้องให้ตระกูลเจียงปกป้องพวกเขา”
คำพูดเช่นนี้เหมือนปิดประตูตาย
และเป็นการผลักตระกูลเลี่ยวที่เคยพึ่งพิงให้กระเด็นออกไปโดย
สิ้นเชิง
เจียงเลี่ยวซื่อรู้จักนิสัยของแม่สามีผู้นี้ดี และรู้ว่าการคุกเข่าอ้อน
วอนต่อไปนั้นไร้ประโยชน์ จึงลุกขึ้นยืนช้า ๆ
ขณะที่ถานเยี่ยมองดูด้วยความประหลาดใจ นางก็โต้กลับด้วยสี
หน้าเรียบเฉย “หากท่านแม่ไม่ต้องการจะช่วย ก็อย่าเอ่ยถ้อยคำยาว
เหยียดเช่นนี้เลย ท่านแม่ทัพยังอยู่ที่ชายแดน เขาไม่อาจรับรู้ได้ถึง
คำพูดเหล่านี้”
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมืดลง “แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้อง
กลับมา และจะต้องรู้เรื่องทั้งหมดที่เจ้าก่อไว้ รู้ว่าเจ้าได้นำความอัปยศ
มาสู่ตระกูลเจียง!”
“ความอัปยศ?” เจียงเลี่ยวซื่อเอ่ยขึ้นอย่างว่างเปล่า “มันคือความ
อัปยศจริง ๆ”
นางค่อย ๆ หันหลังกลับเหมือนกำลังจะจากไป แต่ในจังหวะที่
กำลังก้าวเท้าออกจากห้อง นางก็เอ่ยทิ้งท้ายด้วยน ้าเสียงเย็นชาว่า
“ความอัปยศนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตระกูลเจียง ท่านแม่ ท่านควรปิดเรื่อง
นี้ไว้ให้สนิท”
หลังจากนั้น นางก็เดินออกไปอย่างหยิ่งผยอง
ถานเยี่ยเบิกตากว้าง รีบเดินตามไปที่ประตู ได้ยินเสียงพึมพำของ
เจียงเลี่ยวซื่อสองสามประโยค
“ตระกูลเจียงไม่เห็นตระกูลเลี่ยวอยู่ในสายตา ไม่เคยมองเห็นข้า
ตระกูลเจียงสูงส่ง ตระกูลเจียงช่างวิเศษนัก แต่ฮูหยินผู้เฒ่า…ก็ไม่ใช่
คนของตระกูลเจียงแต่แรกอยู่แล้ว”
หญิงสูงศักดิ์ที่ดูเหมือนจะเสียสติไปแล้ว เดินโซเซออกจากเรือน
เต๋อเหริน คำพูดที่เหลือถูกพัดหายไปกับสายลม ไม่ได้ยินแม้ครึ่ง
ประโยค
แต่มันก็เพียงพอจะทำให้ถานเยี่ยตกใจกลัว
นางหันหลังกลับไปหาฮูหยินผู้เฒ่าเจียง คุกเข่าลงและเล่าเรื่อง
ทั้งหมดด้วยความหวาดหวั่น
สุดท้ายจึงถามอย่างระมัดระวัง “ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยิน…ฮูหยิน
อาจจะโกรธหรือเป็นห่วงตระกูลเลี่ยวมากไปหน่อย บางทีนางอาจจะ
แค่ระบายอารมณ์ใส่ตระกูลเจียงเท่านั้น”
“ไม่ใช่” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงตัดบท นางมองไปยังเด็กหญิงที่เดิน
ออกมาจากหลังฉาก “สิ่งที่นางพูดไม่ผิด ข้าไม่ใช่คนของตระกูลเจียง
ข้าคือเจียงเหยาซื่อ”
“และตระกูลเจียงก็ดูถูกตระกูลเลี่ยวจริง ๆ”