พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 329 คู่รักคู่แรก
ภายในเรือนเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ ขณะที่ด้าน
นอกกำลังสั่นไหว
เมื่อถานเยี่ยนำขนมลิ้นจี่วางบนโต๊ะ เจียงเซิงก็นึกขึ้นได้ทันทีว่ามี
พี่ชายคนหนึ่งที่ถูกลืมอยู่ด้านนอก
นางรีบลุกขึ้นนั่งราวกับเป็นปลาหลี่กระโดดข้ามประตูมังกร บอก
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงด้วยสีหน้าขวยเขิน จากนั้นจึงรีบวิ่งไปยังประตูใหญ่
เพื่อต้อนรับพี่รองที่นัยน์ตากลมโตกำลังฉายแววดุร้าย และลิ้นจี่ใน
น ้าแข็งที่ละลายจนกลายเป็นน ้าเย็นเฉียบ
“เจ้ายังรู้จักกลับมาอีกหรือ น ้าแข็งละลายจนหมดแล้ว อีกหน่อย
พอความเย็นหายไป ลิ้นจี่ก็จะเน่า” เจิ้งหรูเชียนกดเสียงดุ
เขาหันไปจัดแจงเสื้อผ้าและยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว บอกให้วัง
เสี่ยวซงที่ขาสั่นไม่ต่างกันตามเข้ามา
เจ้านายอยู่หน้า คนงานอยู่หลัง
ขณะผ่านประตูจวนตระกูลเจียงไป ทั้งสองคนก็ร้องตะโกนพร้อม
กัน “พวกเรานำลิ้นจี่มาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงแล้ว!”
เสียงทุ้มกังวานของเด็กชายทำให้คนเฝ้าประตูตกใจจนสะดุ้ง ทั้ง
ยังเกือบทำให้เจียงเซิงเสียการทรงตัว
โชคดีที่ลิ้นจี่มาถึงเรือนเต๋อเหรินอย่างปลอดภัย
เปลือกนอกที่สีแดงสดและหยาบกร้าน แต่ข้างในขาวนุ่มและฉ ่า
หวาน ความสดชื่นหวานละมุนโจมตีลมหายใจ ขณะลอกเปลือกและ
ส่งเข้าปาก ช่วงเวลานั้นก็เป็นช่วงเวลาที่น่าพึงพอใจที่สุด
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงปอกไป เจียงเซิงก็กินไป ปากน้อย ๆ คายเมล็ด
สีน ้าตาลออกมา แล้วกินส่วนเนื้อสีขาวนุ่ม
เจิ้งหรูเชียนยังคงมีท่าทีไม่พอใจ พูดขึ้นมาว่า “เจ้ากินให้น้อย ๆ
หน่อย ตัวก็อ้วนอยู่แล้ว”
ทั้งที่เมื่อวานตอนกินขาหมู เขาก็ยังคีบหนังหมูชิ้นใหญ่ใส่ชาม
ของเจียงเซิงอยู่เลย
ปากบุรุษนี่ช่างน่ากลัวนัก เชื่อถือไม่ได้เลยจริง ๆ
เจียงเซิงคายเมล็ดสุดท้ายออกมา แล้วหยิบเนื้อลิ้นจี่ที่ปอกไว้ครึ่ง
ชามให้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง “ท่านย่าทานเถอะเจ้าค่ะ ไม่ต้องให้เขา”
นางยังไม่ลืมหันกลับไปทำหน้าทะเล้นใส่เจิ้งหรูเชียน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมองเด็กสองคนที่กำลังหยอกล้อกัน หยิบเนื้อ
ลิ้นจี่สีขาวครึ่งชิ้นขึ้นมากิน
ชั่วพริบตานั้น นางรู้สึกว่าลิ้นจี่นี้หวานกว่าสิ่งใดที่เคยกินมาทั้ง
ชีวิต
ด้านข้าง ถานเยี่ยกำลังคัดแยก แบ่งส่วนของเรือนตะวันตกและ
ของเลี่ยวซื่อไว้
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก้มหน้าลงเล็กน้อย “ส่งไปให้เรือนตะวันตกแค่
ห้าชั่งก็พอ”
นี่คงจะไม่มอบให้เลี่ยวซื่อแล้วกระมัง
ถานเยี่ยทั้งประหลาดใจและตื่นเต้น แต่ยังคงต้องพูดอะไรสักอย่าง
ว่า “ทำแบบนี้จะดีหรือเจ้าคะ ถึงฮูหยินจะไม่ว่าอะไร แต่ก็ควรให้
คุณชายใหญ่ได้ลองชิมบ้าง”
“ช่วงนี้เขาอยู่กับเจ้ารอง เดี๋ยวก็ได้กินของที่ส่งไปให้เรือน
ตะวันตกเอง” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่สะทกสะท้าน “เจ้าส่งไปเถอะ นาง
ไม่กล้าโวยวายหรอก”
ตระกูลเจียงตอนนี้แค่ไม่ได้สนับสนุนตระกูลเลี่ยว แต่ก็ไม่ได้ลง
มือจัดการ
หากเลี่ยวซื่อกล้าหาเรื่องจริง ๆ ตระกูลเลี่ยวก็ไม่อาจรับผลที่
ตามมาได้
ในทางตรงกันข้าม ร้านจิ่วเจินคงต้องเจอกับกลยุทธ์ทางการค้า
ของตระกูลเลี่ยวจริง ๆ แล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมองเจิ้งหรูเชียน เด็กหนุ่มที่กำลังแย่งลิ้นจี่กับ
น้องสาวรีบเก็บมือ กลายเป็นพ่อค้าผู้ชาญฉลาดในพริบตา “ฮูหยินผู้
เฒ่าโปรดวางใจ ร้านจิ่วเจินเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว”
นางพยักหน้าเล็กน้อย ทั้งพอใจทั้งปลาบปลื้ม
น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดี ๆ ต้องจบลง เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พวก
เจียงเซิงก็ลุกขึ้นลา
“ท่านย่า ข้าจะมาเยี่ยมท่านอีกนะเจ้าคะ” เจียงเซิงเอ่ยเสียงใส “จะ
นำขนมที่ท่านชอบมาด้วย”
“ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มบาง ๆ ส่งพวกเขากลับไป
ดวงตะวันคล้อยต ่า เด็กหนุ่มจูงมือเด็กสาวกลับเรือนเล็กของพวก
เขา
แม้ตระกูลเจียงจะดีเพียงใด ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่บ้าน
ถานเยี่ยมีสีหน้าอาลัยอาวรณ์ ร้องไห้เสียงเบาอยู่ข้าง ๆ “ฮูหยินผู้
เฒ่า ท่านไม่คิดจะรั้งคุณหนูไว้บ้างหรือเจ้าคะ นางสามารถอาศัยอยู่ที่
จวนตระกูลเจียงได้แท้ ๆ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้ม ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
หากพูดถึงเรื่องส่วนตัว คนตระกูลเจียงล้วนปรารถนาให้เจียงเซิง
กลับมา หวังให้นางกลับมาเป็นบุตรสาวสายตรงของตระกูลเจียง สืบ
ทอดเกียรติยศของตระกูลที่สั่งสมมานับร้อยปี
ทว่ามนุษย์หาใช่ต้นไม้ใบหญ้า ใช่ว่าอยากให้เติบโตเป็นเช่นไรก็
สามารถเป็นเช่นนั้นได้
ความรักที่แท้จริงนั้นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพ การ
ให้เกียรติซึ่งกันและกัน การปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนเลือก ให้ได้ใช้
ชีวิตที่นางต้องการและมีความสุข
“ยิ่งไปกว่านั้น คนเราไม่ควรโลภมาก…”
“ความโลภมักนำพาความโชคร้าย” เจียงเซิงกล่าวด้วยท่าทาง
มั่นใจ
เจิ้งหรูเชียนยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ แต่เขาก็
ไม่อาจโต้แย้งคำพูดนี้ได้
เพราะพวกเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าร้านจิ่วเจิน มองร้านขายขนม
หวานที่ขายเกาลัดคั่วน ้าตาลอยู่ฝั่งตรงข้าม
อย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าเกาลัดคั่วน ้าตาลที่อร่อยที่สุดในเมือง
หลวงอยู่ที่ร้านจิ่วเจิน กิจการก็รุ่งเรือง มีคนมากมายมานั่งรอต่อแถว
ทุกวัน
เมื่อเกาลัดของเหอเป่ยไม่ใช่ความลับอีกต่อไป คนที่ต้องการ
แบ่งปันผลประโยชน์ก็ปรากฏตัวขึ้น
นั่นคือร้านขนมฝั่งตรงข้ามร้านจิ่วเจิน ก่อนหน้านี้พวกเขา
ลอกเลียนแบบขนมข้าวเหนียวพุทราไป ยามนี้ก็เริ่มขายเกาลัดคั่ว
น ้าตาลเหมือนกัน ซ ้ายังลดราคาลงอีกห้าเหวินด้วย
ตอนแรกพวกเขาก็แย่งลูกค้าไปได้มากโข เหมียวเจาอิงถึงกับ
ร้อนใจรีบมาหาเจียงเซิง บอกให้นางช่วยคิดหาทางแก้
แต่จะให้นางคิดหาทางแก้ไขอย่างไรได้?
ไม่ได้มีกฎข้อไหนห้ามไม่ให้ร้านอื่นขายเกาลัดคั่วน ้าตาลด้วย
เสียหน่อย
ส่วนการทำสงครามระหว่างราคาย่อมทำให้กำไรอันน้อยนิดหด
หายไปอีก
เจียงเซิงเลือกจะรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวนด้วยความสงบ
ปล่อยให้เหมียวเจาอิงขายเกาลัดคั่วต่อไป เพียงแต่ยกเลิกการขาย
สองชั่งต่อวัน และเหมียวเจาอิงยังคงยุ่งวุ่นวายทุกวันเช่นเดิม
เวลาผ่านไป จากเดือนสี่สู่เดือนหก อากาศเริ่มร้อนชื้น แม้แต่
เกาลัดดิบที่เก็บรักษาได้ดีก็อยู่ได้ไม่นาน ส่วนใหญ่ล้วนเน่าเสีย
ภายในครึ่งเดือน
พี่น้องตระกูลเกาเตรียมกล่องไม้วางด้วยใยฝ้ายและก้อนน ้าแข็ง
ไว้ข้างใน ระหว่างทางในเหอหนานยังมีสถานที่สำหรับเติมน ้าแข็ง จึง
มั่นใจได้ว่าเมื่อเกาลัดสองเกวียนมาถึงจะสดใหม่และสมบูรณ์
ร้านจิ่วเจินยังคงขายเกาลัดคั่วน ้าตาลอย่างคึกคัก ส่วนฝั่งตรง
ข้ามหลังจากเกิดข้อพิพาทหลายครั้งเพราะเกาลัดเน่าเสีย ยามนี้ก็
แทบจะไม่มีลูกค้าแล้ว
มีเพียงลูกค้าไม่กี่คนที่ยังยืนต่อแถว ส่วนใหญ่เป็นคนเมืองหลวง
ที่อยากได้ของราคาถูกและหวังพึ่งโชคช่วยเท่านั้น
“คุณชายคุณหนู วันนี้ร้านของเราขายเกาลัดหมดเกลี้ยงแล้ว”
เหมียวเจาอิงทักทายพวกเขา
ร้านตรงข้ามเหมือนจะได้ยิน จึงเงยหน้ามอง จ้องเขม็งด้วยแววตา
เคียดแค้น
เป็นแววตาแห่งความอิจฉาริษยาและจนปัญญา
เจียงเซิงไม่หวั่นเกรง ก้าวเท้าอย่างสง่าผ่าเผยเข้าไปในร้านจิ่ว
เจิน มองขนมที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยบนจาน แล้วพยักหน้าอย่าง
พอใจ “ป้าจางเล่า ป้าจางอยู่ที่ไหน”
“เซียงเหลียนเอาขนมไปส่งที่เรือนโยวหรานแล้ว” เหมียวเจาอิง
ยิ้มหวาน “พ่อครัวคงมารับด้วยตัวเอง สองคนนี้ เฮ้อ ช่างน่าอิจฉาจริง
ๆ”
นางเหมือนอยากจะเอ่ยแต่ก็ไม่ได้เอ่ย
เจียงเซิงสับสน ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความงุนงง
ส่วนเจิ้งหรูเชียนกระแอมไอสองที ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “วันนี้เหลือ
ขนมไม่มาก ท่านป้านำไปแบ่งให้ทุกคนเถอะ”
การเก็บขนมหมายถึงการปิดร้านและพักผ่อน
เหมียวเจาอิงดีใจจนเนื้อเต้น รีบจัดการทุกอย่างจนสะอาดหมด
จด กระทั่งพื้นหินอ่อนก็ถูกเช็ดถูอย่างเรียบร้อย ก่อนจะพาต้ายา
กลับไป
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนลงกลอนประตู นั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังเรือน
เล็ก
รถม้าเพิ่งเลี้ยวผ่านหัวมุม เจียงซานที่ตาไวพลันเห็นคนยืนอยู่
หน้าประตู จึงชะลดรถช้าพร้อมกับรายงานให้พวกเขารู้
“เหมือนจะเป็นป้าจางกับพ่อครัวใหญ่นะ” เจียงซื่อพึมพำ
พูดถึงใคร คนนั้นก็มาจริง ๆ
เจิ้งหรูเชียนยังคงขมวดคิ้ว ส่วนเจียงเซิงชะโงกหน้าออกไปดูด้วย
ความอยากรู้
พ่อครัวใหญ่ยังคงท้องกลม ใบหน้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวจากเตา
ไฟเหมือนจะมันเยิ้มน้อยลง ดูหล่อเหลาขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
จางเซียงเหลียนก็ยังคงเหมือนเก่า เพียงแต่สีหน้าปรากฏริ้วรอย
ความขัดเขิน พ่อครัวใหญ่คล้ายกำลังเอ่ยอะไรบางอย่าง
“น้องสาวเซียงเหลียน อย่าโกรธข้าเลย ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้า
เพียง…” พ่อครัวใหญ่พูดจาติดขัดเมื่อถึงเวลาสำคัญ “ข้าเพียง…ข้า
เพียงรู้สึกว่าดีมาก เจ้าดีมาก”
“ข้ารู้ ท่านพูดมาหลายครั้งแล้ว” จางเซียงเหลียนเอ่ยเสียงเบา
“ยังมีอะไรอีกหรือไม่ หากไม่มี ข้าจะกลับไปทำข้าวเย็นให้พวกเด็ก ๆ
แล้ว”
นางหันหลังกลับ พ่อครัวใหญ่ก็รีบยื่นมือคว้าไว้ แต่แล้วก็ชักมือ
ออกราวกับถูกไฟลวก
“น้องสาวเซียงเหลียน” เสียงของเขามีแววสะอื้น “ความหมาย
ของข้า เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือ นานแล้วนะ มันนานมากแล้ว”