พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 331 ลิ้นจี่จากฉวนอวี๋
บรรยากาศที่เคยคึกคักในร้านจิ่วเจินกลับเงียบสงัด ส่วนเจียง
ซานและเจียงซื่อที่อยู่ด้านนอกกำลังกระทืบเท้าและตีอก
เกือบจะสำเร็จแล้ว อีกแค่นิดหน่อยเท่านั้น
“เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร” เสียงร้อนรนของจางเซียงเหลียนดัง
มาจากในร้าน “ตระกูลเลี่ยวทำเช่นนี้แล้ว พวกเราควรจะทำอย่างไรดี
เล่า”
ร่างของพ่อครัวใหญ่ยิ่งดูโดดเดี่ยวและอ้างว้าง ความกล้าที่เพิ่ง
รวบรวมได้หายวับไปในพริบตา เขาหมุนตัวจากไปอย่างน่าเวทนา รีบ
หนีไปก่อนจะถูกใครเห็น
“จะทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาลดราคาหมดแล้ว พวกเราก็ต้อง
ลดราคาด้วย” เจิ้งหรูเชียนพูดด้วยน ้าเสียงที่ค่อนข้างสงบ
ก่อนหน้านี้ ตระกูลเลี่ยวผูกขาดการขายลิ้นจี่ พวกเขาตั้งราคา
ถึงห้าสิบตำลึงต่อชั่ง นับว่าเป็นราคาที่แพงเกินไป
ร้านจิ่วเจินไม่ลังเลที่จะยึดราคาตามนี้ จึงกอบโกยผลกำไรได้
มหาศาล
พูดตามตรง แม้ราคาลิ้นจี่จะลดลงครึ่งหนึ่ง กำไรก็ยังคงมากมาย
เหลือเฟือ
“ข้านึกว่าตระกูลเลี่ยวจะมีกลอุบายอะไร ที่แท้ก็แค่ลดราคา” เจียง
เซิงเม้มริมฝีปาก “ไม่มีวิธีที่เจ้าเล่ห์กว่านี้แล้วหรือ?”
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเบา ๆ
ความจริงการทำสงครามทางการค้าก็มีเพียงไม่กี่อย่าง เช่นการ
ลดผลกำไร การใส่ร้ายป้ายสี และการสร้างเรื่องวุ่นวาย
ตระกูลเลี่ยวไม่กล้าลงมือจึงทำได้เพียงสู้เรื่องราคา ซึ่งบังเอิญตรง
กับร้านขนมฝั่งตรงข้ามที่ขายเกาลัดคั่วน ้าตาลราคาถูกพอดี
“พวกเขาลดราคา พวกเราก็ลดด้วย” จางเซียงเหลียนกล่าวด้วย
ความกังวล “ถ้าตระกูลเลี่ยวขายขาดทุน พวกเราก็ต้องขายขาดทุน
ด้วยหรือ?”
การขนส่งลิ้นจี่มีต้นทุน ตระกูลเลี่ยวมีกิจการใหญ่โตและมีเงิน
ทอง ต่อให้ขาดทุนสักสองปีจริง ๆ พวกเขาก็ทำได้
ในทางกลับกัน ร้านจิ่วเจินอาจทำไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขา
จะต้องปิดร้านและยุติกิจการ การค้าลิ้นจี่ก็จะกลับไปอยู่ในมือของ
ตระกูลเลี่ยวอีกครั้ง และอีกฝ่ายก็จะสามารถกำหนดราคาได้ตามใจ
ชอบ
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ตระกูลเลี่ยวลดราคาหรือกระทั่งขายของ
ขาดทุนได้อย่างอิสระ
“พวกเราสามารถทำได้ แล้วจะขายลิ้นจี่ราคาถูกได้ด้วย” เจิ้งหรู
เชียนยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่ไม่ใช่ตอนนี้ รอจนกว่าลิ้นจี่ชุดที่สามจะมา ไม่
ต้องรีบ ๆ”
จางเซียงเหลียนจึงทำได้เพียงยอมรับ
“ท่านป้า ท่านอย่ากังวลไปเลย” เจิ้งหรูเชียนเข้าไปปลอบนาง
“ท่านทำขนมลิ้นจี่ออกมาก่อน ขอเพียงทำออกมา เรื่องที่เหลือก็ให้
ข้าจัดการเอง”
เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่เอาเงินแปดเหวินไปหมัดจำหนังสือแล้วถูก
เจ้าของร้านหลอกอีกต่อไปแล้ว
ชีวิตสั่งสอนประสบการณ์มากมายให้เขา วันเวลาที่ท่องเที่ยวไป
ทั่วไม่ใช่เพียงการชื่นชมขนบธรรมเนียมประเพณีของต่างที่ แต่เป็น
การติดต่อกับผู้คนมากมาย เขาเคยเสียเปรียบและได้เปรียบมาแล้ว
เวลาผ่านไปเกือบห้าปี เด็กชายที่เคยร้องไห้โฮ บัดนี้กลายเป็น
พ่อค้าใหญ่ผู้เฉลียวฉลาด
“ใช่แล้วท่านป้า พี่รองฉลาดที่สุด” เจียงเซิงยังคงไว้วางใจและใจ
กว้างเช่นเคย “เขาบอกว่าไม่มีปัญหา ก็ต้องไม่มีปัญหาแน่นอน”
เจิ้งหรูเชียนกำลังจะหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ
เจียงเซิงก็พูดต่ออีกประโยคว่า “ถึงเขาจะขาดทุน แต่พวกเราก็
ยังมีขนมหวาน ยังมีโรงผลิต อย่างไรก็ต้องมีพอกินแน่นอน”
เสียงหัวเราะของเจิ้งหรูเชียนติดอยู่ในลำคออีกครั้ง
ที่แท้มันไม่ใช่ความไว้วางใจ แต่เป็นเพราะไม่มีความ
ทะเยอทะยานเหมือนอย่างเคย ขอแค่มีกินจนอิ่มท้องก็พอแล้ว
“เจ้าคอยดู การค้าลิ้นจี่นี้ไม่มีทางขาดทุนแน่นอน” เขาจิ้มแก้ม
ป่อง ๆ ของน้องสาว “พี่รองจะแสดงให้เจ้าเห็นเอง”
เขาโบกมืออย่างยิ่งใหญ่และพาหวังเซี่ยวซงออกไปวิ่งวุ่นข้าง
นอก
ปล่อยให้จางเซียงเหลียนพาเจียงเซิงทำขนมลิ้นจี่หลากหลาย
ชนิดต่อไป
เวลาผ่านไปสิบวัน
สงครามราคาของตระกูลเลี่ยวนั้นใช้ได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์
นอกจากคนตระกูลใหญ่บางส่วนที่ยังคงสั่งสินค้าต่อเนื่องเพราะเห็น
แก่หน้าตระกูลเจียง เกือบทุกตระกูลก็ล้วนเปลี่ยนไปสั่งซื้อสินค้าจาก
ตระกูลเลี่ยว ได้ยินมาว่ามีการสั่งซื้อล่วงหน้าไปแล้วถึงสามร้อยชั่ง
จางเซียงเหลียนยิ่งกระวนกระวาย หลายครั้งที่ดึงตัวเจิ้งหรูเชียน
มาถาม “หรูเชียน พวกเราจะทำอย่างไรดี หากเป็นเช่นนี้ต่อไปร้าน
เราคงไม่ไหวแล้ว วิธีการของเจ้าอยู่ที่ไหนกัน”
เจิ้งหรูเชียนเพียงแค่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
โชคดีที่ป้าจางเป็นคนใจเย็น หากเป็นนายอำเภอผัง คงตบท้าย
ทอยเขาไปแล้ว
ปลายเดือนหก เกาเหยียนและคนงานคนใหม่บรรทุกลิ้นจี่เต็ม
เกวียนสองเล่มมาจอดที่หน้าร้านจิ่วเจิน แล้วเริ่มขนของลงทันที
จางเซียงเหลียนตกใจ รีบนำถังน ้าแข็งมา แล้วเรียกแม่ลูกเหมียว
เจาอิงมาช่วยคัดแยก
เวลานั้นเอง พวกนางก็พบว่าลิ้นจี่รอบนี้แตกต่างจากปกติ
ลิ้นจี่รอยนี้มีรูปร่างและขนาดที่เล็กกว่าเล็กน้อย กิ่งก้านก็มี
น้อยลง แต่เดิมเกวียนหนึ่งเล่มจากหลิงหนานสามารถบรรทุกลิ้นจี่ได้
มากสุดเพียงสามสิบชั่ง แต่เกวียนเล่มนี้กลับบรรทุกได้มากกว่าถึง
หนึ่งร้อยชั่ง
นางเพิ่งทำขนมลิ้นจี่เสร็จ ด้วยความอยากรู้จึงหยิบมาชิมลูกหนึ่ง
ตอนกัดก็เกือบจะทำให้ฟันนางแตก พอกินเสร็จและคายเมล็ดออก
มาถึงได้พบว่า “เนื้อของลิ้นจี่รอบนี้บางกว่าลิ้นจี่ที่เคยกินมา”
ไม่เพียงแต่เล็กกว่า แต่เมล็ดก็ใหญ่กว่า เนื้อจึงบางลงไปอีก
กล่าวได้ว่า ลิ้นจี่พันธุ์นี้ด้อยกว่าลิ้นจี่ที่ขนมาจากหลิงหนาน
มันยังไม่ดีเท่าลิ้นจี่สีแดงสีเขียวที่เลี่ยวซื่อมอบให้เจียงเซิงเลย
“ใครจะเต็มใจขายลิ้นจี่พวกนี้เล่า?” จางเซียงเหลียนเริ่มกังวลอีก
ครั้ง คิ้วขมวดจนเกือบจะเป็นปม
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนเดินเข้ามาพลางโบกพัด “ท่านป้าวางใจ ข้า
ไม่ขายแพง แค่ชั่งละห้าตำลึง”
อะไรนะ?
ลิ้นจี่ราคาชั่งละห้าสิบตำลึง ลดเหลือเพียงห้าตำลึงเชียวหรือ?
นี่เป็นการลดราคาที่มากกว่าตระกูลเลี่ยว ทั้งยังใจกล้าอีกด้วย
“ท่านป้าอย่ากลัวเลย นี่คือลิ้นจี่จากฉวนอวี๋” เขาโบกพัดชี้ไป
“ห่างจากเมืองหลวงแค่สามวันสามคืน เวลาที่สั้นลงทำให้ต้องตัดกิ่ง
น้อยลง แต่ละเที่ยวก็ขนมาได้มากขึ้น อย่าว่าแต่ขายห้าตำลึงเลย
ขายแค่หนึ่งตำลึงข้าก็ยังได้กำไร”
ส่วนเหตุผลที่ไม่ขายหนึ่งตำลึง…
ใครเล่าจะรังเกียจเงินที่มากขึ้น?
โชคดีที่ตอนนี้ที่บ้านมีพี่ใหญ่ผู้รอบรู้ เขาเพิ่งรู้ว่าที่แท้ “ลิ้นจี่ที่ทำ
ให้พระสนมยิ้ม” ในบทกวีนั้น ไม่ใช่ลิ้นจี่จากหลิงหนาน
พระสนมทรงเติบโตในฉวนอวี๋ รสชาติในวัยเยาว์ของนางย่อม
ได้รับจากฉวนอวี๋ จะมาหลิงหนานได้อย่างไร ดังนั้นจึงสามารถคาด
เดาได้ว่าฉวนอวี๋ก็มีลิ้นจี่เช่นกัน
เมื่อค้นตำราโบราณเพิ่มเติม ยิ่งทำให้รู้ว่าเมื่อร้อยปีก่อน ผู้คน
บริโภคลิ้นจี่จากฉวนอวี๋จริง ๆ กระทั่งลิ้นจี่จากหลิงหนานถูกพบ
วิธีการเก็บรักษาได้นาน ลิ้นจี่จากฉวนอวี๋จึงถูกผู้คนหลงลืมไป
ลิ้นจี่ราคาห้าสิบตำลึงที่มีเนื้อหนา เมล็ดเล็ก และรสชาติหวาน
เมื่อเทียบกับลิ้นจี่ที่มีเนื้อบาง เมล็ดใหญ่ และมีรสเปรี้ยวหวาน ชัดเจน
ว่าชนิดแรกย่อมได้รับความนิยมมากกว่า
แต่เมื่อมีลิ้นจี่ราคาห้าตำลึง ความหรูหราที่มาพร้อมกับราคาที่
แพงก็จะหายไป ราคาที่ถูกต่างหากคือหนทางสู่ความนิยม
“แต่ห้าตำลึงก็ยังถือว่าแพงอยู่นะ” เหมียวเจาอิงพูดไม่ออก
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะ
แต่ก่อนเคยคิดว่าโลกนี้มีแค่คนรวยกับคนจนเท่านั้น คนรวยใช้
จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ส่วนคนจนแค่จะกินเนื้อสักมื้อช่างยากเย็นแสนเข็ญ
ต่อมาเมื่อเขาได้เห็นโลกมากขึ้น ถึงได้รู้ว่าระหว่างคนรวยกับคน
จนนั้น มีคนอีกมากมายที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างดี
จะบอกว่าพวกเขาไม่มีเงินก็ไม่ใช่ เพราะพวกเขาสามารถกิน
อาหารดี ๆ ได้ และมีกำลังทรัพย์ที่ตอบสนองความต้องการของตัวเอง
ได้ด้วย
แต่จะบอกว่าพวกเขามีเงินก็ไม่เชิง เพราะพวกเขายังต้องคิดให้ถี่
ถ้วนเมื่อต้องซื้อของที่แพง และมักจะไม่สนใจสินค้าฟุ่มเฟือย
คนประเภทนี้จะเสียดายที่ต้องกินลิ้นจี่ราคาห้าสิบตำลึง แต่ลิ้นจี่
ราคาห้าตำลึงนี้พวกเขาเต็มใจลองชิม ลิ้นจี่จากฉวนอวี๋มีไว้เพื่อเติม
เต็มช่องว่างในตลาดเช่นนี้ และเพื่อหาเงินจากพวกเขานั่นเอง!
เจิ้งหรูเชียนเล่าอย่างกระตือรือร้น ทันทีที่เขาพูดจบ ทั้งร้านจิ่ว
เจินก็เงียบกริบ
ทุกคนต่างกังวลเรื่องการลดราคาของตระกูลเลี่ยว แต่เด็กหนุ่ม
คนนี้กลับแอบไปขนลิ้นจี่จากที่อื่นมา ช่างเจ้าเล่ห์จริง ๆ
“แต่…แต่ว่าตระกูลเลี่ยวจะไม่รู้เรื่องนี้หรือ? ทำไมพวกเขาถึงไม่
ขนมาจากที่นั่นด้วย?” ท่ามกลางความเงียบ ต้ายาถามขึ้นเสียงค่อย