พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 332 เหม่ยถวนกับเอ้อเลอเมอ*[1]
เจิ้งหรูเชียนสะบัดพัดกระดาษ ตะโกนเสียงดัง “ถามได้ดีมาก!”
ต้ายาตกใจจนต้องซุกเข้าไปในอ้อมอกมารดา ไม่กล้าโผล่หัว
ออกมาอีก
“ตระกูลเลี่ยวย่อมรู้จักลิ้นจี่จากฉวนอวี๋ แต่ด้วยรสชาติ
เปรี้ยวหวานและเนื้อบางของมัน ทำให้ไม่อาจตั้งราคาที่สูงได้” เจิ้งหรู
เชียนหัวเราะ “มีเพียงลิ้นจี่จากเหอเจียงเท่านั้นที่สามารถเทียบชั้นกับ
ลิ้นจี่จากหลิงหนานได้ แต่การขนส่งจากเมืองหลวงไปเหอเจียงใช้
เวลาอย่างน้อยเจ็ดวัน ซึ่งไม่ต่างจากการไปหลิงหนานเท่าไหร่เลย”
ระหว่างการขายราคาถูกแต่ได้มาก กับการขายราคาแพงแต่
ลำบาก ตระกูลเลี่ยวจะต้องเลือกอย่างหลัง
คุณภาพที่มากพอและการเดินทางแค่สิบวัน ก็เป็นกุญแจสำคัญ
ในการที่ตระกูลเลี่ยวขึ้นราคากับคนตระกูลใหญ่
แม้แต่ “ลิ้นจี่ที่ต้องกินให้หมดภายในวันเดียว” ก็เป็นส่วนหนึ่ง
ของแผนการของเขา
หลังกินหมดวันนี้แล้ว หากพรุ่งนี้อยากกินอีก ก็ต้องซื้อใหม่ไม่ใช่
หรือ?
ไม่ว่าจะยุคสมัยใด เพื่อแสวงหาผลกำไร เหล่าพ่อค้าล้วนไม่เลือก
วิธีการทั้งนั้น
ตระกูลใหญ่ที่สูงส่ง ไม่เคยขาดแคลนเงินทอง
มีแต่ชาวบ้านที่ต้องทนทรมาน อยากลิ้มรสชาติลิ้นจี่สักครั้ง แต่
ครึ่งชีวิตก็ยังเก็บเงินไม่พอแม้แต่จะได้กินสองคำ
“วันนี้ร้านจิ่วเจินของข้าจะทำหน้าที่แทนสวรรค์!” เจิ้งหรูเชียนชี้
ลิ้นจี่ที่กองอยู่เต็มพื้น “เสี่ยวซง ไปบอกผู้คนในเมืองหลวงว่าพวกเรา
ร้านจิ่วเจิน จะขายลิ้นจี่ชั่งละห้าตำลึง”
“รับทราบขอรับ!” วังเสี่ยวซงกระโดดลุกขึ้น ว่องไวยิ่งกว่าลิง
เขาเป็นคนพูดเสียงดังอยู่แล้ว ขณะเดินไปบนถนนเทียนเจีย ก็จะ
ทักทายทุกร้านที่เดินผ่าน “พี่จางร้านขายของแห้ง อยากลองชิมลิ้นจี่
ดูหรือไม่ โอ้ ไม่แพงเลย แค่ชั่งละห้าตำลึง แต่ถ้าท่านบอกคุณชาย
บ้านข้าว่าข้าเป็นคนแนะนำมา จะให้ท่านเพิ่มอีกสองลูก”
“จริง ๆ นะ ข้าไม่ได้หลอกท่าน ชั่งละห้าตำลึงจริง ๆ ท่านรีบไปดูสิ
เดี๋ยวจะหมดเอานะ”
เพียงครึ่งชั่วยาม ลิ้นจี่เต็มเกวียนที่ยังไม่ทันได้จัดการให้เรียบร้อย
ก็มีผู้คนมาห้อมล้อมที่หน้าร้านจิ่วเจินแล้ว
“ขอถามหน่อย พวกเจ้าขายชั่งละห้าตำลึงจริง ๆ หรือ” ชายคน
หนึ่งสวมเสื้อคลุมปักลายเขย่งเท้าถาม
เจียงเซิงกำลังปอกเปลือกพลางพยักหน้า ขณะยัดมันเข้าปากก็
ไม่ลืมดูดน ้าหวานด้วย
ชายคนนั้นจ้องมองตาไม่กะพริบ ลูกกระเดือกกลืนน ้าลายขึ้นลง
ไม่หยุด
หากกล่าวว่าในการขายเสื้อผ้า ดีที่สุดคือการสวมใส่ให้เห็น
เช่นนั้นการขายอาหารที่ดีที่สุดก็คือต้องมีคนกินให้ดูว่ามันอร่อย
ยิ่งไปกว่านั้น รสชาติของลิ้นจี่จากฉวนอวี๋นี้ก็ไม่เลวเลย
ตอนแรกเพราะเคยชินกับรสชาติหวาน จึงไม่ชอบรสชาติเปรี้ยว
นิด ๆ แต่พอได้กินไปหลายคำ ก็พบว่ารสเปรี้ยวอมหวานนั้นช่าง
แปลกใหม่ ไม่เลี่ยนง่ายเหมือนลิ้นจี่รสหวาน ทั้งยังสดชื่นกว่าหลาย
ส่วน
“มา ๆ ๆ ข้าขอซื้อสองชั่ง” ชายคนนั้นทนไม่ไหวอีกต่อไป ล้วง
เงินสิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อ
เมื่อเขาซื้อเป็นคนแรก การค้าขายหลังจากนั้นก็ดำเนินไปอย่าง
ราบรื่น
แม้ชาวบ้านในเมืองหลวงไม่ได้ร ่ารวย แต่ก็มีเงินติดตัวอยู่บ้าง
พวกเขาไม่กล้าแตะต้องสินค้าที่มีราคาห้าสิบตำลึง แต่สามารถลิ้ม
ลองของที่มีราคาห้าตำลึงได้
จางเซียงเหลียนอารมณ์ดี มักจะให้ลิ้นจี่ลูกค้าเพิ่มอีกสองสามลูก
ลูกค้าทุกคนจึงจากไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ลิ้นจี่จากฉวนอวี๋หนึ่งร้อยชั่งขายหมดเกลี้ยงภายในครึ่งวัน
แม้กำไรจะไม่เทียบเท่าลิ้นจี่จากหลิงหนาน แต่ก็ถือว่าน่าพอใจ
มากทีเดียว
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มันได้แสดงให้ตระกูลเลี่ยวได้เห็นถึงฝีมือของ
พวกเขา
“แต่พวกเราไม่ได้ขายลิ้นจี่หลิงหนาน และตระกูลเลี่ยวก็ไม่ใช่คน
โง่ที่จะถูกหลอกได้ง่าย ๆ” เจียงเซิงพึมพำ
เจิ้งหรูเชียนยังคงสงบ “แล้วอย่างไรเล่า เวลาพูดถึงลิ้นจี่ ทุกคนก็
จะนึกถึงแต่ร้านจิ่วเจินที่ขายห้าตำลึง ในแง่ราคาพวกเราชนะตระกูล
เลี่ยวแล้ว”
จากมุมหนึ่ง สิ่งนี้อาจถูกมองว่าเป็นการลดคุณภาพเพื่อรักษาผล
กำไร
แต่จากสายตาของชาวบ้านในเมืองหลวง มันหมายความว่าลิ้นจี่
ของร้านจิ่วเจินถูกกว่าลิ้นจี่ของตระกูลเลี่ยว
“แล้วลิ้นจี่สำหรับคนตระกูลใหญ่เล่า” เจียงเซิงเตือน “ลิ้นจี่ชุดที่
สามกำลังจะมาถึงแล้ว พี่สาวเหยาสั่งไว้ห้าสิบชั่ง ข้าคงไม่กล้าขายให้
นางห้าสิบตำลึงอีกแล้ว”
ตระกูลใหญ่เห็นแก่หน้าตาของตระกูลเจียงจึงยังสั่งซื้อลิ้นจี่ต่อไป
ร้านจิ่วเจินจึงไม่อาจทำให้ตระกูลใหญ่ดูเหมือนเป็นคนโง่ได้
กระทั่งเพื่อจะขึ้นราคา ตระกูลเลี่ยวก็ต้องลำบากลำบนเดินทางไป
ถึงหลิงหนาน ไม่คิดจะเอาลิ้นจี่จากฉวนอวี๋มาหลอกขายว่าเป็นลิ้นจี่ห
ลิงหนาน
ตระกูลใหญ่มีเงินทองมากมาย แต่ไม่ใช่คนโง่
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว “ขนมลิ้นจี่ที่ข้าบอก
ให้พวกเจ้าทำไว้ก่อนหน้านี้ เตรียมพร้อมหมดแล้วใช่หรือไม่?”
จางเซียงเหลียนที่อยู่ข้าง ๆ พยักหน้า
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำขนมลิ้นจี่ เพราะต้นทุนของผลไม้นั้นสูงมาก
ไม่ว่าจะขายแพงหรือถูกก็ไม่เหมาะสม ถ้าแพงเกินไปก็ไม่มีคนซื้อ ถ้า
ถูกเกินไปก็ต้องขาดทุนแน่นอน
แต่เดิมพวกนางคิดว่าจะใช้แนวทางของลิ้นจี่หลิงหนานที่ขาย
น้อยแต่กำไรมาก แต่ไม่คิดว่าเจิ้งหรูเชียนจะโบกมือพูดว่า “ทุกคนที่
สั่งลิ้นจี่หลิงหนานจากร้านจิ่วเจิน จะได้รับขนมลิ้นจี่และลิ้นจี่ฉวนอวี๋
เพิ่มอีกห้าชั่ง”
จางเซียงเหลียนรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ขนมที่อุตส่าห์คิดค้นมาอย่างยากลำบาก หากขายไม่ได้ก็แล้วไป
แต่เขากลับนำไปแจก
มีเพียงเจียงเซิงที่ตาเป็นประกาย “ถ้าลดราคาลิ้นจี่ลงแล้วกลับมา
ขึ้นราคาไม่ได้อีก พวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับตระกูลเลี่ยว การแจกของ
มากมายเช่นนี้จะทำให้ตระกูลใหญ่รู้สึกว่าไม่ขาดทุน และในอนาคต
การตัดสินใจว่าจะแจกหรือไม่แจกให้ก็อยู่ที่พวกเรา”
แม้จะขาดทุนบ้างก็ไม่เป็นไร ขนมลิ้นจี่ทำจากร้านจิ่วเจิน ลิ้นจี่
จากฉวนอวี๋ก็พวกเขาเป็นคนขนมา สุดท้ายผลกำไรก็กลับคืนสู่มือ
พวกเขาอยู่ดี
“พี่รอง ท่านเก่งมาก” เมื่อคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า
เจียงเซิงก็เข้าใจแจ่มแจ้ง “ท่านเตรียมแผนการเล็ก ๆ นี้ไว้เมื่อสิบวัน
ก่อนแล้วใช่หรือไม่? ท่านไม่ได้ตั้งใจจะใช้ลิ้นจี่จากหลิงหนานมาทำ
สงครามราคาต่อสู้กับตระกูลเลี่ยวใช่หรือไม่?”
“แค่เรื่องเล็กน้อย” เจิ้งหรูเชียนยิ้มพลางโบกมือ “ก็เหมือนที่ท่าน
ป้าพูดไว้ สงครามราคาเมื่อเริ่มขึ้นแล้วก็จะไม่มีที่สิ้นสุด ตระกูลเลี่ยวย
อมขาดทุน แต่ข้าไม่ยอมหรอก”
นี่แหละคือพ่อค้าที่เฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์อย่างเพียงพอ
น่าเสียดายที่เรื่องราวคงไม่จบลงเพียงแค่นี้ ตระกูลเหลียวก็คงไม่
ยอมนั่งรอความตายเฉยๆ”เจ้าจงส่งลิ้นจี่ชุดที่สามให้เสร็จก่อน” เจิ้ง
หรูเชียนกำชับ “หากต้องการให้ตระกูลใหญ่รู้สึกว่าคุ้มค่า ขนมหวาน
ก็ต้องขายด้วย ขายให้แพงเท่าที่จะขายได้ ถึงขายไม่ออกก็ไม่เป็นไร
ขอเพียงทุกคนรู้สึกว่ามันมีค่าก็พอ”
จางเซียงเหลียนพยักหน้าอย่างจริงจัง จดจำไว้ในใจ
เวลาผ่านไปอีกสองวัน
ต้นเดือนเจ็ด ลิ้นจี่ชุดที่สามของร้านจิ่วเจินก็มาถึง วังเสี่ยวซงพา
เจียงซานและเจียงซื่อไปส่งสินค้าให้แต่ละตระกูลใหญ่
คาดว่าตระกูลใหญ่คงคำนวณไว้ในใจแล้วว่าคราวนี้อาจต้องเสีย
เงินไปโดยเปล่าประโยชน์บ้าง
แต่ไม่คิดว่าสินค้าที่ร้านจิ่วเจินส่งมาจะเต็มจนทั่วลานบ้าน มีทั้ง
ลิ้นจี่จากหลิงหนาน ขนมลิ้นจี่ที่เพิ่งทำใหม่ และลิ้นจี่จากฉวนอวี๋ห
ลายสิบกระบุง
“คุณชายของพวกข้ากล่าวว่า ราคาที่แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ไม่
สะดวกจะลดลง แต่จะส่งสิ่งของให้พวกท่านเพิ่มแทน” วังเสี่ยวซงก
ล่าวด้วยน ้าเสียงที่มั่นคง “ต่อไปหากท่านสั่งขนมจากร้านจิ่วเจิน ก็จะ
จัดส่งมาให้ก่อนเป็นพิเศษขอรับ”
ขนมลิ้นจี่ที่ร้านจิ่วเจินขายราคาสี่สิบตำลึง ส่วนลิ้นจี่ฉวนอวี๋
ราคาห้าตำลึง หากคำนวณอย่างละเอียดแล้ว ของที่ส่งมานั้นมีมูลค่า
มากกว่าการราคาที่ลดลงเสียอีก
ตระกูลใหญ่ส่วนใหญ่ต่างรักษาหน้าตระกูลเจียงไว้ รู้ว่าไม่ได้เสีย
เงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็รู้สึกพอใจอยู่พอสมควร
มีส่วนน้อยที่ยังไม่พอใจ วังเสี่ยวซงก็ตัดสินใจยกเลิกการสั่งซื้อ
ทันที ไม่ยุ่งเกี่ยวกันต่อไปอีก
หลังจากส่งสินค้ารอบนี้เสร็จ ก็ยังมีตระกูลใหญ่บางส่วนสั่งซื้อ
ล่วงหน้า โดยระบุว่าต้องการขนมลิ้นจี่ ประกอบกับความนิยมลิ้นจี่
จากฉวนอวี๋ ทำให้การค้าของร้านจิ่วเจินไม่ซบเซาแต่กลับเติบโตมาก
ขึ้น
“การสั่งซื้อลิ้นจี่จากหลิงหนานลดลง แต่การสั่งซื้อลิ้นจี่จากฉวน
อวี๋กลับมากขึ้น” เจียงเซิงใช้มือข้างหนึ่งเลื่อนลูกคิดอย่างคล่องแคล่ว
“กำไรโดยรวมลดลง”
สิ่งนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นสงครามทางการค้า ตระกูล
เลี่ยวถึงกับยอมขาหักไปข้างหนึ่ง พวกเขาจะเสียกำไรไปบ้างก็ไม่ใช่
เรื่องใหญ่
สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้
ยามนี้ร้านจิ่วเจินสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ด้วยขนม
ลิ้นจี่และลิ้นจี่จากฉวนอวี๋ แต่ต่อจากนี้เล่า?
ตระกูลเลี่ยวก็สามารถไปขนลิ้นจี่จากฉวนอวี๋มาได้เช่นกัน
สามารถขายในราคาสองหรือสามตำลึงเพื่อชิงลูกค้ากลับไปได้
เหมือนกัน
เจียงเซิงเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์แล้ว
แต่ไม่คิดว่าข่าวที่ได้ยินจะเป็นตระกูลเลี่ยวลดราคาลงอีก
ลิ้นจี่จากหลิงหนานที่เดิมราคายี่สิบห้าตำลึง ถูกขายในราคาสิบ
ตำลึง
ตระกูลเลี่ยวเสียสติไปแล้ว
[1] เหม่ยถวนกับเอ้อเลอเมอ : สองแพลตฟอร์มดิลิเวอรี่อาหาร
ของจีน