พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 333 หกคนโง่
ลิ้นจี่ในเมืองหลวงนั้นมีสถานะที่ไม่มีใครเทียบได้ ราคาห้าสิบ
ตำลึงต่อชั่งไม่เพียงแต่แพงเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของฐานะอีก
ด้วย
ทันใดนั้น ตระกูลเลี่ยวก็ลดราคาลงเหลือสิบตำลึง สิ่งนี้จะทำให้
คนตระกูลใหญ่ที่เคยซื้อลิ้นจี่จะคิดเช่นไร? แล้วราชวงศ์ในวังหลวงจะ
คิดอย่างไร?
ข้อดีเพียงอย่างเดียวคงเป็นการบีบให้ร้านจิ่วเจินหมดหนทาง
อย่างรวดเร็ว
“ลดราคาเหลือสิบตำลึง ต่อให้แจกอะไรเพิ่มไปก็คงไม่มีใครสนใจ
จะซื้อกับพวกเราแล้ว” เจียงเซิงเหม่อลอย “มีสองตระกูลใหญ่มาขอ
ยกเลิกการสั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว ส่วนที่เหลือก็คงเป็นเรื่องของเวลา
เท่านั้น”
“เพื่อจะบีบพวกเรา พวกเขาถึงกับยอมไม่เอาผลกำไรเลยหรือ?”
จางเซียงเหลียนพูดด้วยน ้าเสียงสั่นเครือ “ตระกูลเลี่ยวคิดจะลากพวก
เราลงเหวไปด้วย!”
กลยุทธ์นี้สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก แต่ก็รวดเร็ว แม่นยำ และ
โหดเหี้ยม
ร้านจิ่วเจินไม่เพียงแต่สูญเสียการสั่งซื้อลิ้นจี่จากหลิงหนาน
เท่านั้น แม้แต่ลูกค้าที่ซื้อลิ้นจี่จากฉวนอวี๋ก็ถูกดึงดูดไป
โดยธรรมชาติแล้ว คนที่สามารถซื้อลิ้นจี่ราคาห้าสิบตำลึงได้ ก็
สามารถกัดฟันซื้อในราคาสิบตำลึงได้เช่นกัน
ร้านจิ่วเจินมองดูเหมือนจะไม่มีลูกค้าแล้ว แต่ตระกูลเลี่ยวไม่เคย
คิดเลยหรือว่าในอนาคตถ้าราคาลิ้นจี่ขึ้นราคาไม่ได้ ก็เท่ากับว่าพวก
เขากำลังสร้างเรื่องยุ่งยากให้ตัวเอง
“วางใจเถอะ เรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นหรอก” เจิ้งหรูเชียนพาวัง
เสี่ยวซงเดินเข้ามา
คุณชายรองเจิ้งที่มักจะหยิ่งผยองก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย รอยย่น
ระหว่างคิ้วของเขาแทบจะหนีบแมลงวันให้ตายได้ “สถานการณ์
ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นการพังพินาศไปพร้อมกัน แต่ถ้าข้าเป็นตระกูล
เลี่ยว ย่อมต้องมีทางแก้”
การแข่งขันทางการค้าระหว่างสองตระกูล การทำลายคู่แข่งถือ
เป็นเรื่องสำคัญ
ตราบใดที่ไม่มีใครแย่งการค้าลิ้นจี่ และกลับมาเป็นฝ่ายผูกขาด
อีกครั้ง ตระกูลเลี่ยวก็สามารถเปลี่ยนไปขายลิ้นจี่พันธุ์อื่น เปลี่ยน
วิธีการขาย หรือแม้แต่เปลี่ยนภาชนะที่ใช้ใส่เพื่อขึ้นราคาได้
สำหรับตระกูลใหญ่ที่ไปทำให้ไม่พอใจ พวกเขาก็สามารถส่งลิ้นจี่
ไปให้มากขึ้น ส่วนชาวบ้านที่ไม่พอใจก็จะไม่มีที่ไหนให้ร้องเรียน
มีเพียงร้านจิ่วเจินเท่านั้นที่กลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ที่สุด
“เช่นนั้นพวกเรา…จะลดราคาด้วยหรือ?” เจียงเซิงลังเล “แต่ว่านะ
พี่รอง พวกเราไม่มีทุนมากพอที่จะขาดทุนหรอกนะ ถ้าต้องลดราคา
จริง ๆ พวกเราก็ไม่ควรทำการค้านี้ตั้งแต่แรก”
ดูอีกฝ่ายสิ การตัดแขนตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวของตระกูลเลี่ยว
ได้รับผลตอบแทนแล้ว
ร้านจิ่วเจินไม่มีความกล้าพอที่จะขาดทุน อีกทั้งยังไม่มีทุนให้ไป
ต่อสู้ ยิ่งตระกูลเลี่ยวลงมือรุนแรงเท่าไหร่ เรื่องก็จะยิ่งจบเร็วขึ้นเท่านั้น
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคู่แข่งกัน แต่เจิ้งหรูเชียนรู้สึกว่าคนที่คิดกล
ยุทธ์เช่นนี้ได้มีฝีมือไม่ธรรมดา
“คุณชาย ลิ้นจี่ชุดที่ห้าจะขนต่อไปหรือไม่” วังเสี่ยวซงถามอย่าง
หวาด ๆ จากด้านหลัง “ชุดที่สี่กำลังเดินทางมาแล้ว พวกเราหยุดมัน
ไม่ได้จริง ๆ”
นี่เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวจริง ๆ
เจิ้งหรูเชียนทำการค้ามาหลายปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้อง
เผชิญกับสงครามการค้าที่ยากลำบากเช่นนี้ เขาคิดทบทวนหลาย
ครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ดีที่สุดได้
การยอมแพ้การค้าลิ้นจี่นั้นเขาไม่ต้องการ ทั้งยังไม่เต็มใจด้วย
เขาไม่อาจละทิ้งการค้าลิ้นจี่ได้ แต่ก็ไม่อาจลดราคาหรือเสี่ยง
อะไรได้อีก
เห็นได้ชัดว่าลิ้นจี่ครึ่งถาดไม่มีใครสนใจ มีลูกค้าที่เดินผ่านมาคน
หนึ่งคิดจะซื้อไปชิมสักสองชั่ง แต่กลับถูกสหายดึงตัวไป “ลิ้นจี่จากห
ลิงหนานราคาสิบตำลึง ใครจะกินลิ้นจี่จากฉวนอวี๋กัน ไป ๆ ๆ ถ้าไม่
รีบไปก็จะถูกคนแย่งหมดแล้ว”
ดังนั้นร้านจิ่วเจินจึงเงียบเหงาอีกครั้ง
เจิ้งหรูเชียนกำมือแน่น สีหน้าเจียงเซิงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
น่าเสียดายที่สองพี่น้องคิดจนสมองแทบแตกก็ยังคิดวิธีที่ดีกว่านี้ไม่
ออก
ขณะที่พวกเขาหมดปัญญาและเกือบจะยอมแพ้
ทันใดนั้นก็มีเงาร่างสามร่างปรากฏขึ้นจากสำนักแพทย์ที่อยู่
ข้างเคียง
คนหนึ่งดูสง่างามและผอมเพรียวราวกับนักปราชญ์ อีกคนดู
อ่อนแอ บอกบาง และค่อนข้างขี้อาย ส่วนอีกคนมักมีรอยยิ้มที่ยากจะ
คาดเดาความคิด
พวกเขาคือพี่น้องชายทั้งสามคนที่ควรจะกำลังยุ่งอยู่กับงานของ
ตัวเอง แต่กลับมารวมตัวกันที่ร้านจิ่วเจิน
“พวกท่าน…” เจิ้งหรูเชียนตกตะลึง “พวกท่านไม่ได้กำลังยุ่งกับ
ธุระของตัวเองหรอกหรือ?”
“กั๋วจื่อเจี้ยนไม่ใช่คุกที่เข้าไปแล้วออกมาไม่ได้เสียหน่อย” สวี่โม่
หัวเราะเบา ๆ
“เป็นข้าเองที่ไปตามพวกเขามา” หมอน้อยเวินกล่าวอย่างเขิน
อาย “ข้าได้ยินเรื่องความลำบากของพวกท่าน จึงไปตามพี่ใหญ่กับ
เจ้าห้ามา”
การที่ร้านค้าทั้งสองอยู่ใกล้กันนั้นก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะไม่มี
ความลับใดที่สามารถปิดบังกันได้
“จะปิดบังทำไม ถ้าพี่รองมีเรื่องลำบากก็แค่บอกพวกเรามา คน
มากย่อมมีพลังมาก” จ่างเยี่ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
สามคนโง่รวมหัวกันยังฉลาดเทียบเท่าจูกัดเหลียงได้
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาย่อมเหนือกว่าสามคนโง่เสียอีก
“พวกเจ้า…” เจิ้งหรูเชียนพูดติดขัดหลายครั้ง
กาลเวลาหมุนเวียน ทุกคนราวกับย้อนกลับไปยังหมู่บ้านแห่งนั้น
อีกครั้ง พวกเขาใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อหาวิธีขายเสื้อคลุมสีเทาที่
ขายไม่ออก วิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อรวบรวมผัก และกังวลว่าสูตรหมูรมควัน
หายไป
แม้ว่าหลายปีมานี้ เขาจะคุ้นเคยกับการเดินทางไปทั่วหล้าเพียง
ลำพัง จากคนที่ไม่รู้อะไรกลายเป็นคนฉลาดเฉลียว ค่อย ๆ มีลักษณะ
ของพ่อค้าใหญ่
แต่ทุกครั้งที่เผชิญกับอุปสรรคใหญ่หลวง ทุกครั้งที่ยากจะ
ตัดสินใจ พี่น้องของเขาก็จะยืนหยัดเคียงข้าง เผชิญหน้ากับความ
ยากลำบากและต้านทานพายุฝนไปด้วยกัน
พวกเขาต่างเป็นตัวของตัวเอง พัฒนาไปบนเส้นทางที่แตกต่าง
กันและเติบโตขึ้น
แต่พวกเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าใครจะประสบปัญหา
อะไร ทุกคนก็จะยื่นมือเข้าช่วยและร่วมมือกันอย่างเต็มที่
“คนอื่นบอกว่าสามคนโง่รวมหัวกันยังฉลาดเทียบเท่าจูกัดเหลียง
แต่พวกเรามีหกคนก็เท่ากับฉลาดกว่าจูกัดเหลียงสองคนแล้วสิ” เจียง
เซิงชูนิ้วป้อม ๆ ของนางขึ้นมา
พี่ชายทุกคนพากันหัวเราะลั่น
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะจนน ้าตาไหล เขาใช้นิ้วมือเช็ดน ้าตาออก
อย่างแนบเนียน แล้วพูดถึงปัญหาสำคัญ “ขายสิบตำลึงหมายความ
ว่าไม่มีกำไรแล้ว ตระกูลเลี่ยวคงไม่ลดราคาลงกว่านี้ และพวกเราก็
ขายในราคานั้นไม่ได้ด้วย”
“ในสิบวัน ตระกูลเลี่ยวจะขนลิ้นจี่มาสามเกวียน แต่ละเดือน
สามารถจัดหาลิ้นจี่ได้สามร้อยชั่ง รายได้ทั้งหมดสามพันตำลึง เฉพาะ
ค่าน ้าแข็งก็หนึ่งพันตำลึงแล้ว ค่าแรงและเงินพิเศษ รวมถึงค่าจัดซื้อก็
สามถึงห้าร้อยตำลึง ระหว่างทางต้องเปลี่ยนม้าและเกวียน บวกกับ
สินค้าที่เสียหาย การเก็บและทำความสะอาดต้องใช้แรงงาน เมื่อมาถึง
แล้วก็ต้องแช่น ้าแข็งอีก แถมยังต้องเตรียมภาชนะกระเบื้องเพื่อใส่
ลิ้นจี่ส่งไปตามบ้านเรือนต่าง ๆ คิดดูแล้วแทบไม่มีกำไรเลย”
แม้ว่าจะได้กำไรสองสามร้อยตำลึง แต่มันก็เป็นเพียงเศษเสี้ยว
เท่านั้น
“ที่สำคัญที่สุดคือ ตอนที่ตระกูลเลี่ยวลดราคาลงยี่สิบห้าตำลึง
พวกเราก็ไม่ได้ลดราคาลงด้วย ตอนนี้ราคาอยู่ที่สิบตำลึง และพวกเรา
ก็ลดตามไม่ได้ ถ้าลดราคาลงไป พวกเราก็จะทำให้คนอื่นไม่พอใจ
และมันก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ตระกูลเลี่ยวยังสามารถลด
ราคาลงเหลือแปดตำลึง ห้าตำลึง พวกเราไม่มีทางทำตามพวกเขาไป
ได้ตลอด”
แต่หากไม่ลดราคาก็หมายความว่าไม่สามารถทำการค้านี้ต่อไป
ได้
มีวิธีไหนบ้างที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ พวกเขายังทำอะไรได้อีก
สวี่โม่เคาะโต๊ะเบา ๆ เวินจืออวิ่นถอนหายใจยาวเหยียด จ่างเยี่ย
นขมวดคิ้ว ส่วนเจียงเซิงฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
หลังจากผ่านไปสักพัก จ่างเยี่ยนก็เอ่ยปาก “นั่นหมายความว่า
ต่อให้พวกเราไปขนลิ้นจี่มาเอง ก็มีราคาสิบตำลึงอยู่ดี”
“ราคาก็ประมาณนั้นแหละ การทำการค้าที่ได้กำไรไม่ถึงสองเท่า
ถือว่าขาดทุน” เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้า “โชคดีที่ลิ้นจี่ออกผลใน
ช่วงเวลาสั้น ๆ ข้าจึงจ้างคนงานชั่วคราว ไม่ได้จ้างคนงานประจำ”
ไม่อย่างนั้น พวกเขาคงถูกตระกูลเลี่ยวเอาเปรียบจนตายแน่
สวี่โม่เงยหน้าขึ้น “ดูเหมือนลิ้นจี่จะออกผลตั้งแต่เดือนห้าไปถึง
เดือนแปดนะ”
“พูดให้ชัดเจนก็คือ ตั้งแต่กลางเดือนห้าจนถึงกลางเดือนแปด
รวมสามเดือน” เจิ้งหรูเชียนพูดเสริม “ปลายเดือนแปดก็ยังกินได้อยู่
แต่ไม่อาจขนมาถึงเมืองหลวงได้แล้ว”
ตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือนเจ็ด อีกหนึ่งเดือนก็จะหมดฤดูลิ้นจี่แล้ว
หมายความว่าตระกูลเลี่ยวกำลังยอมทิ้ง…กำไรหนึ่งหมื่นสองพัน
ตำลึง
การตัดสินใจที่โหดร้ายและการลงทุนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ มีเพียง
ตระกูลที่ทำการค้ามาหลายชั่วอายุคนเท่านั้นที่จะกล้าลงมือ
คนธรรมดาอย่างพวกเขาที่ไม่มีภูมิหลังจะไปสู้กับตระกูลเลี่ย
วได้อย่างไร
สวี่โม่ถอนหายใจยาว จ่างเยี่ยนนวดขมับ เจิ้งหรูเชียนมองไปไกล
อย่างเหม่อลอย
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่รู้สึกเศร้าใจเป็นพิเศษ “ต่อไปพวกเราคง
ไม่ได้กินลิ้นจี่อีกแล้ว”
“อย่าเสียใจไปเลย” เวินจืออวิ่นกระซิบพลางดึงแขนเสื้อของนาง
“ข้าจะให้พี่สาวเสี่ยวจูแอบไปซื้อจากตระกูลเลี่ยวมาให้เจ้า”
เจียงเซิงส่ายหน้าอย่างแน่วแน่ ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา จ่าง
เยี่ยนก็ตบโต๊ะลุกขึ้น
“พี่รอง ในเมื่อการขนส่งจากหลิงหนานมาเองก็มีราคาเท่ากัน ไม่
สู้พวกเราไปซื้อลิ้นจี่จากตระกูลเลี่ยวโดยตรงเลยเล่า?”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….