พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 335 มิตรภาพพี่น้องแน่นแฟ้น
พี่น้องทั้งห้าเดินออกมาจากร้านจิ่วเจินด้วยท่าทางที่แตกต่างกัน
พวกเขาข้ามถนนและมาถึงมุมตรอกที่อยู่ใกล้กับร้านของตระกูลเลี่ยว
ด้านหน้ามีคนกำลังขายลิ้นจี่อยู่ เนื่องจากราคาถูก จึงมีคนต่อ
แถวยาวเหยียดนับสิบคน
“ยังดีที่ไม่แออัดเท่ากับเกาลัดคั่วน ้าตาล” เจิ้งหรูเชียนโบกพัดไป
มา “หน้าร้านจิ่วเจินมีคนต่อแถวเป็นร้อยเลยนะ”
คนอื่น ๆ พากันหัวเราะแต่ไม่พูดอะไร
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่พูดแทงใจดำเขา “เกาลัดคั่วน ้าตาล
ราคาชั่งละสามสิบเหวิน ส่วนอันนี้ชั่งละสิบตำลึง จะเอามาเปรียบกัน
ได้อย่างไร?”
เจิ้งหรูเชียนลูบจมูกแล้วชี้ไปที่ท้ายแถว “เอาอย่างนี้ พวกเรา
มาถึงที่นี่แล้ว ใครจะไปต่อแถวเล่า”
ทุกคนเงียบ
“หรือว่า ให้พี่ใหญ่ไปดีหรือไม่?” เขากลอกตาไปมา “ปกติพี่
ใหญ่เรียนอยู่ที่กั๋วจื่อเจี้ยน ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ส่วนข้ากับเจียงเซิงมัก
เข้าออกร้านจิ่วเจินบ่อย ๆ ถ้าถูกจับได้คงไม่ดีแน่”
พี่น้องคู่นี้ที่เพิ่งเปิดโปงความลับของกันและกันพยักหน้าอย่าง
พร้อมเพรียง
มุมปากสวี่โม่ยกขึ้นเล็กน้อย พูดเสียงเดียวเบา ๆ ว่า “หืม?”
สองพี่น้องที่เพิ่งพยักหน้าเริ่มส่ายหัวอีกครั้ง เจิ้งหรูเชียนทั้งขี้
ขลาดและเจ้าเล่ห์ “พี่ใหญ่ไปอาจจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ เช่นนั้นให้
เจ้าสี่ไปเถอะ เขาเป็นหมอ ไม่มีใครกล้าล่วงเกินหมอหรอก”
เวินจืออวิ่นที่ถูกผลักออกมารู้สึกสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไร เขา
มองไปทางหนึ่งแล้วมองไปอีกทางหนึ่ง สายตาของเขาหันไปวิงวอน
ขอความช่วยเหลือจากเจ้าห้า
“แค่ก ๆ” จ่างเยี่ยนกระแอม ยังไม่ทันได้อ้าปาก
เจิ้งหรูเชียนก็ตัดสินใจอย่างฉับไว “เช่นนั้นก็ให้เจ้าห้าไปเถอะ
ภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้สวรรค์มอบหมายให้…มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่
สามารถรับผิดชอบนี้ได้!”
ทั้งที่เป็นเพราะพวกเขาขัดแย้งกับตระกูลเลี่ยว การบุ่มบ่ามมาซื้อ
ลิ้นจี่ ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะถูกคนไล่ออกมาทันที
พี่น้องทั้งห้าคนต่างดึงดันผลักไสกันไปมาอย่างดุเดือด
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของความรักในครอบครัว แต่ก็ไม่มากนัก
จ่างเยี่ยนกลั้นหัวเราะไว้ ชี้ไปที่บ่าวรับใช้คนหนึ่งที่อยู่หน้าแถว
“คนนั้นเหมือนข้าจะคุ้นหน้าอยู่บ้างนะ”
เจิ้งหรูเชียน เจียงเซิง และเวินจืออวิ่นต่างรู้สึกงุนงงเล็กน้อย มี
เพียงสวี่โม่ที่พยักหน้า “เป็นบ่าวรับใช้ของจ้าวหยวน”
ถัดไปอีกสองคนเป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลฉี และบ่าวรับใช้ของ
ตระกูลเหยา แม้แต่ทหารองครักษ์ที่มักจะติดตามใต้เท้าโต้วก็อยู่ใน
แถวด้วย
ดูเหมือนว่าราคาสิบตำลึงจะเป็นสิ่งล่อใจจริง ๆ
เจิ้งหรูเชียนหยิบตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาจากอกเสื้ออย่างเด็ด
เดี่ยวและกล้าหาญ “พี่ใหญ่ ข้าฝากด้วย!”
นอกจากตระกูลเหยาแล้ว คนอื่นล้วนเป็นคนรู้จักของสวี่โม่ทั้งสิ้น
ดังนั้นต่อไป…
บ่าวรับใช้ตัวน้อยของตระกูลจ้าวพูดจาตะกุกตะกัก “ขอลิ้นจี่
สาม…สามสิบชั่ง”
เสี่ยวเอ้อร์ที่รับผิดชอบขายของของตระกูลเลี่ยวเบิกตาโพลง
ทันที
แม้ว่าลิ้นจี่จากหลิงหนานจะถูกลดราคาลงมาเหลือสิบตำลึงแล้ว
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกบ้านจะกินหลายสิบชั่งได้ในคราวเดียว เงินหลายร้อย
ตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ ที่สำคัญที่สุด การกินลิ้นจี่ทั้งหมดในวัน
เดียวอาจทำให้เป็นร้อนในได้ด้วย
แต่บ่าวของตระกูลจ้าวยืนยันหนักแน่น “นายท่านของพวกข้า
ต้องการจัดเลี้ยงแขก ต้องใช้ลิ้นจี่สามสิบชั่ง”
เลี่ยวเอ้อร์รู้สึกลังเลใจ แต่ตระกูลจ้าวก็มีตำแหน่งเจ้าหน้าที่กรม
อาลักษณ์อยู่ ตระกูลเลี่ยวไม่กล้าทำให้ขุ่นเคืองเด็ดขาด จึงจำต้องชั่ง
ลิ้นจี่สามสิบชั่งขายให้อย่างซื่อตรง
ลูกค้าที่มาทีหลังล้วนซื้อกันแค่หนึ่งหรือสองชั่ง กระทั่งถึง
ตระกูลฉีก็ซื้อสามสิบชั่งอีกคน
“นายท่านของข้าต้องการจัดงานเลี้ยงลิ้นจี่” บ่าวรับใช้ผู้นั้นกล่าว
อย่างไม่สะทกสะท้าน “มีญาติห่าง ๆ คนหนึ่งที่ชอบกินลิ้นจี่เป็นพิเศษ”
แต่ลิ้นจี่ของตระกูลเลี่ยวไม่ได้มีไม่จำกัด
ตระกูลจ้าวเอาไปสามสิบชั่ง ขายให้คนอื่นไปห้าสิบชั่ง ตอนนี้
เหลือเพียงยี่สิบชั่งเท่านั้น
“ยี่สิบชั่งก็ยี่สิบชั่ง” บ่าวตระกูลฉีตัดสินใจจ่ายเงินสองร้อยตำลึง
อย่างเด็ดเดี่ยว
คนที่ต่อแถวอยู่ข้างหลังต่างพากันบ่น แต่พวกเขาก็ไม่มี
ทางเลือกนอกจากแยกย้ายกันไป
เสี่ยวเอ้อร์ก้มหัวคำนับ “อีกสิบวันจะมีลิ้นจี่มาส่งอีกหนึ่งร้อยชั่ง
ขอเชิญทุกท่านมากันแต่เช้า ขายหมดก็หมดเลยนะขอรับ”
ความจริงแล้วด้วยกำลังทรัพย์ของตระกูลเลี่ยว พวกเขาสามารถ
ขนลิ้นจี่มาได้วันละหนึ่งร้อยชั่ง แต่เพื่อควบคุมผลกำไร และเพื่อสร้าง
ความรู้สึกว่า “สิ่งนี้มีเฉพาะบนสวรรค์ หาได้ยากในโลกมนุษย์”
ตระกูลเลี่ยวจึงควบคุมปริมาณลิ้นจี่ไว้ที่สามร้อยชั่งต่อเดือนอย่าง
เคร่งครัด
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ของหายากจึงมีค่า ทั้งในตอนนี้และในอนาคต
ลิ้นจี่ห้าสิบชั่งถูกส่งจากตระกูลฉีและตระกูลจ้าวมาที่ร้านจิ่วเจิน
เจิ้งหรูเชียนใจกว้างเลือกออกมาสิบชั่ง แบ่งให้สองตระกูลนำกลับไป
“เช่นนี้ไม่ได้ขอรับ” สองบ่าวโบกมือปฏิเสธ
เจิ้งหรูเชียนยิ้มพราย “พวกเราสามารถซื้อลิ้นจี่ได้ทั้งหมดก็
เพราะพี่ชายทั้งสองที่ช่วยเหลือ นี่เป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ จาก
ร้านจิ่วเจิน ท่านต้องรับมันกลับไป ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่มีหน้าไป
อธิบายให้พี่ใหญ่ฟังแล้ว”
สุดท้าย เขายังห่อขนมอีกหลายชิ้นพร้อมกับลิ้นจี่จากฉวนอวี๋ให้
อีกหลายชั่ง ก่อนจะส่งสองบ่าวกลับไปอย่างมีความสุข
ลิ้นจี่ที่เหลือสี่สิบชั่งถูกส่งไปยังโรงผลิต เพื่อให้ท่านป้าท่านน้า
ทั้งหลายปอกเปลือกคว้านเมล็ด จากนั้นใส่น ้าผึ้งหอมหมื่นลี้และหรู่
เล่าไคว่ แล้วนำไปแช่แข็งในห้องเย็นใต้ดินเพื่อทำเป็นลิ้นจี่แช่เย็น
สิบวันต่อมา…
ตระกูลเหยาและตระกูลโต้วก็ทำเช่นเดียวกัน พวกเขาซื้อลิ้นจี่
กลับไปหกสิบชั่ง
เมื่อรวมกับลิ้นจี่ชุดที่สี่หกสิบชั่งที่ส่งมา ห้องใต้ดินก็เต็มไปด้วย
ลิ้นจี่และน ้าแข็ง
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปจนถึงเดือนแปด
พลังของปลายฤดูร้อนนั้นรุนแรงยิ่งกว่าฤดูร้อน แสงแดดที่แผด
เผาทำให้ผู้คนทนไม่ไหว นอกจากคนที่ต้องออกไปทำงานข้างนอก
คนส่วนใหญ่ก็ซ่อนตัวอยู่ในบ้านเพื่อหลบร้อน
การได้ดื่มหวานเย็น ๆ สักถ้วย จิบน ้าผลไม้เย็น ๆ อีกสองอึก
หรือสำหรับคนที่ไม่มีเงินก็ดื่มน ้าถั่วเขียวสักหน่อย ก็ช่วยให้รู้สึก
สบายขึ้นได้
ในเรือนเล็ก
เจียงเซิงนั่งหลบอยู่ในร่ม มือถือขนมซูซานที่พ่อครัวใหญ่ทำเอง
ใช้ช้อนไม้เล็ก ๆ ที่พี่ห้าแกะสลัก ตักขนมซูซานที่เนื้อเนียนนุ่มขึ้นมา
ทันทีที่มันเข้าปาก คลื่นความร้อนก็หายไปหมด
น่าเสียดายที่ขนมซูซานนุ่มและละลายเร็วเกินไป แค่สามคำห้า
คำก็เห็นก้นถ้วยแล้ว
นางลากเท้าไปที่ห้องครัว ก่อนที่จะได้เอ่ยปาก ป้าจางก็ปฏิเสธ
“เด็กผู้หญิงกินน ้าแข็งมากไปจะไม่ดี เจ้าไม่ควรกินอีก”
เมื่อพูดจบ อีกฝ่ายก็เก็บถ้วยเปล่ากับช้อนไม้เล็ก ๆ ไป
เจียงเซิงมีสีหน้าเศร้าสร้อย ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบ ๆ
นึกถึงลิ้นจี่แช่เย็นที่อยู่ในห้องใต้ดิน
ในฐานะเจ้าของร้านจิ่วเจินครึ่งหนึ่ง การลองชิมก่อนคงไม่เกินไป
กระมัง
“อย่าคิดจะกินลิ้นจี่แช่เย็นเชียว” ป้าจางพูดโดยไม่ต้องหันหลังมา
ก็รู้ว่านางกำลังคิดอะไร “นอกจากจะกลัวว่าการกินมันจะทำให้เจ้า
ปวดท้องแล้ว หรูเชียนก็กำลังเตรียมจะขายมันด้วย”
ตอนนี้แค่รอลิ้นจี่ชุดสุดท้ายของตระกูลเลี่ยวส่งมาเท่านั้น
ในขณะเดียวกันก็ต้องหาคนที่สามารถช่วยซื้อจำนวนมากได้
ด้วย
ตระกูลเหยา ตระกูลฉี ตระกูลโต้ว ตระกูลจ้าว ต่างก็ออกหน้า
ช่วยไปแล้ว เพื่อไม่ให้ตระกูลเลี่ยวสงสัย จึงควรหาตระกูลอื่นมาช่วย
แต่จะหาคนที่ไว้ใจได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน
เจียงเซิงรู้สึกกังวลใจ จึงกำชับป้าจางเสียงหนึ่ง แล้วเดินฝ่าคลื่น
ความร้อนออกไปข้างนอก มุ่งหน้าไปยังร้านจิ่วเจิน
นางเพิ่งปีนขึ้นไปบนรถม้า พ่อครัวใหญ่ก็ถือปลาตัวหนึ่งเดินสวน
มา “แม่หนู มื้อกลางวันเป็นปลานะ ปลาตุ๋นน ้าแดง”
“ได้เลยเจ้าค่ะ พ่อครัวใหญ่!” เจียงเซิงยกม่านขึ้น ตอบเสียงใส
“เดี๋ยวข้าจะกลับมากิน”
คลื่นความร้อนช่างรุนแรงเหลือเกิน แค่พริบตาเดียว ผมนางก็
เกือบจะไหม้เกรียมอยู่แล้ว
นางรีบหดหัวกลับเข้าไป ปล่อยให้พ่อครัวใหญ่เคาะประตูปัง ๆ
รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรีบร้อน ในไม่ช้าก็ถึงจุดหมาย
นางคิดว่าในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ ร้านจิ่วเจินคงจะเงียบเหงาซบ
เซา แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้านนอกกำลังคึกคักมาก มีผู้คนมากมาย
เดินกันขวักไขว่ไปมา
เจียงเซิงเปิดม่าน เห็นกระบุงใส่ลิ้นจี่ถูกยกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
นี่หมายความว่า พวกเขาหาคนช่วยได้แล้วหรือ
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….