พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 336 ส่งของให้ตระกูลเลี่ยว
ภายในร้านจิ่วเจิน
เจิ้งหรูเชียนสวมเสื้อผ้าฝ้าย ประสานมือคำนับเด็กหนุ่มในชุดเสื้อ
คลุมปักลาย “ขอบคุณคุณชายจูมาก บุญคุณของคุณชายจู ข้าจะ
ไม่มีวันลืมเลยขอรับ”
ใครจะคิดว่า สุดท้ายแล้วจูซือหวนจากตระกูลจูจะเป็นคน
ช่วยเหลือ ไม่เพียงแต่ซื้อลิ้นจี่จากตระกูลเลี่ยว แต่ยังซื้อมาทั้งหมด
ด้วย
ทั้งหมดร้อยชั่งอยู่ที่นี่
“ช่วยเหลือมิตรสหายเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่” จูซือหวนโบกมือ
พลางหัวเราะ “หวังแค่ว่าเมื่อพี่สวี่สอบตำแหน่งฮุ้ยหยวนได้แล้ว จะไม่
ลืมข้า สหายของเขา”
“แน่นอน ๆ” เจิ้งหรูเชียนหัวเราะ ก่อนจะพูดคุยกัน
แม้ว่าตระกูลจูจะเป็นคนของตระกูลฟาง แต่จูซือหวนผู้นี้มีความ
จริงใจอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ติดขัดด้วยความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย จึง
ไม่กล้าสนิทสนมลึกซึ้ง การที่เขายื่นมือช่วยเหลือเรื่องลิ้นจี่ในครั้งนี้ก็
นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
เจิ้งหรูเชียนตอบแทนด้วยการมอบลิ้นจี่สิบตำลึงและขนมอบ
บางอย่างให้เขา
หลังจากร้านจิ่วเจินกลับสู่ความสงบ เจียงเซิงก็เดินมาพร้อมกับ
ใบหน้ากลมแดง ถามอย่างคาดหวังว่า “พี่รอง พวกเราจะเริ่มได้หรือ
ยัง?”
ตั้งแต่ตัดสินใจรับซื้อลิ้นจี่มาจนถึงตอนนี้ พวกเขาลงทุนไปแล้ว
สามพันเจ็ดร้อยตำลึง เกือบเท่ากับทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้าน
แม้เจียงเซิงจะกล้าหาญเพียงใดก็อดรู้สึกกลัวไม่ได้
กลัวว่าจะขาดทุน กลัวว่าจะไม่ได้ทุนคืน กลัวว่าจะขายไม่ได้
แต่ลิ้นจี่ก็รับซื้อเข้ามาแล้ว ในห้องใต้ดินกำลังเติมจำนวนน ้าแข็ง
อย่างต่อเนื่อง ลูกธนูเมื่ออยู่บนสายแล้วก็จำต้องยิงออกไป
แทนที่จะรอคอยด้วยความหวาดกลัว ไม่สู้รีบรู้ผลลัพธ์เสียดีกว่า
เจิ้งหรูเชียนลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ ตอบเสียงนุ่ม “ได้ เริ่มกันเลย
เถอะ”
นอกจากการต่อสู้ทางการค้าแล้ว การกลับมาซื้อขายตามปกติ
ทำให้ทุกอย่างเบาลง
เพื่อเป็นการขอบคุณและเพื่อเพิ่มมูลค่าของลิ้นจี่แช่เย็น เจิ้งหรู
เชียนสั่งให้ส่งลิ้นจี่แช่เย็นไปให้ตระกูลเหยา ตระกูลโต้ว ตระกูลฉี และ
ตระกูลจ้าว ตระกูลละหนึ่งชุด แม้แต่จูซือหวนเขาก็ยังแอบส่งไปให้
หนึ่งจาน
ส่วนตระกูลเจียงก็ไม่อาจมองข้ามได้ ไม่เพียงต้องส่งให้ แต่ยัง
ต้องส่งให้มากกว่าด้วย
สองจานสำหรับฮูหยินผู้เฒ่าเจียง สองจานสำหรับบ้านรอง
ตระกูลเจียง
ลิ้นจี่ที่นำออกมาจากบ่อเก็บน ้าแข็งนั้นเดิมทียังแข็งอยู่บ้าง แต่
หลังจากพักไปสักครู่ พวกมันก็จะอ่อนนุ่มมากขึ้น เมื่อเนื้อผลไม้เริ่มมี
ร่องรอยของเกล็ดน ้าแข็ง นั่นคือช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกิน
สตรีตระกูลใหญ่กัดลิ้นจี่ครึ่งลูกเบา ๆ สัมผัสถึงความหวานสด
ชื่นของเนื้อลิ้นจี่ก่อน ตามด้วยรสหอมหวานและเข้มข้นของน ้าผึ้ง
หอมหมื่นลี้ สุดท้ายคือความกรอบเย็นของน ้าแข็ง ขับไล่ความร้อน
ทั้งหมดออกไป
ส่วนคนที่ไม่ถือตัวก็สามารถยัดทั้งชิ้นเข้าปากได้ สัมผัสถึงความ
เย็นเฉียบบนลิ้นและริมฝีปาก เพลิดเพลินกับน ้าลายที่หลั่งออกมา
จากการกระตุ้น แล้วค่อย ๆ กัดเนื้อผลไม้จนแตก ปล่อยให้ความสด
ชื่นและความหอมหวานผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นวิธีการกินแบบไหน ก็เพียงพอจะทำให้คนตระกูล
ใหญ่ในเมืองหลวงที่เคยเบื่อหน่ายกับขนมซูซานและปิงเล่าต้องตก
ตะลึง
แน่นอนว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือลิ้นจี่นั่นเอง
ด้วยความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของตระกูลเลี่ยว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การได้กินลิ้นจี่สองคำในฤดูกาลก็ถือเป็น
เกียรติมากแล้ว ส่วนลิ้นจี่นอกฤดูกาลนั้นถือว่ามีค่าเทียบเท่ากับอัญ
มณีล ้าค่าในเครื่องประดับเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ยังทำให้เหยาซือชิงรู้สึก
ประทับใจมาก วันรุ่งขึ้นนางจึงสั่งเพิ่มอีกห้าจาน
ใช่แล้ว พวกเขาขายเป็นจาน
เจียงเซิงคิดว่าราคาของลิ้นจี่ในตอนนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด
จะบอกว่าแพงก็ไม่ได้แพงเหมือนแต่ก่อน จะบอกว่าถูกก็ไม่ได้ถูกนัก
ลิ้นจี่แช่เย็นราคาห้าสิบตำลึงดูแพงเกินไป แต่ถ้าราคาสิบตำลึงก็ขาย
ไม่ได้กำไรอีก
เช่นนั้นก็ไม่สู้ใช้จานเสียเลย ใส่ลิ้นจี่ลงไปประมาณสามสิบลูก
ขายราคาสี่สิบต้าลึง
หากหักน ้าหนักของน ้าแข็งและเนื้อไส้ออกแล้ว กำไรก็นับว่าไม่
น้อยเลยทีเดียว
หลังจากตระกูลเหยา ตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นก็ทยอยสั่งซื้อ ใน
เวลาเพียงไม่กี่วันก็ได้เงินทุนสามพันเจ็ดร้อยตำลึงคืนมาแล้ว
แม้แต่บ้านรองตระกูลเจียงก็ยังสั่งไปหลายจาน
เรือนเล็ก
เจียงเซิงใช้ตะเกียบคีบปลาตุ๋นน ้าแดงขึ้นมา พลางรู้สึกผิดหวัง
เล็กน้อย “เราได้แค่เงินคุ้มทุนหรือ?”
“ลิ้นจี่สามร้อยสี่สิบชั่ง ขายไปเพียงร้อยกว่าชั่งก็คุ้มทุนแล้ว ถือว่า
ใช้ได้” เจิ้งหรูเชียนคีบก้างปลาออกให้นาง “ทั้งหมดที่เหลือก็เป็น
กำไร”
เจียงเซิงจึงโล่งใจ ตั้งใจกินปลาต่อ
จางเซียงเหลียนถนัดทำขาหมูตุ๋น แต่ไม่ค่อยเก่งเรื่องอาหาร
ประเภทปลา ดังนั้นในเรือนเล็กจึงกินเนื้อมากกว่า
หลังพ่อครัวใหญ่รู้เรื่อง จึงอาสามาช่วยทำปลาตุ๋นอย่าง
กระตือรือร้น
พวกเด็ก ๆ ต่างเข้าใจความคิดของเขา จึงพยักหน้ารับด้วยความ
เต็มใจ แต่ไม่คิดว่าฝีมือของพ่อครัวใหญ่จะยอดเยี่ยมขนาดนี้ ปลาตุ๋น
ที่ทำออกมา เจียงเซิงสามารถกินได้หมดทั้งตัว ทั้งยังอยากกินต่ออีก
จางเซียงเหลียนรู้สึกเป็นห่วงเด็กน้อยของนาง จึงต้องเอ่ยปาก
ขอให้พ่อครัวใหญ่มาช่วยอีกครั้ง
ในเมื่อเขาช่วยมาถึงขนาดนี้แล้ว การไม่เชิญให้อยู่กินข้าว
ด้วยกันก็ดูจะเกินไปหน่อย
ดังนั้นพ่อครัวใหญ่จึงนั่งอย่างสง่าผ่าเผยที่โต๊ะอาหารในเรือนเล็ก
คอยคีบอาหารให้จางเซียงเหลียน
“น้องสาวเซียงเหลียน เจ้าลองชิมอันนี้สิ เนื้อใต้ตาปลานี่อร่อย
ที่สุดแล้ว ทั้งนุ่มทั้งหอมที่สุด” พ่อครัวใหญ่ตักให้ด้วยความยินดียิ่ง
แรกเริ่มจางเซียงเหลียนตักให้เจียงเซิง แต่ต่อมาก็หน้าแดงแล้ว
เม้มปากกินเอง”สิ่งนี้ สิ่งนี้ก็อร่อย ปากปลาเป็นส่วนที่ดีที่สุด” พ่อครัว
ใหญ่คีบอาหารอีกคำ
จางเซียงเหลียนโบกมือปฏิเสธ
เขาเป็นคนที่รู้จักมารยาท จึงรีบเปลี่ยนทิศทางไปวางอาหารใน
ชามของเจียงเซิง “เด็ก ๆ กินให้อร่อยนะ กินให้เยอะ ๆ”
“ขอบคุณพ่อครัวใหญ่เจ้าค่ะ” เจียงเซิงตอบอย่างใสซื่อ แล้วกิน
ปลาตุ๋นน ้าแดงจนหมดเกลี้ยง
หลังจากกินเสร็จแล้ว ก็ยังมีงานที่ต้องทำต่อ
ด้วยตระกูลใหญ่ที่สั่งซื้อลิ้นจี่แช่เย็นมีมากมาย ร้านจิ่วเจินที่เคย
เงียบเหงา ตอนนี้กลับมาคึกคักวุ่นวายแล้ว
ทั้งคนคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย ต่างพากันมาซื้อลิ้นจี่แช่เย็น
เจียงเซิงเพิ่งเก็บเงินจากตระกูลจ้าวเสร็จ ก็เห็นสาวใช้คนหนึ่งยืน
อยู่ตรงหน้า ใบหน้าของอีกฝ่ายดูเย็นชาและไม่พอใจ “ข้าต้องการ
ลิ้นจี่แช่เย็นหนึ่งจาน”
“ขอที่อยู่ ราคาสี่สิบตำลึง แล้วพวกเราจะส่งไปให้ทันทีเจ้าค่ะ”
เจียงเซิงก้มหน้าจดบันทึกไม่ได้เงยหน้ามอง
สาวใช้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยออกมา “ตระกูลเลี่ยว ถนน
ตะวันออก”
ลายมือของเจียงเซิงเลอะเทอะอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เมื่อชะงัก
กะทันหัน มันก็ยิ่งอ่านไม่ออก
นางนึกเสียดายที่ต้องดึงกระดาษออก แล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ “สี่
สิบต้าลึง เดี๋ยวข้าจะจัดคนไปส่งให้”
ลิ้นจี่แช่เย็นนั้นพิเศษกว่าปกติ กล่องไม้ธรรมดาไม่เพียงพอ
สำหรับขนส่งลิ้นจี่แช่เย็น จำเป็นต้องใช้น ้าแข็งก้อนใหญ่และห่อด้วย
ผ้านวมเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ละลาย
สาวใช้แค่นเสียงเย็นชา แล้วโยนเงินห้าสิบตำลึงออกมา
จางเซียงเหลียนใช้กรรไกรขนาดใหญ่ตัดออกสองชิ้น ชั่งให้ครบ
สิบตำลึงแล้วส่งคืนให้
“ไม่ต้องหรอก” สาวใช้ไม่ยื่นมือมารับ “สิบตำลึงนี้เป็นรางวัลที่
ตระกูลเลี่ยวมอบให้พวกเจ้า”
คำว่า ‘รางวัล’ ช่างน่าสนใจนัก
มีเพียงนายกับบ่าวหรือชนชั้นสูงกับคนชั้นต ่าเท่านั้นที่สามารถ
ใช้คำนี้ได้
แม้ร้านจิ่วเจินจะเป็นเพียงร้านขนมหวาน จัดเป็นชนชั้นพ่อค้า
แต่ก็ไม่เคยได้รับการดูถูกอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้มาก่อน
จางเซียงเหลียนรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
เจียงเซิงกลับนิ่งสงบ ยื่นมือรับเงินสิบตำลึงนั้นมาอย่างไม่แยแส
และกล่าวว่า “ตระกูลเลี่ยวใจกว้างนัก ขอบคุณพวกเขาแทนข้าด้วย”
สาวใช้เห็นว่าคำพูดยั่วยุใช้ไม่ได้ผล จึงหันหลังกลับไปอย่าง
โกรธเคือง
จางเซียงเหลียนยังคงรู้สึกกังวล “เจียงเซิงน้อย ไปเรียกหรูเชียน
มาเถอะ ตระกูลเลี่ยวต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ พวกเราไม่ควรส่งลิ้นจี่แช่
เย็นไปให้พวกเขานะ”
กิจการของร้านจิ่วเจินกำลังรุ่งเรืองมาก เจิ้งหรูเชียนก็มีนิสัยอยู่
นิ่งไม่ได้ จึงไปยุ่งกับงานอื่นแล้ว
เจียงเซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัว “ไม่ต้องตามพี่รองมา
หรอกเจ้าค่ะ ไม่ต้องให้พวกท่านป้าไปด้วย ข้าจะไปเอง”
บางทีอาจจะเป็นความกล้าหาญที่ท่านย่ามอบให้ หรืออาจเป็น
เพราะรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วเจิ้งหรูเชียนจะต้องออกเดินทางไกลอีกครั้ง
เด็กหญิงที่เคยได้รับการปกป้องจากเหล่าพี่ชายจึงเริ่มจะยืนหยัดด้วย
ตัวเอง
พวกเขาเป็นแค่ตระกูลเลี่ยวเท่านั้น ไม่ถึงขั้นทำให้คนต้อง
หวาดกลัวหรอก
อีกอย่าง เจียงซานและเจียงซื่อก็ไปกับนางด้วย
หลังจากเจียงเซิงจัดการกับเงินเสร็จแล้ว ก็ให้ต้ายามาจดบันทึก
ขณะที่เธอนั่งรถม้าและรีบไปที่โรงผลิตเพื่อนำลิ้นจี่แช่เย็นออกมา
ก่อนจะเดินทางไปยังจวนตระกูลเลี่ยว