พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 337 สองซี่ฟัน
แม้จะเป็นคนตระกูลใหญ่เหมือนเดียวกัน แต่ขนาดของตระกูล
เลี่ยวนั้นด้อยกว่าตระกูลเจียงอย่างเห็นได้ชัด
เจียงเซิงก้าวข้ามธรณีประตูที่สูงถึงน่อง มายืนอยู่หน้าประตู
ไม้แดงบุทองเหลือง
“คุณหนู ท่านจะไปจริง ๆ หรือ?” เจียงซานยังคงเตือนอยู่ด้านหลัง
“ถึงท่านจะไป ก็ควรพาคุณชายไปด้วยนะขอรับ”
ทุกครั้งที่พี่น้องประสบกับปัญหา พวกเขาจะร่วมกันฝ่าฟันไป
ด้วยกัน
ข้อดีคือพวกเขาสามารถฝ่าฟันคลื่นพายุและเอาชนะทุกสิ่งที่
ขวางทางได้
ส่วนข้อเสีย…
ไม่มี
เจียงเซิงก็ชอบที่จะแก้ไขปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคไปพร้อมกับ
พี่ชายทั้งหลาย
แต่เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น ย่อมมีเวลาที่ต้องเผชิญพายุฝนตาม
ลำพัง
พี่ใหญ่เผชิญกับความยากลำบากในกั๋วจื่อเจี้ยนและต้อง
แก้ปัญหาด้วยตนเอง พี่รองท่องเที่ยวอยู่ภายนอกก็ทำได้เพียงพึ่งพา
ตัวเอง ส่วนพี่สามก็กำลังต่อสู้เพียงลำพังที่ชายแดนทางเหนือ ดังนั้น
นางย่อมสามารถเผชิญหน้ากับตระกูลเลี่ยวได้ด้วยตนเองเช่นกัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตระกูลเลี่ยวมองคนอื่นเป็นเพียงมดปลวก มีแค่
นางเท่านั้นที่มีตระกูลเจียงเป็นเครื่องรางคุ้มครอง
“วางใจเถอะ” เจียงเซิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ตระกูลเลี่ยวไม่กล้า
แตะต้องข้าหรอก”
ขณะกำลังเอ่ยอยู่นั้น เจียงซื่อก็เคาะห่วงทองแดงแล้ว
ประตูใหญ่ของจวนตระกูลเลี่ยวถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว คนเฝ้า
ประตูโผล่หัวออกมาดูพลางถาม “ใคร”
“ร้านจิ่วเจิน มาส่งลิ้นจี่เจ้าค่ะ” เจียงเซิงเลียนแบบน ้าเสียงสุขุม
และสง่างามของพี่ใหญ่
คนเฝ้าประตูชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบเปิดประตู ทำท่าทางสำรวม
เคารพ “เชิญด้านในขอรับ”
ทั้งสามคนเดินตามกันไป ผ่านศาลาและระเบียงทางเดิน ข้ามซุ้ม
ประตูสวน ในที่สุดก็หยุดอยู่หน้าลานหลักที่กว้างขวางสว่างไสว
มีสาวใช้รูปร่างอวบอ้วนคนหนึ่งมาต้อนรับ นำพวกเขาเข้าไปใน
ห้องรับรองแขก ทั้งยังชงชาให้อีกด้วย
ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ คนในตระกูลเลี่ยวก็ยังมีท่าทีค่อนข้าง
สุภาพดี
เจียงเซิงวางลิ้นจี่แช่เย็นไว้ในจุดที่เห็นได้ชัดเจนอย่างเงียบ ๆ แล้ว
รอให้มีคนมาพูดคุย
อย่างไรก็ตาม หลังจากรอมานานแล้ว จนน ้าแข็งชั้นนอกที่คง
ความเย็นละลายไปบ้าง แต่กลับยังไม่มีใครมา
เจียงซานใจร้อน “คุณหนู ในเมื่อพวกเรามาส่งของแล้ว ก็
กลับกันเถอะขอรับ”
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นพ่อค้า ไม่ได้สูงศักดิ์เหมือนคนตระกูลใหญ่
แต่ก็ไม่ควรถูกปฏิบัติอย่างเย็นชาเช่นนี้
แต่พวกเขาก็จำเป็นต้องตรวจสอบการส่งมอบลิ้นจี่แช่แข็งอย่าง
ละเอียด เพื่อรับรองว่าไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นระหว่างการส่งมอบ
สินค้าทั้งสองฝ่าย
เจียงเซิงครุ่นคิดสักครู่แล้วเอ่ยว่า “รออีกสักพักเถอะ”
นางยกถ้วยชาขึ้นมา เลียนแบบท่าทางของท่านย่า ใช้ฝาถ้วย
เขี่ยใบชาที่ลอยอยู่เบา ๆ แล้วดมกลิ่น
กลิ่นหอมของชาเข้มข้น ใบชาเขียวคลี่ตัวอย่างสวยงาม แม้แต่
คนที่ไม่รู้เรื่องชาก็สามารถรู้สึกได้ว่าใบนี้ต้องมีราคาแพงมากแน่
ไม่ว่าจะเป็นเพราะตระกูลเลี่ยวใจกว้าง ปฏิบัติต่อพ่อค้าตัวเล็ก ๆ
เป็นอย่างดี หรือเพราะต้องการแสดงให้เห็นความมั่งคั่ง ว่าแม้แต่ชา
สำหรับแขกของพวกเขาก็เป็นของมีคุณภาพ เจียงเซิงก็ไม่รู้
กระทั่งมีเสียงทุ้มต ่าของชายคนหนึ่งดังมาจากห้องด้านใน
“รสชาติดีหรือไม่ นี่คือชาหลงจิ่งที่ดีที่สุดของทะเลสาบซีหู ราคาชั่งละ
สามพันตำลึง”
หนึ่งชั่งเท่ากับสิบหกเหลี่ยง แต่ละเหลี่ยงต้องใช้เงินเกือบสองร้อย
ตำลึง
หนึ่งตำลึงเท่ากับสิบเฉียน แต่ละครั้งที่ชงต้องใช้ใบชาครึ่งเฉียน
เช่นนั้น ถ้วยชาในมือนี้มีมูลค่าอย่างน้อย…
“สิบตำลึง ชาถ้วยนี้ราคาสิบตำลึง” ชายวัยกลางคนเดินออกมา
อย่างเกียจคร้าน เขามีพุงกลมนิด ๆ ผิวพรรณเหมือนเงินที่ส่อง
ประกาย ดวงตากลมโต อ้วนท้วนสมบูรณ์
เมื่อมองแวบแรก เขาดูคล้ายเจียงเฉิงเยวี่ยน แต่เมื่อพินิจดูดี ๆ
กลับเห็นว่าคล้ายเจียงเซิงมากกว่า
สมกับคำกล่าวว่าหลานชายมักมีหน้าตาคล้ายกับลุงจริง ๆ
เจียงเซิงวางถ้วยชาในมือลงอย่างระมัดระวัง “นายท่านเลี่ยว
มาแล้ว ลิ้นจี่แช่เย็นสี่สิบตำลึงส่งมาถึงแล้วเจ้าค่ะ รบกวนท่านช่วย
ตรวจสอบด้วย หากไม่มีข้อผิดพลาด พวกข้าก็จะกลับร้านจิ่วเจิน”
นายท่านเลี่ยวชะงัก เหมือนเขาไม่คาดคิดว่าเด็กหญิงรูปร่างอวบ
อิ่มผู้นี้ จะมีหน้าตาคล้ายตนเองมาก ทำให้สายตาที่มองมาซับซ้อน
ขึ้นหลายส่วน “เจ้าคือเจียงเซิงใช่หรือไม่? บุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูล
เจียง? ข้าคือท่านลุงของเจ้า เจ้าควรคำนับทักทายข้าสิ”
ท่านลุง?
กระทั่งมารดายังไม่มี แล้วนางจะไปมีท่านลุงที่ไหน
เจียงเซิงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีขบขัน “วันนี้ข้ามาในนามของร้านจิ่ว
เจิน หากวันใดพวกเราได้พบกันที่ตระกูลเจียง ค่อยทักทายกันใน
ฐานะลุงหลานก็ยังไม่สายเจ้าค่ะ”
นี่หมายความว่านางไม่เต็มใจที่จะยอมรับเขาในฐานะลุง
สีหน้าของนายท่านเลี่ยวเคร่งขรึมลง คิดจะตำหนิ “ข้าเป็นลุงของ
เจ้า ให้เจ้าคำนับเจ้าก็ไม่ยอม แต่ยังจะเป็นศัตรูกับข้าเรื่องการค้าลิ้นจี่
อีก ดูท่าแม่ของเจ้าคงไม่ได้สั่งสอนให้ดีสินะ”
เจียงเซิงขมวดคิ้ว
“ราชวงศ์ต้าอวี๋ปกครองด้วยความกตัญญู เจ้าเป็นเพียงคนรุ่น
หลังแต่กลับไม่เคารพผู้อาวุโส แม้แต่ลุงแท้ ๆ ก็ยังไม่ยอมรับ แล้วเจ้า
จะยอมรับใครอีก?” นายท่านเลี่ยวยังคงดุด่า “แล้วลิ้นจี่ของร้านจิ่ว
เจินเล่า มันเป็นของจากตระกูลเลี่ยวไม่ใช่หรือ? กล้าเอาลิ้นจี่ไปแช่
แข็งขายแบบนี้ เจ้าช่างมีเล่ห์เหลี่ยมจริง ๆ !”
เจียงเซิงขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก
นางรู้มานานแล้วว่าตระกูลเลี่ยวไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์ใจ แต่เมื่อ
ได้ยินคำกล่าวหาทั้งหมดนี้ ก็ยังอดรู้สึกขำไม่ได้
สงครามการค้าก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ใครมีความคิดมากกว่าก็
สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ใครมีโอกาสที่ดีกว่าก็จะประสบ
ความสำเร็จ
ตระกูลเลี่ยวยอมเสียผลกำไรและกดราคาลิ้นจี่ลงได้ ร้านจิ่วเจินก็
สามารถแช่แข็งลิ้นจี่แล้วรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมได้เช่นกัน
ตอนนี้เท่ากับว่าตระกูลเลี่ยวแพ้แล้ว การที่พวกเขาจะคับแค้นก็
เข้าใจได้ แต่การโยนความผิดให้กับร้านจิ่วเจินกลับทำให้พวกเขาดู
ไร้สาระ
เจียงซานและเจียงซื่ออยากจะลงมือสั่งสอนพวกเขา
เจียงเซิงห้ามพวกเขาเอาไว้ นึกถึงวิธีการที่พี่ห้าอาจจะใช้ ไม่
เพียงแต่ไม่โกรธ แต่กลับยิ้มหวานและกล่าวว่า “นายท่านเลี่ยวเดาถูก
แล้ว ลิ้นจี่ที่พวกข้าขายอยู่ตอนนี้ซื้อมาจากตระกูลของท่านจริง ๆ ที่
พวกข้ามีสินค้าให้ขายในวันนี้ได้ ต้องขอบคุณพวกท่านทั้งหมด”
เช่นเดียวกับการขนส่งลิ้นจี่ เช่นเดียวกับการทำสงครามการค้า
ตระกูลเลี่ยวยอมสละผลกำไรมหาศาล ซึ่งเปิดโอกาสให้ร้านจิ่วเจิน
นายท่านเลี่ยวแทบหายใจไม่ออก เกือบจะโกรธจนสลบไป
ทว่าเจียงเซิงกลับยิ้มไร้เดียงสา ในดวงตากลมโตเต็มไปด้วย
ความกตัญญู
นายท่านเลี่ยวรู้สึกอับอายขายหน้า เขาโกรธจัดจนตัวสั่นพลาง
ยกมือขึ้นสูง
เจียงซานกับเจียงซื่อพร้อมชักดาบออกมาทันที แม้จะทำให้ที่นี่
นองเลือดก็ไม่สนใจ
แต่ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดี ด้วยมีตระกูลเจียงและฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
คอยดูแล นายท่านเลี่ยวย่อมไม่กล้าเหวี่ยงมือลงมา ต่อให้เขาจะยก
มันขึ้นสูงแค่ไหน
ทำได้เพียงแสร้งทำตัวเป็นท่านลุง ใช้สถานะของผู้อาวุโสกดดัน
คนอื่น และระบายความคับข้องใจออกมาบ้างเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เจียงเฉิงเยวี่ยนที่รีบร้อนมานั้นกลับไม่รู้เรื่องนี้
เมื่อประตูห้องรับรองของตระกูลเลี่ยวถูกเตะออก ภาพนายท่าน
เลี่ยวที่กำลังยกมือขึ้นสูงก็ปรากฏแก่สายตา ความโกรธพลันพลุ่ง
พล่านในตัวเด็กหนุ่ม ร่างกายที่แข็งแรงและทรงพลังหมุนตัวกลาง
อากาศหนึ่งรอบ พุ่งเข้าไปข้างหน้าด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด แล้ว
ยกเท้าขึ้นเตะทันที
โครม! นายท่านเลี่ยวล้มลงบนโต๊ะ
แค่ก ๆ ! นายท่านเลี่ยวคายฟันที่หักออกมา
ชายวัยกลางคนที่เมื่อครู่ยังโกรธจัด บัดนี้นอนอ่อนแรงอยู่บนพื้น
มุมปากเต็มไปด้วยคราบเลือด ฟันสีเหลืองสองซี่ตกอยู่ตรงหน้า ช่าง
เป็นภาพที่ชวนให้ตกใจและน่าหวาดกลัวเหลือเกิน
“นายท่านเจ้าคะ!” สาวใช้ตระกูลเลี่ยวร้องไห้วิ่งเข้ามา
“น้องสาว” เจียงเฉิงเยวี่ยนก็วิ่งเข้าไปหาเจียงเซิง เมื่อเห็นว่า
เด็กหญิงมีสีหน้างุนงง เขาก็ถอยหลังไปเงียบ ๆ
พี่น้องเจียงเฉิงเฟิงที่ตามมาติด ๆ พอเห็นภาพนี้แล้วก็ย่องไปหลบ
อยู่ตรงมุมห้อง ไม่กล้าส่งเสียงดังแม้แต่น้อย
เสียสติไปแล้ว เสียสติไปแล้วจริง ๆ
อย่างที่นายท่านเลี่ยวกล่าวไว้ ราชวงศ์ต้าอวี๋ปกครองด้วยความ
กตัญญู บิดามารดาอาจจะเอาแต่ใจและไร้เหตุผล แต่บุตรธิดาต้อง
เชื่อฟังและกตัญญู หากถูกพบว่าไม่มีความกตัญญู โทษเบาที่สุดคือ
การถูกคนประณามถ่มน ้าลายใส่ โทษหนักสุดคือถูกถอดยศและไม่มี
โอกาสรับราชการตลอดชีวิต
นายท่านเลี่ยวเป็นถึงลุงแท้ ๆ ของเจียงเฉิงเยวี่ยน เขาอาจจะลง
มือกับร้านของตระกูลเลี่ยวได้ แต่ไม่อาจไม่เคารพนายท่านเลี่ยวได้
ยามนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย ลูกเตะที่ทำให้ฟันสองซี่ของนาย
ท่านเลี่ยวหลุดไป คิดว่าเรื่องคงจบลงด้วยดียากแล้ว