พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 340 จดหมายจากชายแดน
เพียงสองคำนี้ทำให้เลี่ยวซื่อตกใจจนริมฝีปากสั่น วิญญาณแทบ
หลุดลอยไปถึงสวรรค์
สถานที่โหดร้ายเช่นนั้น ทุ่งร้างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด จะให้
ทายาทคนเดียวของตระกูลเจียงไปที่นั่นได้อย่างไร
“ท่านแม่ ท่านแม่กำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ ท่านกำลังหลอกข้า
ใช่หรือไม่เจ้าคะ” เลี่ยวซื่อหัวเราะทั้งน ้าตา “ท่านแม่จะเอาเรื่องแบบนี้
มาล้อเล่นได้อย่างไร มันไม่ควร”
“ข้าไม่ได้หลอกเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงพูดเสียงเรียบ “เขาไป
ชายแดนทางเหนือจริง ๆ ไปรับตำแหน่งแทนบิดาของเขา ไปปกป้อง
ความสงบสุขของบ้านเมือง”
แต่นั่นก็หมายความว่าเขาต้องหลั่งเลือด ต้องบาดเจ็บ หรือ
แม้กระทั่งอาจสิ้นใจในแดนไกล
เลี่ยวซื่อรู้สึกขาอ่อน ยืนแทบไม่อยู่ ตัวโอนเอนพลางส่ายหน้า
“ทำไมเขาต้องไปสถานที่แบบนั้น ทำไมต้องเป็นชายแดนทางเหนือ
อยู่เป็นคุณชายที่เมืองหลวงไม่ดีกว่าหรืออย่างไร ทำไม เป็นเพราะ
ตระกูลเลี่ยวหรือ เป็นเพราะข้า หรือเพราะอะไรกันแน่”
“ใช่ เป็นเพราะ…” เจียงเฉิงอวี๋เพิ่งเอ่ยได้สองคำก็ถูกฮูหยินรอง
เจียงปิดปากอีกรอบ
เป็นเพราะตระกูลเลี่ยว แต่ก็ไม่ได้เป็นเพราะตระกูลเลี่ยวทั้งหมด
ตระกูลเลี่ยวเป็นเพียงตัวเร่งให้เขาก้าวไปข้างหน้า เหตุผลที่
แท้จริงยังคงเป็นเลี่ยวซื่อและความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกที่น่าอึดอัด
เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดที่เขายากจะเผชิญหน้า
ข่าวลือในเมืองหลวงอาจจะฟังดูไม่ดี ชื่อเสียงของเจียงเฉิงเยวี่ยน
ก็อาจจะตกต ่าลง
แต่ตราบใดที่เขาได้รับชัยชนะ ตราบใดที่เขามีชีวิตรอดกลับมา
จากชายแดนทางเหนือ ทุกสิ่งในอดีตก็จะถูกล้างออกไป ผู้คนจะ
จดจำเพียงสถานะและตำแหน่งในปัจจุบันของเขาเท่านั้น
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสนับสนุนให้หลานชายคน
โตของนางจากไป
“ไม่ เป็นไปไม่ได้!” เลี่ยวซื่อยังคงส่ายหน้า “เฉิงเยวี่ยนสัญญากับ
ข้าแล้วว่าจะอยู่ที่เมืองหลวง จะไม่มีวันไปสนามรบ ไม่มีวันเดินตาม
รอยบรรพชน เขาสัญญากับข้าไว้แล้ว!”
แต่บุตรชายจากไปแล้ว ก่อนจากไปยังไม่ยอมมาบอกลานางด้วย
ซ ้า
เลี่ยวซื่อกลั้นเสียงสะอื้น ทรุดตัวลงกับพื้น
นางอาจไม่เชื่อคำพูดของฮูหยินรองเจียง ไม่เชื่อใครในเรือน
ตะวันตก แต่ไม่อาจไม่เชื่อคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงได้
เขาจากไปจริง ๆ แล้ว ไม่สนใจคำขอร้องในอดีตของนาง และ
ก้าวเข้าสู่สนามรบอย่างไม่ลังเล
เผชิญหน้ากับเลือดเนื้อ เผชิญหน้ากับซากศพที่ถูกตัดแขนขา
เผชิญหน้ากับศัตรูที่โหดร้าย
“เฉิงเยวี่ยน เจ้าต้องปลอดภัยกลับมานะ…” เลี่ยวซื่อเปล่งเสียง
ร้องไห้โฮ
ฮูหยินรองเจียงที่อยู่ข้าง ๆ ดวงตาแดงก ่า
มีเพียงคนที่เคยให้กำเนิดบุตรเท่านั้นที่จะเข้าใจการตัดสินใจที่
เด็ดเดี่ยวและโหดเหี้ยมพอที่จะผลักลูกของตัวเองเข้าสู่สนามรบ
เหมือนฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
คนเป็นแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ขอให้ลูกของพวกนางร ่ารวยและ
เจริญรุ่งเรือง แต่เพียงหวังให้พวกลูก ๆ มีชีวิตที่ดี
ขอแค่มีชีวิตอยู่ก็พอ
เลี่ยวซื่อร้องไห้จนเกือบหมดสติ ก่อนที่สาวใช้จะช่วยพยุงนางให้
ลุกขึ้นยืน
อาจเป็นเพราะเสาหลักของชีวิตถูกดึงออกไปแล้ว นางจึงไม่มี
ท่าทีเย็นชาหยิ่งผยองเหมือนก่อนหน้านี้อีก เพียงหันหลังเดินกลับ
อย่างอ่อนแอและเงียบงัน
ชั่วขณะที่กำลังจะก้าวออกจากประตู นางพลันเอ่ยด้วยน ้าเสียง
อ่อนแรงแต่หนักแน่นว่า “เรื่องของตระกูลเลี่ยว ข้าจะจัดการเอง
บุตรชายของข้าไปสนามรบแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำให้เขา
เสื่อมเสียชื่อเสียงอีก”
ประตูไม้เปิดออกและปิดลง ความเงียบสงบกลับคืนสู่เรือน
ตะวันตก
ฮูหยินรองเจียงพาบุตรชายบุตรสาวมาคารวะ
เจียงเฉิงอวี๋ทักทายอย่างกระตือรือร้น เอ่ยชมว่าลิ้นจี่แช่เย็นนั้น
อร่อยมาก
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างใจลอย
ความจริงแล้วเลี่ยวซื่อถือเป็นแม่ที่ดีมากคนหนึ่ง นางไม่เพียง
ปกป้องดูแลเจียงเฉิงฮวนเท่านั้น แต่ยังรักเจียงเฉิงเยวี่ยนเท่าชีวิต
จากน ้าเสียงเมื่อครู่ดูเหมือนว่านางจะเผชิญหน้ากับตระกูลเลี่ยวด้วย
ซ ้า
แต่ทำไม อีกฝ่ายถึงไม่รักนางบ้างเลยเล่า
ไม่มีใครรู้คำตอบได้
เจียงเซิงบอกตัวเองว่าเธอแค่สงสัยขึ้นมาเฉยๆ และไม่ได้ตั้งใจจะ
สืบสาวราวเรื่องต่อไป
นับตั้งแต่กลับจากเรือนเต๋อเหรินมาถึงเรือนเล็ก สีหน้าของ
เด็กหญิงตัวน้อยก็ไม่มีรอยยิ้ม
นางมองป้าจางตุ๋นเนื้อวัว มองเจิ้งหรูเชียนนำขนมที่เหลือจาก
ร้านจิ่วเจินกลับมา มองจ่างเยี่ยนหยิบไม้หกชิ้นออกมาอีกครั้ง มอง
เวินจืออวิ่นที่กำลังอุ้มก้อนหินราวกับเป็นสมบัติล ้าค่า มองสวี่โม่ที่
กลับมาด้วยใบหน้าแดงเรื่อ
ทุกสิ่งรอบตัวกำลังเคลื่อนไหว แต่ทั้งหมดกลับเลือนรางและ
ล่องลอยอยู่ภายนอกการรับรู้และจิตใจของนาง
มีใครกำลังเรียกนางอยู่
เสียงเรียกดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแรกรู้สึกเหมือนเป็นหญิง
ชราผมดำที่กำลังตบผ้าอ้อม จากนั้นก็เหมือนเลี่ยวซื่อในวัยสาวที่
น ้าตานองหน้า สุดท้ายกลายเป็นหญิงชราอีกคนที่ใบหน้าเหี่ยวย่น
“ลูกของใครกัน น่าสงสารจริงที่ถูกทิ้งไว้กลางทุ่งนาแบบนี้ หาก
หิวหรือหนาวตายขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“เด็กดี ๆ นอนเถอะ เจ้าเป็นเด็กดีนะ”
“ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมถึงทำกับข้าแบบนี้…”
เสียงต่าง ๆ ก้องอยู่ในหู สุดท้ายก็กลายเป็นเสียงหึ่ง ๆ แปลก
ประหลาด จนทำให้นางต้องขมวดคิ้วแน่น
ความไม่พอใจ ความน้อยใจ ความเจ็บปวด ความอัดอั้น ความ
ว่างเปล่า อารมณ์ที่ซับซ้อนล่องลอยอยู่ในใจนาง ราวกับเป็น
ความรู้สึกของตัวนางเอง แต่ก็เหมือนเป็นของคนอื่นด้วย
เจียงเซิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย
นางรู้สึกว่าตนเองควรจะหนีออกไป แต่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ทำ
ได้เพียงกอดตัวเองแน่นเป็นก้อนกลม
ทว่าอารมณ์เหล่านั้นกลับไร้ขอบเขต บีบวงล้อมให้เล็กลงอย่าง
ไม่คาดคิด
เจียงเซิงเริ่มกลัว นางกำลังคิดว่าจะสู้กับสิ่งเหล่านี้สุดชีวิตดี
หรือไม่ จะรวบรวมความกล้าหนีไปดีหรือไม่ หรือจะตายไปพร้อมกับ
มันดี
กระทั่งเนื้อวัวหอมฉุยถูกส่งเข้าไปในปาก
รสชาติเข้มข้นช่วยปลอบประโลมจิตใจของนางทันที ขณะที่เนื้อ
นุ่ม ๆ หลอมละลายในปาก ไม่เหนียวหรือเลี่ยนเกินไป ปรุงสุกอย่าง
สมบูรณ์แบบ ความอร่อยที่คุ้นเคยและจับต้องได้นี้เชื่อมโยงนางกับ
โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
นางลืมตาขึ้น เห็นป้าจางถือตะเกียบและยิ้มถามอย่างอ่อนโยนว่า
“กินอีกคำหรือไม่?”
เจียงเซิงยิ้มกว้าง
“เด็กคนนี้ยิ้มอะไรกัน มันไม่อร่อยหรือ?” จางเซียงเหลียนตกใจ
ก้มชิมด้วยตัวเองสองคำ แน่ใจว่ารสชาติไม่ได้ผิดเพี้ยนตรงไหน
“หรือว่าเจ้าไม่ชอบกินเนื้อวัว?”
นางรีบพยักหน้า “กิน ๆ ข้าชอบกิน ชอบกินมาก ท่านป้าขอข้า
กินอีกคำ อ้าม…”
ดังนั้น เนื้อวัวติดเอ็นก็ถูกส่งเข้าปากอีกครั้ง อาหารที่หอมอร่อย
ขับไล่ความมืดมนทั้งหมดออกไป นำมาซึ่งแสงสว่างและความหวัง
พร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างไปทั่วทุกหนแห่ง
บนโต๊ะอาหาร
เจียงเซิงเปิดฉากกินอย่างเต็มที่จนใบหน้าเปื้อนคราบน ้ามัน ทั้ง
หัวใจและกระเพาะต่างอิ่มเอม
“กินอีกหน่อย ดูเหมือนเจ้าจะหิวมาก” เจิ้งหรูเชียนยิ้มพลางคีบ
อาหารให้นาง
ส่วนสวี่โม่เล่าเรื่องที่เขาเห็นและได้ยินมาให้ฟังว่า “ตระกูลเลี่ยว
ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ผู้นำตระกูลถูกทำร้ายอีกแล้ว ทั้งยังพยายามปิด
เรื่องนี้ด้วย”
“ทำไมเล่า?” จ่างเยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ตระกูลเลี่ย
วเรียกร้องเพราะหวังว่าเมื่อตระกูลเจียงยอมอ่อนข้อให้แล้ว พวกเขาก็
จะสามารถต่อรองกับเรื่องชื่อเสียงของคุณชายเจียงได้หรือ”
อย่างเช่นการให้ตระกูลเลี่ยวพึ่งพิงต่อไป หรือไม่ก็กดดันร้านจิ่ว
เจิน
แม้ว่าฟันจะหัก แต่ด้วยอำนาจของคนตระกูลใหญ่เหล่านี้ก็
สามารถใช้มันเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ได้ ความคิดของพวก
เขานั้นซับซ้อนมากจริง ๆ
“ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินเจียงไปขอร้องถึงจวนตระกูลเลี่ยวอยู่นาน
ทีเดียว” สวี่โม่ชำเลืองมองเจียงเซิง “ฉีหวายบอกกับข้ามา”
นางทำตามที่พูดไว้จริง ๆ จัดการเรื่องมากมายเพื่อเห็นแก่เจียง
เฉิงเยวี่ยน
แต่มันเกี่ยวอะไรกับเจียงเซิงเล่า
เด็กหญิงตัวน้อยยกชามเนื้อที่เต็มจนล้นขึ้นมา กล่าวด้วยใบหน้า
เปี่ยมสุขว่า “เนื้อวัวตุ๋นของท่านป้าอร่อยมาก คราวหน้าต้องตุ๋นให้
มากกว่านี้ ดีที่สุดคือตุ๋นพร้อมกับเนื้อแกะด้วย”
จางเซียงเหลียนตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน เหมือนจะกังวลเรื่องราคา
เนื้อแกะ หรืออาจสงสัยว่าเนื้อแกะกับเนื้อวัวจะตุ๋นด้วยกันได้หรือไม่
หากตุ๋นออกมาแล้วจะมีรสชาติอย่างไร
คนทั้งบ้านต่างหัวเราะเบา ๆ
หลังทานอาหารเสร็จ ก็พลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
วังเสี่ยวจูวางตะเกียบลงแล้วเดินไปเปิดประตู เขาไม่ได้นำแขก
เข้ามา แต่กลับถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งมานานกว่าหนึ่งเดือน
สวี่โม่ในฐานะพี่ชายคนโตรับจดหมายมาอย่างไม่ลังเล เขาเปิด
จดหมายอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งขมวดคิ้ว
“พี่ใหญ่ จดหมายของใครหรือ”
“พี่ใหญ่ เนื้อหาในจดหมายว่าอย่างไร”
พวกเขาต่างรู้สึกอยากรู้อยากเห็น เจิ้งหรูเชียนที่อยู่ใกล้ที่สุด
เหลือบไปเห็นบรรทัดสุดท้ายบนกระดาษหน้าสุดท้าย
‘ข้าได้แกะมาสิบกว่าตัวมาจากทุ่งหญ้าและเลี้ยงไว้แล้ว หวังว่าพี่
รองจะมารับพวกมันไปเร็ว ๆ นี้ เพื่อปลอบประโลมกระเพาะของ
น้องสาวข้า’