พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 341 ผู้มาเยือนจากวังหลวง
ลูกแกะสิบกว่าตัว
หลังจากแยกคำสำคัญออกแล้ว ดวงตาของบางคนก็เป็นประกาย
บางคนก็ราวกับถูกฟ้าผ่า
“ลูกแกะจากชายแดน ซ ้ายังมีอีกสิบกว่าตัว” เจียงเซิงเริ่มนับนิ้ว
“สมมติว่าแกะหนึ่งตัวเลี้ยงให้ได้น ้าหนักสักสองร้อยชั่ง หนึ่งชั่งห้า
ตำลึง ก็เท่ากับ…”
หนึ่งหมื่นตำลึง!
เด็กหญิงที่ไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนเกือบจะเป็นลม
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยภาพสายฝนเงินทอง นางอยากจะกอดลูก
แกะทั้งสิบกว่าตัวไว้ในอ้อมอกแล้วจูบพวกมันสักสองที
ในทางตรงกันข้าม เจิ้งหรูเชียนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเคือง
และเสียใจ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยหยาดน ้าตา
“แกะ มันคือแกะนะ มันเป็นสิ่งมีชีวิต ข้าจะขนมันไปมาได้อย่างไร
จะพาพวกมันไปไหน จะเลี้ยงพวกมันที่ไหน!” เขาอยากจะคำรามขึ้น
ฟ้านัก “เจ้าสาม เจ้านี่มันน้องของข้าจริง ๆ ทำดีมาก!”
ทั้งที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่หนึ่งคนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส อีกคน
เป็นพายุฝนฟ้าคะนอง
คนอื่น ๆ ก็ไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะได้อีกต่อไป
จนกระทั่งมื้ออาหารสิ้นสุดลง เจิ้งหรูเชียนยังทำใจไม่ได้ หน้าผาก
เยาว์วัยของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยที่ย่นเข้าหากัน
“อย่ากังวลไปเลย หากขนมาเมืองหลวงได้ ก็สามารถขนไปยังที่
อื่นได้” สวี่โม่ปลอบประโลมเขา
เจิ้งหรูเชียนตอบกลับทันทีด้วยน ้าเสียงโกรธเกรี้ยว “จะไปที่ไหน
ได้เล่า? พวกมันเป็นแกะมีชีวิตกว่าสิบตัว ถึงจะสามารถขนย้ายไปได้
ก็ไม่มีหญ้า ไม่มีอาหารเพียงพอจะเลี้ยงพวกมัน หากจะชำแหละเป็น
เนื้อแล้วขนมา ด้วยสภาพอากาศในตอนนี้ ค่าใช้จ่ายจะมีราคาแพง
กว่าลิ้นจี่เสียอีก”
เนื้อแกะมีราคาขายอยู่แล้ว สูงสุดไม่เกินห้าตำลึงต่อหนึ่งชั่ง หาก
เกินกว่านั้นก็จะไม่มีผู้ใดซื้อ
แม้แต่ในฤดูหนาวที่ไม่จำเป็นต้องใช้น ้าแข็ง เนื้อแกะที่เก็บไว้นาน
เป็นเดือน จะยังคงรสชาติสดใหม่อยู่อีกหรือ?
“หรือไม่ ข้าก็พาเจียงเซิงไปชายแดน ให้นางได้กินจนอิ่มหนำ
แล้วค่อยกลับมา” เจิ้งหรูเชียนแยกเขี้ยวใหญ่ เสนอความคิดที่ไม่ค่อย
ดีนัก
จากนั้นก็ได้รับสายตาดูแคลนมากมาย
ไม่ต้องพูดถึงว่าชนเผ่าต๋าลู่จะก่อเหตุเมื่อไหร่ แค่พูดถึงการเดิน
ทางไกลไปชายแดน เจียงเซิงก็เมาเกวียนลากับรถม้าอยู่แล้ว การไป
กลับสองเดือนไม่รู้ว่าจะทำให้นางผอมไปกี่ชั่ง
ใครจะยอมให้น้องสาวตัวกลมถูกทรมานจนกลายเป็นต้นถั่วงอก
เล็ก ๆ ได้
“สามพี่บอกในจดหมายว่าเป็นลูกแกะ มายความว่าพวกมันต้อง
กินหญ้าให้อ้วนขึ้น” จ่างเยี่ยนเริ่มเคาะมือซ้ายของเขาอีกครั้ง “เขต
อันสุ่ยกับเมืองหลวงไม่เหมาะจะเลี้ยง แต่บริเวณชายแดนคงไม่น่าจะ
ขาดแคลนหญ้า”
สวี่โม่กับเจิ้งหรูเชียนต่างตกตะลึง
“เจ้าสามเพิ่งส่งจดหมายมาให้ข้าไปขนแกะมา แสดงว่าที่
ชายแดนเลี้ยงแกะตลอดไปไม่ได้” เจ้ารองเกาศีรษะ “จากสิ่งที่เจ้าสาม
พูด ถ้าพวกเขายังคงเลี้ยงต่อไป คงจะเหลือแต่หนังแกะ”
ชายแดนหนาวเย็นและขาดแคลนเนื้อสัตว์ ทหารเห็นแกะเป็น ๆ
ก็อยากจะถลกหนังกิน พวกแกะที่เหลือมาถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าฟางเหิง
ต้องใช้อำนาจบารมีของตัวเองมากแค่ไหน
“ใครบอกว่าต้องให้เจ้าสามเลี้ยง” สวี่โม่พูดแทรก จับจุดสำคัญ
“ตราบใดที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการเลี้ยงดูฝูงแกะ ตราบใดที่มีคนดูแล
ที่เหลือก็แค่ต้องแก้ปัญหาว่าจะขนแกะมาเมืองหลวงอย่างไร”
แน่นอนว่าแม้จะค่อนข้างยากลำบาก แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหาที่
แก้ไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนนิ่งอึ้งไปสามลมหายใจ ก่อนจะตามทันความคิดของ
พี่น้องทั้งสองคน “พวกท่านต้องการให้ข้าไปเลี้ยงแกะที่ชายแดน
เหนือ ไม่สิ หรือที่ไหนก็ได้ที่มีหญ้า ขอแค่ไม่ไกลเกินไป”
เมื่อลูกแกะโตเป็นแกะตัวเต็มวัย ใช้ความพยายามแค่เล็กน้อยขน
พวกมันเข้าเมืองหลวง จากนั้นพวกเขาก็สามารถกินเนื้อแกะแสน
อร่อยได้
แม่แกะยังออกลูกแกะได้อีก ฝูงแกะก็จะค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น ทั้ง
ยังสามารถค้าขายเนื้อแกะได้ด้วย
ดวงตาของเจิ้งหรูเชียนเริ่มเปล่งประกายมากขึ้น ความลังเล
กลายเป็นความมุ่งมั่น “ถ้าอย่างนั้นก็เลี้ยงเลย!”
เขาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะเลี้ยงที่ไหน
เขากางแผนที่ที่ตัวเองวาดด้วยมือ สวี่โม่กับจ่างเยี่ยนยืนอยู่ข้าง ๆ
คอยช่วย บางครั้งก็เสนอความเห็น
“เป็นเมืองหลวงไม่ได้ ชายแดนทางเหนือก็ไม่ได้ คิดถึงค่าใช้จ่าย
ตอนขนแกะ ดีที่สุดควรอยู่ระหว่างสองที่นี้” เขาเลื่อนนิ้วไปมาบนแผน
ที่ ลากผ่านเมืองต่าง ๆ ทางตอนเหนือของเมืองหลวง “แต่สถานที่
เหล่านี้ข้าเคยไปมาหลายครั้งแล้ว ไม่มีทุ่งหญ้าเลย เลี้ยงฝูงแกะไม่ได้
หรอก”
ถ้าเช่นนั้นก็ต้องขยายออกไป
จ่างเยี่ยนเอียงศีรษะ ชี้ไปทางตะวันตกของเมืองหลวง “แล้วที่นี่
เล่า?”
เขตอันสุ่ยอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง พวกเขานั่งรถม้า
ผ่าน ได้เห็นเทือกเขา ได้เห็นที่ราบ แต่ไม่เคยเห็นทุ่งหญ้าเลย
ส่วนทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง พวกเขาก็ไม่เคยไป ไม่เคย
สำรวจมาก่อน
“เรื่องนี้…” เจิ้งหรูเชียนครุ่นคิดอยู่นาน แต่พูดอะไรไม่ออก
สวี่โม่เปิดสมุดบันทึกในมือขึ้นมาอย่างประจวบเหมาะ หลังศึกษา
อยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงกล่าวว่า “ตามบันทึกของบรรพชน ทางตะวันตก
ของเมืองหลวงมีทุ่งหญ้าอยู่แห่งหนึ่ง อยู่ใน…เขตฝูเฟิง”
เมื่อกล่าวถึงชื่อนี้ น ้าเสียงของเขาชะงักเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านึก
ถึงคนคุ้นเคยที่อยู่ไกลถึงเขตอันสุ่ย
สองปีที่จากลา เขาก็ไม่รู้ว่าคุณชายฝูเฟิงยังคงสบายดีหรือไม่
หรือว่าโรคเก่ายังคงรุมเร้า เขามองไกลออกไปยังที่แสนไกล
“ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แต่ก็เป็นทางอ้อม” เจิ้งหรูเชียนกังวล “เจ้า
สามอยู่ทางเหนือของพวกเรานะ”
เขตฝูเฟิงตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหลวง นั่น
หมายความว่าแกะจะต้องเดินทางผ่านเมืองหลวง พอเติบโตแล้วก็
ค่อยขนกลับมา เป็นการสูญเสียแรงงานและทรัพยากรโดยเปล่า
ประโยชน์
สวี่โม่กลับมามีสติ ค้นหาต่อในสมุดบันทึก
จ่างเยี่ยนเลื่อนนิ้วไปมาบนแผนที่ เมื่อนิ้วของเขาตกลงบน
รอยต่อระหว่างหลงซีกับซ่างจวิ่น
สวี่โม่เอ่ยขึ้นพอดี “บางทีอาจลองดูที่หลงซีก็ได้”
หลงซีมีพรมแดนติดกับซ่างจวิ่นทางทิศตะวันออก ทางเหนือติด
กับชายแดนเป็นส่วนใหญ่ ตามบันทึกภูมิประเทศและขนบธรรมเนียม
ประเพณี มีทุ่งหญ้าอยู่จำนวนมากทีเดียว แม้จะไม่ได้อยู่บนเส้นตรง
ระหว่างชายแดนทางเหนือกับเมืองหลวง แต่ก็ใกล้กว่าเขตฝูเฟิง
หากพิจารณาจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ หลงซีอยู่ใกล้
ชายแดนทางเหนือมากกว่า และน่าจะเหมาะสำหรับการเลี้ยงแกะจาก
ชายแดนทางเหนือด้วย
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือราคาสินค้าในหลงซีถูกกว่าเขตฝูเฟิงมาก”
เจิ้งหรูเชียนคิดลึกลงไปอีกขั้น
ช่างสมกับเป็นพ่อค้าที่คิดคำนวณอย่างละเอียดจริง ๆ
เจียงเซิงยืนอยู่ข้าง ๆ ชูนิ้วโป้งขึ้นพลางกล่าว “พี่รองคิดรอบคอบ
จริง ๆ พี่รองเก่งมาก อีกไม่นานพี่รองก็จะได้เป็นเจ้าของฝูงแกะแล้ว
ต่อไปจะร ่ารวยที่สุดในแผ่นดิน ไม่มีใครสู้ได้”
แม้จะรู้ว่านางพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้กินเนื้อแกะ แต่เจิ้งหรู
เชียนก็หลีกเลี่ยงความรู้สึกลิงโลดไม่ได้ ราวกับว่าเนื้อแกะเหล่านั้นได้
กลายเป็นเงินไปแล้ว
ร ่ารวยที่สุดในแผ่นดินคือความปรารถนาตลอดชีวิตของเขา
เมื่อนึกถึงอนาคตที่จะมีเงินทองมากมาย มีไข่มุกจากตะวันออกที่
ใช้ไม่หมด มีใส่เครื่องประดับจากเงินทองให้น้องสาวได้ใส่ อีกทั้งยัง
สามารถร่วมมือกับพี่ใหญ่ค้าขายกับพวกข้าราชการ
เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เขาถือแผนที่ มองไปทาง
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น
และทะเยอทะยาน “ข้าจะไปหลงซีเดี๋ยวนี้”
การเดินทางไกลเป็นสิ่งที่พ่อค้าหลีกเลี่ยงไม่ได้
เจ้ารองเจิ้งที่เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน ถึงคราวต้องออกเดินทางอีก
ครั้ง
ครั้งนี้เจียงเซิงไม่รู้สึกเศร้า ไม่แม้แต่จะพูดอะไรให้มากความ แค่
จัดกระเป๋าเดินทางให้พี่ชายอย่างคล่องแคล่ว
กลับเป็นเจิ้งหรูเชียนที่คอยบ่นพึมพำ “กลับมาครั้งหน้า ข้าจะ
เห็นเจ้าหรือไม่? เจ้าคงไม่ไปตระกูลเจียงอีกใช่หรือไม่? ตระกูลเจียง
ไม่ดีเท่าบ้านของพวกเราหรอก เจ้าต้องรอข้ากลับมานะ อย่าเที่ยววิ่ง
เล่นไปไหนมาไหน”
“ได้ พี่รองอย่าลืมพาแกะกลับมาด้วยเล่า” เจียงเซิงรับปาก
ทั้งหมดโดยไม่ลืมกำชับเขา
ดังที่คาดไว้ สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวนางมีแต่แกะ
เจิ้งหรูเชียนนั่งลงบนเกวียนด้วยความขุ่นเคือง แล้วพาวังเสี่ยวซ
งออกเดินทาง
กระทั่งเงาของเกวียนหายลับไป เจียงเซิงถึงถอนหายใจเบา ๆ
“หวังว่าพี่รองจะกลับมาเร็ว ๆ นะ”
แกะไม่สำคัญ พี่ชายต่างหากที่สำคัญ
นางไม่ได้ขัดขวางเขา เพราะรู้ว่าทุกคนล้วนมีเส้นทางของตนเอง
พี่สามยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาอยู่ที่ชายแดนเพื่อปกป้องบ้านเมือง
นางเพิ่งส่งพี่รองออกเดินทางไป พี่ใหญ่ก็นั่งรถม้าไปกั๋วจื่อเจี้ยน พี่สี่ก็
ไปตรวจรักษาคนไข้ตามบ้าน หน้าประตูเรือนเล็กจึงเหลือเพียงเจียง
เซิงกับพี่ห้าที่กำไม้ชิ้นเล็กเอาไว้เท่านั้น
อ้อ ยังมีจางเซียงเหลียนที่กำลังคิดคำนวณเรื่องการค้าอยู่ด้วย
“ท่านป้า ลิ้นจี่แช่เย็นเหลือไม่มากแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” เจียงเซิง
ปรึกษากับนาง “จะเก็บไว้ให้พี่สามบ้างได้หรือไม่ หากแช่แข็งไว้จนถึง
ปีหน้าจะยังกินได้หรือไม่”
ขณะที่จางเซียงเหลียนกำลังครุ่นคิด เกวียนเล่มหนึ่งก็มาหยุดลง
กะทันหัน เหมียวเจาอิงถูกต้ายาพยุงลงมาอย่างรีบร้อน “คุณหนู ๆ มี
คนมาจากทางโน้น บอกว่าจะมาซื้อลิ้นจี่แช่เย็นของพวกเรา”
นางไม่กล้าพูดตรง ๆ แต่กะพริบตาไปทางทิศตะวันออก
ซึ่งเป็นทิศทางของวังหลวง