พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 343 พี่ใหญ่ตกอยู่ในอันตราย
สวี่โม่กลับบ้านช้าจากการขายลิ้นจี่ให้คนในวังหลวง
เจียงเซิงคิดอย่างแรกว่าต้องเป็นฝีมือตระกูลเลี่ยว “หรือว่าการ
ขนส่งลิ้นจี่ปีหน้าจะเปลี่ยนมือ พวกเขาจนตรอกจึงทำขั้นอะไรบ้า ๆ ?”
แต่ยังไม่ทันที่นางจะดีใจกับการสันนิษฐาน แต่พอนึกว่าพี่ใหญ่ยัง
ไม่กลับมา สีหน้าก็เศร้าลงอีกครั้ง
สามพี่น้องเร่งฝีเท้า โชคดีที่เช่าเรือนเล็กเพื่อให้สวี่โม่ไปเรียนได้
แม้จะเดินเท้าก็ใช้เวลาเพียงดื่มาก็มาถึงประตูกั๋วจื่อเจี้ยนแล้ว
เวลาเลิกเรียนผ่านพ้นไปแล้ว บัณฑิตจำนวนมากต่างกลับบ้าน
เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังสนทนาอยู่กับสหาย
จ่างเยี่ยนคว้าตัวบัณฑิตที่ดูเป็นมิตรเอาไว้แล้วถาม “ขอถาม
หน่อยขอรับ ยังมีบัณฑิตที่ยังไม่ได้เลิกเรียนอยู่ในกั๋วจื่อเจี้ยนหรือ
ไม่?”
“ไม่มีแล้ว” บัณฑิตคนนั้นตอบอย่างงุนงง “เกือบทุกคนกลับไป
หมดแล้ว”
หมายความว่าสวี่โม่ไม่ได้อยู่ในกั๋วจื่อเจี้ยน
แล้วเขาจะไปที่ไหน? ไปกับใคร?
จ่างเยี่ยนขอบคุณบัณฑิตคนนั้น แล้วพาเจียงเซิงกับเวินจืออวิ่น
หันหลังกลับ
ในยามที่พวกพี่ชายไม่อยู่ น้องชายคนเล็กผู้นี้ก็จะแบกรับหน้าที่
ทุกอย่างไว้อย่างกล้าหาญ
“พี่ห้า พวกเราจะไปที่ไหนหรือ เมืองหลวงใหญ่โตนัก จะต้อง
แยกกันหาหรือไม่” เจียงเซิงถามพลางหอบแฮ่ก
จ่างเยี่ยนหยุดฝีเท้าลงทันที
ใช่แล้ว เมืองหลวงนั้นใหญ่โตเหลือเกิน มีโรงสุราและหอนางโลม
อยู่ทั่วทุกหนแห่ง ร้านน ้าชาและโรงเตี๊ยมอีกนับไม่ถ้วน พวกเขาแค่
ไม่กี่คน คงหาคนเหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร
“หรือพวกเราจะไปขอความช่วยเหลือจากท่านย่า” เจียงเซิงเสนอ
เสียงเบา
เวินจืออวิ่นพยักหน้าเบา “ข้าก็อาจจะขอร้องชายาซื่อจื่อได้
เช่นกัน”
ไม่เพียงเท่านี้ ตระกูลฉี ตระกูลเหยา ตระกูลจ้าว แม้แต่ตระกูลจู
เพียงแค่ขอความช่วยเหลือ พวกเขาจะต้องช่วยเหลือ ถึงขนาดพลิก
เมืองหลวงขึ้นมาดูสักรอบได้แน่
จากนั้นการตามหาสวี่โม่เหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ดังนั้น คนที่อยู่เบื้องหลังต้องการอะไรกันแน่?
จ่างเยี่ยนไม่เชื่อว่าในโลกนี้จะมีคนที่เบื่อหน่ายถึงขนาดลักพา
ตัวสวี่โม่ไปเพียงเพื่อหาความสนุกสนาน
นอกจากคนโง่ คนปกติทั่วไปย่อมลงมือทำเพื่อจุดประสงค์
บางอย่าง
“หากเป็นตระกูลเลี่ยว นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องการกิจการ
ลิ้นจี่ พี่ใหญ่จะเป็นเพียงเครื่องมือต่อรอง พวกเขาคงไม่ทำร้ายเขา”
จ่างเยี่ยนวิเคราะห์ช้า ๆ “แต่หากเป็นตระกูลอื่น…”
ศัตรูของพวกเขาในเมืองหลวงไม่ได้มีมากนัก นอกจากตระกูล
เลี่ยวแล้ว ยังมีตระกูลฟางที่ซุ่มเงียบอยู่อีกตระกูล
ช่วงที่ผ่านมา พวกเขาต่างยุ่งอยู่กับสงครามการค้านานเกินไป
จนทำให้ทุกคนลืมไปว่ายังมีตระกูลฟางที่ยังคงหมายตาการสอบขุน
นางเหมือนเสือจ้องเหยื่อ
“หรือว่าจะเป็นตระกูลฟาง?” เจียงเซิงนึกขึ้นได้ “แต่พี่ใหญ่เคย
บอกว่าตระกูลฟางไม่กล้าแตะต้องเขานี่”
การสอบระดับแคว้นปีหน้าจะมีคนจากเมืองหลวงมากมายคอย
จับตามองอยู่ หากสวี่โม่เกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ คนตระกูลฟางจะต้อง
ถูกน ้าลายโถมใส่แน่นอน
ฟางหยวนก็จะถูกตราหน้าว่าเป็น ‘คนทุจริตการสอบ’ ไปตลอด
กาล
จ่างเยี่ยนพยักหน้า แต่แล้วก็รีบส่ายหน้า “พวกเขาไม่กล้าทำร้าย
พี่ใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กล้าแตะต้องเขา”
สองสิ่งนี้มีความแตกต่างกัน
พวกเขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน ทุกครั้งที่ถามสวี่โม่ว่า
มีอะไรผิดปกติหรือไม่ เขาจะหยุดชั่วครู่แล้วตอบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
ร้ายแรง
ระหว่างไม่มีอะไรผิดปกติกับไม่มีอะไรผิดปกติร้ายแรง ยังคง
แตกต่างกันมาก
“จริงสิ!” เจียงเซิงร้องขึ้น “ข้านึกได้แล้ว เมื่อวานตอนพี่ใหญ่กลับ
บ้านมา หน้าของเขาดูแดง ๆ ด้วย”
อะไรที่สามารถทำให้บุรุษผู้สง่างามเช่นนี้ถึงกับหน้าแดงเรื่อได้
จ่างเยี่ยนกำหมัดแน่น ดวงตากวาดมองไปมาอย่างสั่นไหว ความ
เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ทั้งหมดถูกกลั่นกรองในใจเขา
กระทั่งเขาเอ่ยด้วยน ้าเสียงขมขื่นว่า “ข้าสมควรตายนักที่ไม่ทัน
สังเกตเห็นความผิดปกติของพี่ใหญ่”
พี่รองกับน้องสาวกำลังวุ่นวายกับเรื่องการค้าลิ้นจี่ พี่สี่ก็ยุ่งกับ
สำนักแพทย์ มีเพียงเขาที่เป็นคนว่างงาน สมควรจะรับรู้ได้ไวที่สุด แต่
กลับไม่เคยสังเกต จนนำไปสู่เรื่องราวมากมายเช่นนี้
“พี่ห้า”
“เจ้าห้า”
เวินจืออวิ่นกับเจียงเซิงร้องออกมาพร้อมกัน “มันไม่เกี่ยวกับท่าน
หรอก ตราบใดที่มีคนคิดร้าย พวกเขาย่อมหนีไม่พ้น”
“ตอนนี้เรื่องด่วนที่สุดคือการตามหาพี่ใหญ่ให้เจอ”
จ่างเยี่ยนสูดหายใจ ค่อย ๆ คิดอีกครั้ง
ตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อครู่ ตระกูลฟางไม่กล้าทำร้ายสวี่โม่ แต่
พวกเขาจะต้องหาวิธีทุกทางเพื่อดึงเด็กหนุ่มลงมา เปลี่ยนจาก
คุณชายที่สุภาพอ่อนโยนให้กลายเป็นคนเลวร้าย จากคนที่ใคร ๆ ก็
ชื่นชมให้กลายเป็นคนที่ถูกทุกคนรังเกียจ ดีที่สุดคือทำให้เขาไม่มีใจ
เรียนหนังสือต่อ เพื่อที่ปีหน้าเขาจะสอบไม่ผ่านเอง
หากพวกเขาพี่น้องไม่ได้สืบค้นให้ลึก แล้วไปขอความช่วยเหลือ
จากตระกูลเจียงและตระกูลอื่น พวกเขาควรจะพบสวี่โม่ได้ที่ไหน
อย่างไหนถึงจะทำให้ชื่อเสียงของเขาตกต ่า และเรื่องอะไรที่จะทำให้
เขารู้สึกอับอายจนพูดไม่ออก
มีเพียงที่แห่งเดียวเท่านั้น…สถานที่ที่มีสตรีอยู่
มันอาจจะเป็นหอนางโลมหรืออาจเป็นวัดร้างที่ใช้ซ่อนสาวงาม
เหมือนอย่างที่กงชินอ๋องซื่อจื่อทำ
แม้จะไม่แน่นอน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มีเป้าหมายแล้ว
“เจียงซาน เจียงซื่อ พวกเจ้าสองคนมาหาข้า” จ่างเยี่ยนกระซิบ
สั่ง
จากนั้นเด็กหนุ่มสองคนอายุราวสิบห้าสิบหกก็หน้าแดงก ่า พยัก
หน้าอย่างเขินอายแล้วจากไป
หากการคาดเดาของพวกเขาเป็นความจริง เพื่อให้ทุกคนหาสวี่
โม่เจอเร็วขึ้น ตระกูลฟางคงไม่เลือกสถานที่ที่อยู่ห่างจากกั๋วจื่อ
เจี้ยนมากนัก
การค้นหาคงไม่ยากเย็น อาจจะมีการจงใจทิ้งร่องรอยไว้ด้วยซ ้า
จ่างเยี่ยนจึงใช้ความคิดเช่นนี้ส่งเจียงซานกับเจียงซื่อไปสืบหาหอ
นางโลมที่อยู่ใกล้ที่สุด ว่ามีเด็กหนุ่มคนใดถูกบังคับพาตัวเข้าไป
หรือไม่
“พี่ห้า ให้พวกข้าไปช่วยด้วยเถอะ” เสียงร้อนรนของเจียงเซิงดัง
ขึ้น
เวินจืออวิ่นก็เห็นด้วย “ใช่แล้ว คนมากกำลังมาก พวกข้าจะช่วย
ค้นหาด้วยอีกแรง”
จ่างเยี่ยนรู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ ราวกับเห็นภาพเด็กสองคนนี้
กำลังสับสนอยู่ท่ามกลางหมู่บุปผา
“ไม่จำเป็น” เขากดเสียงปฏิเสธ “พวกท่านรออยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”
เจียงเซิงไม่เข้าใจ “พี่ห้ากลัวว่าพวกข้าจะเป็นภาระหรือ?”
“ใช่แล้วน้องห้า พวกข้าช่วยได้นะ” เวินจืออวิ่นพูดอย่างน้อยใจ
“พวกข้าก็อยากเจอพี่ใหญ่เร็ว ๆ เหมือนกัน”
แต่บางสถานที่ พวกเขาสองคนก็ไปไม่ได้จริง ๆ
จ่างเยี่ยนแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา เจียงซานก็รีบร้อนวิ่งมา
“คุณชายห้า ท่านคิดถูกแล้ว อยู่ในหอ…ในหอนางโลม บนชั้นสอง
ห้องที่สาม”
หอนางโลม?
เจียงเซิงกับเวินจืออวิ่นพากันหุบปาก รู้สึกอึดอัดไปด้วยความ
เขินอาย
จ่างเยี่ยนก็รู้สึกลำบากใจเช่นกัน เขาลดเสียงถามว่า “ข้างในมี
เสียงอะไรบ้างหรือไม่?”
“ไม่มีเสียงอะไรเลย” เจียงซานกระอักกระอ่วน “ข้าให้เจียงซื่อ
คอยเฝ้าอยู่ตรงหน้าต่าง หากมีอะไรผิดปกติ ก็ให้เขาพาคุณชาย
ใหญ่หนีออกมาทางหน้าต่างเลย”
แต่ในหอนางโลมมีคนหลากหลาย อาจมีขุนนางผู้สูงศักดิ์อยู่ด้วย
การทำลายหน้าต่างจะสร้างเสียงดังมาก แน่นอนว่าย่อมดึงดูดความ
สนใจ
นี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับสวี่โม่เลย
“ไปดูกันก่อนเถอะ” จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว “หากจำเป็นจริง ๆ ก็ต้อง
วางเพลิงสร้างความวุ่นวายสักหน่อย”
จากนั้นก็ฉวยโอกาสท่ามกลางความโกลาหลหนีออกมาได้อย่าง
สะดวก
คุณชายห้าช่างมีจิตใจดำมืดที่สุดในบ้านจริง ๆ เจียงซานที่อยู่
ข้างตัวรู้สึกเกรงกลัวมากขึ้น
พวกเขาขึ้นรถม้า เร่งรีบเดินทางไป
ทันใดนั้นก็มีคนแอบตามหลังมา คอยแอบซ่อนตัวไม่ไกลไม่ใกล้
“คุณหนู คุณชาย มีคนตามพวกเรามา” เจียงซานสังเกตเห็นได้
อย่างรวดเร็ว “จะสลัดหนีหรือจับตัวออกมาดีขอรับ?”
จ่างเยี่ยนไม่มีอารมณ์จะเล่นแมวจับหนู “จับตัวออกมาแล้วซ้อม
ให้หนักซะ”
รถม้าชะลอความเร็วลง เจียงซานคลายสายบังเหียน เหยียบบน
แผ่นเหยียบเพื่อใช้แรงส่งและกระโจนเข้าไป เขาคิดว่าจะจับโจรได้
อย่างง่ายดาย แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายก็มีปฏิกิริยารวดเร็วพอกัน ทั้งสอง
คนปะทะกันสามถึงห้ากระบวนท่า ก่อนจะกลิ้งลงพื้นพร้อมกัน
“อย่า ๆ ๆ อย่าตี” คนผู้นั้นตะโกนเสียงดัง “เจียงเซิงน้อย อย่าตี
พี่ชาย อย่าตีข้า”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….