พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 344 คนธรรมดากับทายาทรุ่นสอง
รถม้าหยุดกะทันหัน เจียงเซิงยื่นหัวออกไปด้วยความสงสัย และ
เห็นพี่ชายที่ไม่ค่อยคุ้นเคยคนหนึ่ง
พูดให้ชัดเจน เขาคือลูกพี่ลูกน้องของนาง เจียงเฉิงเฟิง
เขาผลักเจียงซานออกไปพลางปัดฝุ่นออกจากตัว แล้วพูดอย่าง
เก้อเขินว่า “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นนะ แค่เห็นพวกเจ้ากำลังลำบาก จึง
อยากถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่?”
“ตอนพี่ใหญ่จากไป เขาบอกให้ข้าคอยดูแลพวกเจ้า”
เจียงเฉิงเฟิงยอมรับว่าตนเองไม่ใช่บุรุษผู้สูงส่ง แต่สิ่งที่เขาสัญญา
ไว้ล้วนต้องทำให้สำเร็จ เขาต้องทำให้สมกับที่เจียงเฉิงเยวี่ยนฝากฝัง
ให้สมกับมิตรภาพพี่น้องที่มีมาสิบกว่าปี
จ่างเยี่ยนเม้มปาก ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน
หากพูดถึงความรู้สึกส่วนตัว เขาไม่อยากให้คนอื่นมาเห็นสภาพ
น่าอายของพี่ใหญ่
แต่หากพูดถึงความเป็นจริงแล้ว การที่เจียงเฉิงเฟิงมาช่วยก็ยัง
ดีกว่าให้คนอื่นที่ไม่คุ้นเคยมา
หลังจากคิดอยู่นาน เขาจึงพยักหน้า “ได้ เช่นนั้นก็ต้องรบกวน
คุณชายรองเจียงแล้ว”
รถม้าตระกูลเจียงถูกทิ้งไว้ในมุม ส่วนเจียงเฉิงเฟิงนั่งรถม้าไปกับ
พวกเขา มุ่งหน้าไปยังหอร้อยบุปผาเร็วที่สุด
เมื่อท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง โคมไฟสีแดงสดก็ถูกแขวนสูง เสียง
วิหคนางนวลร้องขึ้นทุกหนแห่ง กลิ่นหอมของเครื่องประทินฉุยจนทำ
ให้คนอยากจะจาม
ประตูด้านหลังค่อนข้างเงียบ แต่ก็ยังมีคนเดินผ่านไปมา
“พวกท่านสองคนรออยู่ที่นี่จนกว่าพี่ใหญ่จะออกมา” จ่างเยี่ยน
กำชับเจียงเซิงกับเวินจืออวิ่น “อย่าเดินไปไหนมาไหน ถ้ามีคนเห็นก็
บอกว่าหลงทางมา เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้ว” เจียงเซิงตอบด้วยความคุ้นเคย “ที่นี่ไม่มีใครหรอก
ถึงจะมีก็เป็นแค่คนเมา”
จ่างเยี่ยนไม่ได้พูดอะไร แค่ลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ แล้วหันหลังลง
จากรถม้า
การปีนกำแพงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา การตามหาเจียง
ซื่อก็เป็นไปอย่างราบรื่น
ตรงหน้าต่างด้านหลังของห้องที่สามบนชั้นสอง จ่างเยี่ยนแตะ
น ้าลายเจาะกระดาษหน้าต่างมองผ่านรูเล็ก ๆ เห็นสวี่โม่นอนอยู่บน
เตียง ข้างกายเขามีหญิงสาวสองคนงีบหลับอยู่
“คุณชายห้า พวกข้าสามารถใช้กลอุบายล่อพวกนางออกไปได้”
เจียงซานกระซิบ “จากนั้นท่านค่อย ๆ พาคุณชายใหญ่ออกไป ไม่ทำ
ให้คนอื่นตื่นตระหนก”
จ่างเยี่ยนพยักหน้า
เจียงซื่อลุกขึ้นทันที แล้วขว้างหินไปทางประตู
หญิงสาวที่กำลังง่วงนอนสะดุ้งตกใจ ลุกขึ้นไปตรวจสอบอย่างไม่
พอใจ แต่แล้วก็พบความเคลื่อนไหวใหม่ จึงห่างออกจากห้องโดยไม่
รู้ตัว
จังหวะนี้แหละ
เจียงซานงัดหน้าต่างเข้าไป ตรวจสอบลมหายใจของสวี่โม่เป็น
อย่างแรก เมื่อแน่ใจแล้วก็อุ้มเขาขึ้นพาดบ่า จัดผ้าห่มให้ดูเหมือนมี
คนนอนหลับอยู่ จากนั้นก็ปีนกลับออกมาทางหน้าต่างการทำเช่นนี้
ควรเป็นเรื่องง่ายดาย แต่กลับกลายเป็นเรื่องยากเพราะต้องแบกคน
อยู่บนหลัง
ไม่นานก็มีเสียงของหญิงสาวดังมาจากด้านนอก ราวกับว่านาง
สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติและกำลังจะกลับมา
เจียงซานรู้สึกร้อนใจ พยายามปีนหน้าต่างให้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งปีน
ข้ามไปไม่ได้มากเท่านั้น
ขณะที่เหมือนว่าพวกเขากำลังจะถูกหญิงสาวทั้งสองจับได้ เจียง
เฉิงเฟิงก็กระโดดเข้าไปกะทันหัน ใช้ไหล่ของเขาเป็นเสมือนหิน
รองรับ ช่วยพยุงเจียงซานให้ปีนข้ามหน้าต่างไป จากนั้นนำเชือกป่าน
ที่เตรียมไว้ออกมาดึงจากด้านใน เพื่อช่วยพยุงเจียงซานให้ไถลลงพื้น
ที่นี่คือหน้าต่างด้านหลัง ติดกับลานและประตูหลัง
เมื่อเจียงซานวางเท้าทั้งสองลงบนพื้น สวี่โม่ก็ปลอดภัยแล้ว
ขณะเดียวกัน เหล่าหญิงงามก็เปิดประตูเข้ามา กลิ่นหอมของ
เครื่องประทินโชยมา พร้อมกับเสียงบ่น
“ใครกันเข้ามาโยนข้าวของเกลื่อนกลาดแบบนี้!”
“ยุ่งยากจริง ๆ ดึกดื่นป่านนี้ ต้องมาเฝ้าคนโง่คนหนึ่ง แถมยังถูก
ทำให้ตกใจอีก”
พวกนางกำลังเปิดปิดประตู แต่ยังไม่ทันได้มองมาทางนี้ เจียงเฉิง
เฟิงก็รีบเก็บเชือกอย่างลนลาน พร้อมทั้งส่งสัญญาณให้จ่างเยี่ยนรีบ
เดินออกไป อย่าให้ถูกจับได้
พวกเขาทำเช่นนี้อย่างเงียบกริบก็เพื่อคำนึงถึงชื่อเสียงของสวี่โม่
ไม่อาจปล่อยให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่าได้
ส่วนคุณชายรองเจียงผู้นั้น แต่เดิมก็เป็นคุณชายจอมเกเรอยู่แล้ว
ชื่อเสียงจะเสียหายอีกสักหน่อยก็ไม่เป็นไร
เจียงเฉิงเฟิงคิดไว้แล้วว่าตอนกลับบ้าน เขาคงต้องเผชิญหน้ากับ
เสียงร ่าไห้ของมารดา และแส้ของบิดาแน่
แต่เด็กหนุ่มก็ไม่คาดคิดว่าจ่างเยี่ยนจะยื่นมือมาหาเขา พลาง
กล่าวว่า “ไปด้วยกันเถอะ”
มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน
ราวกับถูกครอบงำ เจียงเฉิงเฟิงก็ยื่นมือออกไป เด็กหนุ่มอีกคน
ออกแรงดึงสุดกำลัง ร่างของเขาลอยขึ้นและพลิกกลับ ชั่วขณะที่เหล่า
สาวงามหันมามอง เขาก็ซ่อนตัวได้ทัน
“ทำไมไม่ปิดหน้าต่างเล่า” หญิงสาวคนหนึ่งบ่นนิด ๆ แล้วเดินมา
ปิดด้วยตัวเอง
ไม่นานข้างในก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เจียงเฉิงเฟิงกับจ่างเยี่ยนแนบตัวอยู่ใต้กรอบหน้าต่าง ถอน
หายใจด้วยความโล่งอก
ต้องขอบคุณช่างก่อสร้างที่ชื่นชอบชายคา ขอบคุณที่ชั้นสองไม่
สูงเกินไป ขอบคุณหญิงสาวทั้งสองที่ตอบสนองต่อเสียงช้า
พวกเขาลงพื้นสำเร็จ ปีนข้ามประตูหลัง และพบกับรถม้าของ
ตนเอง
สวี่โม่นอนสงบอยู่ข้างใน ขณะที่เวินจืออวิ่นกำลังจับชีพจร ผ่าน
ไปพักใหญ่เขาจึงกล่าวว่า “เขาถูกทำให้สลบ”
พวกเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าพี่ใหญ่ถูกตีด้วยไม้หนาแค่ไหน และถูกพา
ตัวมาที่หอนางโลมโดยคนที่คิดจะทำลายชื่อเสียงเกียรติยศทั้งหมด
ของเขาได้อย่างไร
แม้ว่าความยุติธรรมจะอยู่ในใจผู้คน แต่รองเท้าที่เหยียบของเสีย
ไม่มีใครจะกล่าวโทษของเสีย มีแต่จะโทษรองเท้าว่าทำไมถึงหลีกเลี่ยง
มันไม่ได้
ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
“ตระกูลฟางน่ารังเกียจนัก” เจียงซานพึมพำอยู่ข้าง ๆ “พวกเขา
ต้องการทำลายของคุณชายใหญ่!”
เพื่อเพียงการสอบระดับแคว้น มันคุ้มค่าหรือ
“ชีวิตของบุตรสาวตระกูลใหญ่มีค่าดั่งทองคำ ส่วนคนทั่วไปเป็น
เพียงมดปลวก ไม่ใช่เรื่องว่าคุ้มค่าหรือไม่ มีเพียงแค่ตระกูลฟางยกมือ
สั่งการหรือไม่เท่านั้น” จ่างเยี่ยนหลุบตาลง “พวกเขาไม่จำเป็นต้อง
จัดการเองด้วยซ ้า เพียงแค่ส่งสัญญาณเล็กน้อย ก็จะมีตระกูล
มากมายคอยเต็มใจช่วยเหลือ”
อำนาจช่างเป็นสิ่งประหลาดเสียจริง
ยิ่งครอบครองมากเท่าไหร่ ในอนาคตก็จะยิ่งได้รับมากขึ้นเท่านั้น
หากไม่มีอะไรเลย ต่อให้พยายามสุดความสามารถ ก็จะได้รับมา
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เช่นเดียวกับสวี่โม่ ตั้งแต่การสอบได้ตำแหน่งถงเซิงมาจนถึงฮุ้ย
หยวน ทุกครั้งที่สอบได้อันดับหนึ่ง ก็สามารถถูกคนอื่นแทนที่ได้ทุก
ครั้ง แม้จะต้องใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อสอบใหม่
เช่นเดียวกับเจียงเฉิงเยวี่ยน หลังจากละทิ้งเส้นทางทหารมาเอาดี
ทางด้านบัณฑิต แล้วกลับไปเดินบนเส้นทางทหารอีกครั้ง ตราบใดที่
เขายังไม่ตาย ตำแหน่งแม่ทัพก็เป็นของเขาอย่างแน่นอน
อำนาจที่มาพร้อมกับสถานะ ความมั่งคั่งที่มีมาตั้งแต่กำเนิด
รวมถึงชื่อเสียงและเส้นสายที่บรรพชนสั่งสมมา ล้วนเป็นสิ่งที่คน
ธรรมดาได้แต่มองทว่าไม่อาจเอื้อมถึง
บางทีอาจมีคนที่โชคดีสามารถทำลายกำแพงนี้ได้ และก้าว
ขึ้นมาเทียบเคียงกับคนตระกูลใหญ่
แต่เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วน หากเขาเกิดในตระกูลใหญ่ ถ้าเขาได้ยืน
อยู่บนรากฐานที่มั่นคง ความสำเร็จของเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด
เขาสามารถทะยานเหมือนมังกรเหนือทะเลทั้งสี่ หรือเต้นรำ
เหมือนหงส์บนสวรรค์ทั้งเก้า
แต่ในความเป็นจริง อัจฉริยะที่สวรรค์โปรดปรานส่วนใหญ่เป็น
คนทั่วไป ขณะที่คุณชายจากตระกูลใหญ่มักไม่มีความมุ่งมั่น
สิ่งที่ได้มาง่าย ๆ มักถูกดูแคลน สิ่งที่ต้องดิ้นรนต่อสู้มักถูกตกเป็น
เป้า
ใครเล่าจะเข้าใจความลำบากนั้น
ท่ามกลางความมืดของราตรี รถม้าแล่นฉิวด้วยม้าที่ห้อตะบึง
แรงสั่นสะเทือนทำให้ผู้ที่นอนอยู่สะดุ้ง ขนตาของเขากระพือราวกับ
กำลังดิ้นรนจะตื่น
ส่วนคนที่นั่งอยู่ก็ตกใจจนพูดไม่ออก ก้มหน้านิ่งอยู่นานไม่อาจ
ตั้งสติได้
เมื่อคนธรรมดาพยายามเพื่ออนาคตถึงเพียงนี้ คนที่ยืนอยู่กลาง
ภูเขาอยู่แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่พยายาม มีเหตุผลอะไรที่จะยังคง
เป็นคุณชายจอมเกเรและไม่เอาไหน
เจียงเฉิงเฟิงนึกถึงพี่ชายคนโตที่เดินทางไปไกลถึงชายแดน นึก
ถึงท่านลุงใหญ่ที่ออกไปรบนอกเมือง นึกถึงท่านพ่อที่ทำงานราชการ
จนดึกดื่น นึกถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนที่บอกว่าความรุ่งโรจน์
ของตระกูลเจียงจะสิ้นสุดลงที่รุ่นของเขา
ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจการกระทำของเจียงเฉิงเยวี่ยนที่ออกไปสู้ใน
สนามรบ
และพอจะรู้แล้วว่าตัวเขาควรทำอะไร
เจียงเฉิงเฟิงก้มลงมองสวี่โม่อย่างพินิจพิเคราะห์ สังเกตคน
ธรรมดาที่สวรรค์โปรดปรานคนนี้ แล้วจู่ ๆ สวี่โม่ก็ลืมตาขึ้น ทั้งสอง
สบตากันตรง ๆ
“พี่ใหญ่ตื่นแล้ว!”