พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 345 สวี่โม่ถูกเกาะแกะ
ความทุกข์ยากที่เผชิญอย่างฉับพลันทำให้สวี่โม่เต็มไปด้วย
ความระแวดระวัง ดวงตาเย็นชาของเขาเต็มไปด้วยความเฉยเมย ราว
กับไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ
เมื่อเจียงเฉิงเฟิงสบตากับเขา เด็กหนุ่มก็อดขนลุกไม่ได้
โชคดีที่เจียงเซิงพูดขึ้นว่า “พี่ใหญ่ตื่นแล้ว!” ทำลายบรรยากาศ
อึดอัดลง เด็กหญิงร่างอวบวิ่งเข้าไปหา ทลายความเย็นชาและหนักอึ้ง
ทั้งหมด
ราวกับภูเขาน ้าแข็งที่เจอกับทะเลเพลิง เหมือนสายฝนในฤดู
ใบไม้ผลิที่โปรยปรายลงมาบนหัวใจ สวี่โม่กลับมาอ่อนโยนอย่างเห็น
ได้ชัด นัยน์ตาของเขาก็เผยรอยยิ้ม “พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“พูดอะไรของท่าน ท่านไม่กลับบ้านตั้งครึ่งวัน หากพวกข้าไม่
ออกมาตามหา ท่านก็คงถูกกินไปแล้ว” เจียงเซิงเลียนแบบท่าทาง
ของปีศาจในหนังสือภาพ แยกเขี้ยวกางกรงเล็บ “โชคดีที่พี่ห้ากับ
ท่านพี่เจียงไปช่วย”
“คุณชายใหญ่ ยังมีข้าด้วยขอรับ” เจียงซานโผล่หัวเข้ามาจาก
ด้านนอก
“มีข้าด้วย ๆ” เจียงซื่อไม่ยอมน้อยหน้า
จ่างเยี่ยนที่สงบสติอารมณ์ได้แล้วลืมตาขึ้นมา ทำท่าจะเตะทั้งสอง
คนออกไป “ดูทางด้วย”
ทุกคนหัวเราะ สวี่โม่ก็หัวเราะ แต่พอหัวเราะไปหัวเราะมาเขาก็นึก
ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ สีหน้าพลันมืดลงอีกครั้ง
“พี่ใหญ่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ท่านควรเล่าให้พวกข้าฟังได้แล้ว
นะ” เสียงของจ่างเยี่ยนดังขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะ
ความจริงแล้วเรื่องราวไม่ได้ซับซ้อนอะไร
ย้อนกลับไปตอนที่ร้านจิ่วเจินกำลังทำสงครามการค้ากับตระกูล
เลี่ยว สวี่โม่ก็ได้รู้จักกับสหายสองคนที่กั๋วจื่อเจี้ยน
ตอนแรกพวกเขาแค่พูดคุยถกเถียงเกี่ยวกับวรรณกรรมและ
ตำนานโบราณ แต่ต่อมาอีกฝ่ายก็ค่อย ๆ ยุยงให้เขาออกไปดื่มสุรา
สังสรรค์ ถึงขนาดหยิบยก “ขุนพลกระดานหมาก” ไม่เท่ากับ “การ
ต่อสู้ในสนามจริง” มาเป็นข้ออ้าง
สวี่โม่คิดว่ามันน่าขัน แต่ก็ปฏิเสธด้วยคำพูด อีกทั้งค่อย ๆ ถอย
ห่างจากคนทั้งสอง แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะยิ่งเปิดเผยมากขึ้น ถึงขั้น
ชักชวนเขาให้ไปสัมผัสความสุขระหว่างชายหญิง
เมื่อมาถึงจุดนี้ จุดประสงค์ของทั้งสองคนก็ชัดเจนแล้ว พวกเขา
มาเพื่อถ่วงเวลาสวี่โม่ ทำให้เขาไม่มีสมาธิในการเรียน และไม่
จำเป็นต้องพูดถึงด้วยว่าใครเป็นคนจัดการเรื่องนี้
สวี่โม่รู้สึกผิดหวังมาก จึงต่อว่าพวกเขาไปอย่างรุนแรง
ไม่ใช่เพราะจุดประสงค์ของพวกเขาน่ารังเกียจ แต่เพราะในฐานะ
บัณฑิตที่มาจากครอบครัวสามัญชนที่ได้มาเรียนในกั๋วจื่อเจี้ยน กลับ
ไม่ได้ทุ่มเทความคิดไปที่การสอบขุนนาง ถูกซื้อด้วยเงินเพียงห้า
ตำลึงจนลืมมโนธรรมและการเรียนของตัวเองไป
หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็ไม่มาสร้างปัญหาอีก
จนกระทั่งเมื่อวาน
จวี่เหรินสวี่ ผู้มีบุคลิกสง่างามดุจสายลมจันทรา เพิ่งก้าวออก
จากกั๋วจื่อเจี้ยนได้ ก็ถูกสหายร่วมเรียนสองคนร่วมมือกันขวางทาง
เอาไว้
คนหนึ่งประสานมือขออภัย “ก่อนหน้านี้พวกเราทำผิดไปแล้ว
หวังว่าพี่สวี่จะไม่ถือโทษโกรธ กลับมาสนทนาเรื่องราวในตำรา
โบราณกับพวกข้าได้อีกครั้ง”
อีกคนค้อมกายลงเล็กน้อย “เพื่อแสดงความขอโทษจากพวกเรา
พวกข้าได้ใช้เงินจำนวนมากเชิญผู้ที่มีความรู้มาให้พี่สวี่โดยเฉพาะ”
เรื่องจะถือโทษหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผู้ให้ความรู้คือ
อะไร?
สวี่โม่รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง จากนั้นก็เห็นชายทั้งสองคนเบี่ยงตัวหลบ
เผยให้เห็นหญิงสาวเสน่ห์ยั่วยวนอยู่ด้านหลัง
หญิงสาวคนนั้นอายุไม่มาก การแต่งกายก็ไม่ได้เปิดเปลือยอะไร
แต่กิริยาท่าทางทำให้คนรับมือไม่ไหว นางไม่เพียงส่งสายตาเย้ายวน
มาให้ แต่ยังพูดตรง ๆ ว่า “พวกท่านนักอ่านตำรา จะสอนก็สอนไป
เถอะ แต่ทำไมต้องมาคุยเรื่องบทกวีรักใคร่ด้วย หญิงสาวในหอร้อย
บุปผาของพวกข้า หากเหม่ยเหนียงไม่มีความรู้บ้างก็คงไม่เข้าตา
พวกท่านได้”
นางค่อย ๆ เยื้องย่างมาใกล้ กลิ่นเครื่องประทินผสมกับเสียง
นุ่มนวลโจมตีเข้าใส่ “คุณชายชอบคุยเรื่องอะไรเจ้าคะ? ข้ารู้เรื่องพวก
นั้นบ้างเหมือนกัน จะเป็นสี่คัมภีร์ห้าตำรา? หรือว่าคัมภีร์หลุนอวี่ต้าเส
วีย?”
สวี่โม่ไม่กล้าตอบ เขาพูดอะไรไม่ออก แข็งทื่ออยู่กับที่
ตั้งแต่รู้ความมา นอกจากมารดาแล้ว เขาก็เคยกอดแค่เจียงเซิง
คนเดียว ไม่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับหญิงสาวคนอื่นมาก่อน
นับประสาอะไรกับสตรีที่มีเสน่ห์ยั่วยวนโจ่งแจ้งและมีเจตนาแอบ
แฝงคนนี้
“ข้า…ข้าต้องกลับบ้าน รบกวนแม่นางหลีกทางให้ด้วย” เขา
พยายามควบคุมให้ใจเย็นลง “อย่าขวางทางข้าเลย”
“ท่านนี่ช่างเป็นคนหัวโบราณเสียจริง” เหม่ยเหนียงออดอ้อน
“ข้าขวางทางท่านตรงไหนกัน? ข้าแค่จะพาท่านไปยังสถานที่ที่มี
ความสุขกว่านั้น คุณชาย ทำไมไม่ลองดูบ้างเล่า? ข้ารับรองว่าจะทำ
ให้ท่านหลงใหลไปจนถึงกระดูก ยากจะลืมเลือนเลย”
เสียงของนางเหมือนจะผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี แฝงไปด้วย
ความเย้ายวนใจ โดยเฉพาะเสียงกระซิบนั้นช่างยั่วยวนใจยิ่งนัก
สวี่โม่หลับตาลง
พระสูตรกล่าวไว้ว่าจิตใจและวิญญาณที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
สามารถต้านทานความคิดไร้สาระทั้งปวงได้
โดยเฉพาะภาพของบิดามารดาที่ฆ่าตัวตาย และเหตุการณ์การ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ฉายซ ้าไปซ ้ามาในความคิด เมื่อนึกถึง
น้องชายน้องสาวที่รออยู่ที่บ้าน สวี่โม่ก็ลืมตาขึ้นมา ถอยหลังสองก้าว
อย่างเย็นชา แล้วสะบัดแขนเสื้อหมุนตัวจากไป
“คุณชาย!” เหม่ยเหนียงร้องเรียกอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะวิ่ง
ตามมา
“พี่สวี่” สหายร่วมเรียนสองคนก็ตำหนิเขา “ทำไมเจ้าจึงใจร้าย
เช่นนี้”
สวี่โม่ทำเป็นไม่ได้ยิน เดินไปข้างหน้าเร็ว ๆ กระทั่งมาถึงเรือนเล็ก
ถึงได้ถอนหายใจ
ความเย็นชาที่สร้างขึ้นมาละลายหายไป ใบหน้างดงามปรากฏ
รอยแดงเรื่อ กระทั่งดึกดื่นจึงค่อย ๆ จางหาย
ดังนั้น พี่ใหญ่ของพวกเขาที่สง่างามดุจสายลมจันทรา ถูกหญิง
ในหอนางโลมล่วงเกินหรือ?
เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนี้ สีหน้าของน้องชายน้องสาวต่างก็ข่มกลั้น
อารมณ์
จ่างเยี่ยนยิ่งอยากจะพูดแต่ยั้งปากไว้
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากถามว่าทำไมถึงไม่บอกพวกเจ้า” สวี่โม่หลุบตา
ลง ใบหน้าแดงเรื่ออีกครั้ง “เพราะเรื่องพวกนี้ข้าสามารถรับมือได้”
ไม่ว่าจะเป็นการยุยงให้ดื่มสุราหรือการเรียกหญิงนางโลมที่มา
ขวางทาง วิธีการเหล่านี้ล้วนเรียกได้ว่าเป็นกลอุบายที่เลวร้าย
สำหรับคนที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ อาจจะเป็นการทำลาย
ถึงที่สุด แต่สำหรับสวี่โม่แล้ว มันเป็นเพียงเรื่องตลกเล็ก ๆ น้อย ๆ
เท่านั้น
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในกั๋วจื่อเจี้ยนนั้นมีมากมายเหลือเกิน
การได้รู้จักมิตรสหาย การค้นพบความไม่น่าไว้วางใจ การ
หลีกเลี่ยงผู้มีอำนาจ หรือแม้แต่การถูกกลั่นแกล้ง ทุกเรื่องที่สามารถ
แก้ไขได้ สวี่โม่ก็จัดการมันได้อย่างง่ายดาย
เขาไม่อาจบอกเล่าทุกเรื่องอย่างละเอียดให้น้องชายน้องสาวฟัง
ได้ ทั้งยังต้องเตรียมการรับมือกับทุกสิ่งอีกด้วย
เพียงแต่ครั้งนี้ เขาคำนวณพลาดไป
สวี่โม่ไม่คิดว่าตระกูลฟางจะเล่นสกปรกถึงขนาดนี้ พวกเขาทำ
ร้ายคนจนสลบแล้วพาตัวไปที่หมนางโลม อีกทั้งยังทิ้งร่องรอยไว้เพื่อ
ล่อให้น้องชายน้องสาวพาคนอื่นมาตามหา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำลาย
ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของเขา
แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด
ตระกูลฟางโจมตีไม่สำเร็จครั้งนี้ พวกเขาก็ยิ่งจับตามองสวี่โม่
มากขึ้น แม้จะไม่มีแผนการชั่วร้ายอื่นอีก แค่หาหญิงงามมาก่อกวน ก็
เพียงพอจะทำให้เขาต้องดื่มยาพิษแล้ว
ยามนี้เป็นปลายเดือนแปด เดือนสองของปีหน้าจะมีการสอบ
ระดับแคว้น มีเวลาครึ่งปี
เวลาครึ่งปีนี้ จะดำเนินผ่านไปอย่างไรหนอ
สวี่โม่ขมวดคิ้วแน่น กระทั่งการแก้แค้นก็ยังถูกเลื่อนออกไป เขา
คิดแต่จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเดียว
การสอบระดับแคว้นครั้งนี้เป็นการสอบที่สำคัญที่สุดในชีวิตของ
เขา และเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตด้วย
สวี่โม่ต้องทำสำเร็จเท่านั้น เขาไม่อาจล้มเหลวได้
“พี่ใหญ่อย่ากังวลนักเลย ท่านให้เจียงซานกับเจียงซื่อคอย
ติดตามท่านได้” จ่างเยี่ยนกล่าวเบา ๆ “ตระกูลฟางรังแกท่าน ก็เพราะ
ไม่มีใครอยู่ข้างกายท่านเท่านั้นเอง”
ด้วยฝีมือของพวกเขาสองคน สามารถต่อสู้ หลบหนี โจมตี และ
ป้องกันได้
สวี่โม่เม้มปากไม่พูดอะไร เหมือนกำลังพิจารณาความเป็นไปได้
นี้
เจียงเซิงกับเวินจืออวิ่นที่ให้คำแนะนำอะไรไม่ได้ ทำเพียงมอง
อย่างเฝ้ารอ
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดและเงียบสงบนี้ เจียงเฉิงเฟิงที่ถูก
ละเลยมานานก็กระแอมเบา ๆ “ฝีมือของพวกเขาสองคนยอดเยี่ยม
มาก”
เจียงซานกับเจียงซื่อที่อยู่ด้านนอกชูคอขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ราว
กับห่านตัวใหญ่หน้าหมู่บ้าน
“แต่ว่า…” น ้าเสียงของเขาเปลี่ยนไป “หากต้องเผชิญหน้ากับ
เหล่าขุนนางจริง ๆ ต่อให้มีฝีมือที่ดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์”
คอของห่านใหญ่สองตัวตกลง
จ่างเยี่ยนใช้มือขวาเคาะหลังมือซ้าย นี่แสดงว่าเขากำลังครุ่นคิด
อยู่เช่นกัน “ตระกูลฟางสามารถใช้กลอุบายต ่าช้าอย่างหญิงนางโลม
ได้ การหาขุนนางมาสร้างความลำบากให้พี่ใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไป
ไม่ได้เช่นกัน”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวงที่ให้ความสำคัญกับอำนาจ
แม้ว่าสวี่โม่จะสามารถรับมือได้ เขาก็คงหนีไม่พ้นการถูกดูหมิ่น
เหยียดหยาม และต้องเจอกับความยากลำบาก
ท้ายที่สุด ตัวตนของเขาในฐานะบัณฑิตยากจนก็ธรรมดาเกินไป
ตระกูลฟางกล้าจะรังแก สหายร่วมเรียนกล้าจะวางแผน แม้แต่
หญิงนางโลมก็ยังกล้าที่จะเกาะแกะเขา
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….