พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 346 การยอมรับของบัณฑิตหนุ่ม
รถม้ายังคงมุ่งหน้าต่อไป ขณะที่ทุกคนต่างครุ่นคิด แต่ก็ไม่
สามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้
เวินจืออวิ่นเม้มริมฝีปากลังเลอยู่หลายครั้ง “บางที… บางที…
อาจจะมีทาง”
ทุกคนรวมถึงเจียงเฉิงเฟิงหันมามองพร้อมกัน
หมอน้อยเวินที่ขี้กลัวอยู่แล้วสะดุ้งตกใจ โชคดีเจียงเซิงอยู่ข้าง ๆ
จึงรีบจับนิ้วมือเรียวซีดขาวของเขาไว้ทัน “พี่สี่ไม่ต้องกลัว พูดมา
เถอะ”
เวินจืออวิ่นสูดหายใจลึก ๆ “สิ่งที่ตระกูลฟางกลัวคือพี่ใหญ่จะ
ตั้งใจเรียน กลัวว่าพี่ใหญ่จะสอบได้อันดับหนึ่งอีกครั้ง ตราบใดที่พี่
ใหญ่ ‘ล้มป่วย’ ตระกูลฟางก็จะไม่วางแผนร้ายอีก”
ไม่เพียงแค่ล้มป่วย หากสวี่โม่เต็มใจ เขาอาจแสร้งเมาสุราและ
หมกมุ่นอยู่ในอ้อมกอดหญิงงาม เป็นบัณฑิตที่ไร้ความหวังก็ได้
ขอเพียงตระกูลฟางเชื่อว่าในครึ่งปีจากนี้ เขาจะไม่เป็นภัย
คุกคาม
เวินจืออวิ่นกล่าวอย่างจริงใจ “ข้าสามารถช่วยฝังเข็มให้พี่ใหญ่
ได้ ทำให้เขาดูอ่อนแอโดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หรือจะทำให้
ดูเหมือนเป็นวัณโรค มีอาการไอเรื้อรัง ส่วนสีหน้าซีดเซียวก็ไม่ยาก
แค่ทาแป้งไว้เล็กน้อยก็พอ”
แต่การทำเช่นนี้ จะต่างอะไรกับการหนีทัพในช่วงเวลาคับขัน
การใช้ความเจ็บป่วยเป็นข้ออ้าง การใช้ความล้มเหลวมาหลอก
ล่อศัตรู แม้จะหลบเลี่ยงแผนร้ายได้ แต่ก็ทำให้เสียเวลาในการอ่าน
หนังสือตำรา และทำลายความเชื่อมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้า
เวินจืออวิ่นมีเจตนาดี แต่ก็ขัดแย้งกับจิตใจที่แน่วแน่ไม่ยอมอ่อน
ข้อของสวี่โม่
จ่างเยี่ยนชั่งใจพูดขึ้นว่า “หากไม่มีทางเลือกอื่น ก็เลือกวิธีนี้แล้ว
กัน”
ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง ไม่มีเวลามากพอจะครุ่นคิด
เพราะพวกเขากลับมาถึงเรือนเล็กแล้ว
จางเซียงเหลียนมองซ้ายมองขวาด้วยความกังวล เมื่อเห็นรถม้า
ที่คุ้นเคยจึงถอนหายใจโล่งอก นางกล่าวพลางน ้าตาคลอ “เกิดอะไร
ขึ้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเด็ก ๆ ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ทุกคนกลับมาแล้ว” พ่อครัวใหญ่ปลอบอยู่
ข้าง ๆ
จางเซียงเหลียนจึงหยุดร้องไห้ “ข้าจะไปยกอาหารมา พวกเขาคง
หิวมากแล้ว”
เหล่าพี่น้องทยอยลงจากรถม้า โดยมีเจียงเฉิงเฟิงเป็นคนสุดท้าย
ตามหลักแล้วเขาควรจะพูดถึงรถม้าของตระกูลเจียงที่ถูกทิ้งไว้
หรือไม่ก็ขอให้เจียงซานกับเจียงซื่อส่งเขากลับไปที่จวน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเจียงเฉิงเฟิงถึงยังคงเงียบอยู่
พวกพี่น้องเจียงเซิงก็ไม่สามารถเอ่ยปากได้เช่นกัน พวกเขาจึง
เชิญอีกฝ่ายมาที่ลานบ้านเพื่อทานอาหารร่วมกัน
ฝีมือการทำอาหารของจางเซียงเหลียนอาจสู้พ่อครัวของตระกูล
เจียงไม่ได้ แต่ก็มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เจียงเฉิงเฟิงจึงตั้งอกตั้งใจ
ทานถึงสองชามใหญ่
หลังอาหาร
ขณะเหล่าพี่น้องกำลังจะลุกขึ้น “บางที ข้าก็มีอีกวิธี พวกเจ้า
อยากฟังหรือไม่?”
อย่างที่คาดไว้ ทุกคนทำอะไรย่อมมีจุดประสงค์
จ่างเยี่ยนไม่รู้สึกแปลกใจนัก “เชิญคุณชายรองเจียงพูดเถอะ
ขอรับ”
“วิธีของข้าคือ ข้าจะมาเป็นเด็กรับใช้ให้คุณชายสวี่เป็นเวลาครึ่ง
ปี” เจียงเฉิงเฟิงพูดอย่างจริงจัง “แต่เขาต้องสอนข้าเรียนหนังสือ ช่วย
ข้าสอบจวี่เหรินในอีกสามปีข้างหน้าให้ผ่าน”
บนเส้นทางของการสอบขุนนาง คุณชายทั้งสองของตระกูลเจียง
สอบได้เพียงตำแหน่งซิ่วไฉ ในปีที่สวี่โม่เข้าสอบระดับเขต พวกเขาก็
เข้าร่วมด้วย แต่กลับสอบไม่ผ่านพร้อมกันทั้งคู่
เรื่องนี้ยังนำมาซึ่งการเยาะเย้ยจากตระกูลคู่แข่ง พวกเขาเชื่อว่า
คนรุ่นหลังของตระกูลเจียงนั้นไม่เอาไหน
“พี่ใหญ่ของข้าไปทำศึกที่ชายแดนเหนือแล้ว ข้าที่อยู่ในเมือง
หลวง ไม่อาจเป็นเพียงซิ่วไฉแล้วใช้ชีวิตอยู่กับทรัพย์สมบัติของ
ตระกูลเจียงได้” เจียงเฉิงเฟิงเยาะเย้ยตัวเอง “ตระกูลเจียงอาจทำให้ข้า
ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องไปชั่วชีวิต แต่ลูกของข้าเล่า? หลานของข้า
เล่า? เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตระกูลเจียงเล่า?”
หากไม่มีผู้สืบทอด นั่นก็คือความเสื่อมถอย
ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือศักดิ์ศรี
เมื่อตระหนักว่าการพอใจกับสภาพปัจจุบันคือการเสียเวลาเปล่า
เจียงเฉิงเฟิงจึงเล็งเป้าไปที่สวี่โม่
ไม่มีผู้ใดเหมาะสมจะเป็นผู้ชี้แนะไปมากกว่าคนที่เคยได้รับ
ตำแหน่งฮุ้ยหยวน ความเป็นเลิศของสวี่โม่นั้นเห็นได้อย่างชัดเจน
และความจริงก็คือตอนนี้เขาต้องการการคุ้มครอง
และบังเอิญว่าเจียงเฉิงเฟิงก็พอมีสถานะที่สามารถต่อกรกับ
ตระกูลฟางได้
นี่คือการแลกเปลี่ยนและได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ยิ่งไปกว่า
นั้นคือเล่ห์เหลี่ยมและกลยุทธ์ที่ตระกูลเจียงสั่งสมมาเป็นเวลาสองชั่ว
อายุคน
อย่าสงสัยในตัวทายาทรุ่นสอง หากพวกเขาไม่พยายามก็จะมี
ลักษณะหนึ่ง แต่เมื่อพวกเขาลงมือทำอย่างจริงจัง ก็จะมีอีกลักษณะ
หนึ่ง
ดวงตาทั้งสองของเจียงเฉิงเฟิงเปล่งประกายวาววับ จ้องมองสวี่โม่
พร้อมกับแอบสังเกตจ่างเยี่ยนไปด้วย
ผ่านไปครู่ใหญ่
สวี่โม่พยักหน้า ตอบออกมาหนึ่งคำว่า “ตกลง”
ในตอนนั้นเพื่อโค่นล้มจูจื้อ เขาสามารถสละพรสวรรค์และบทกวี
ของตนได้ บัดนี้เพียงแค่สอนคุณชายตระกูลใหญ่ที่ไม่ได้โง่เขลานักก็
คงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
เจียงเฉิงเฟิงยื่นมือออกมา สวี่โม่ยื่นมือตอบ มือทั้งสองฝั่ง
ประสานกัน นับเป็นการต่อรองสำเร็จลุล่วง
จ่างเยี่ยนถอนหายใจ แต่ก็รู้สึกว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว
พวกเขาขาดแคลนอำนาจและต้องการการปกป้องจริง ๆ
เจียงเซิงสามารถไปขอความช่วยเหลือจากฮูหยินผู้เฒ่าเจียงได้
สวี่โม่ก็สามารถไปขอความช่วยเหลือจากใต้เท้าโต้วได้ แต่ความ
ช่วยเหลือที่ได้มาจากการขอร้องเช่นนี้ ไม่ช่วยให้รู้สึกสบายใจและ
มั่นใจได้เท่ากับการแลกเปลี่ยนกับเจียงเฉิงเฟิง
เอาเถอะ
ในเมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ควรใช้ประโยชน์จากอำนาจนี้ให้เต็มที่
ดวงตาของจ่างเยี่ยนลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ “พี่ใหญ่ ตระกูลฟาง
รังแกคนเกินไปแล้ว พวกเราจะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้”
ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายกลัวว่าสวี่โม่จะพยายามขึ้นหรือ ไม่ได้กลัวว่าสวี่
โม่จะได้รับตำแหน่งฮุ้ยหยวนอีกครั้งหรือ ไม่ได้ชอบทุจริตการสอบขุน
นางหรือ
เช่นนั้นก็มาเล่นหมากกระดานนี้ที่ต้องใช้เวลาครึ่งปีกันเถอะ
ทั้งสองฝ่ายจับหมากเดินเกม ใช้การสอบระดับแคว้นเป็นตัว
ตัดสินแพ้ชนะ
เด็กหนุ่มทั้งสามคนสบตากัน ราวกับเข้าใจความคิดของกันและ
กัน จากนั้นก็หัวเราะออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
มีเพียงเจียงเซิงที่สะกิดเวินจืออวิ่นผู้นุ่มนิ่ม “พี่สี่ พวกเขาหัวเราะ
อะไรกัน?”
“นั่นสิ หัวเราะอะไรกัน” เวินจืออวิ่นก็งุนงงไม่แพ้กัน
ไม่นานพวกเขาก็เข้าใจ
วันต่อ ๆ มา สวี่โม่ยังคงขยันเรียนและฝึกฝนอย่างหนัก เพียงแต่
ไม่ได้ทิ้งเรียงความของเขาอย่างไม่ใส่ใจอีก แต่ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้น
น้อยแล้วโยนลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของกองขี้เถ้า
ขนาดของชิ้นส่วนเหล่านี้ก็แยบยลมาก มันพอที่จะประกอบต่อ
กันได้ แต่ก็ยังขาดไปสองสามส่วนเสมอ
สวี่โม่ซ่อนตัวอยู่หลังประตู ฟังเสียงคนค้นหากองขี้เถ้าอยู่ข้าง
นอก รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้า รอให้ฟางหยวนถูกเรียงความ
ผิด ๆ ชักนำ
แผนการเก็บเศษซาก ล้มเหลวแล้ว!
เวลาที่เขาจะไปและกลับจากกั๋วจื่อเจี้ยน มักจะเป็นเจียงเฉิงเฟิง
ที่มารับเขาเสมอ
บางครั้งก็มีเด็กผู้หญิงที่อยากรู้อยากเห็นตามอีกฝ่ายมาด้วย แต่
พอถึงที่หมายก็ถูกเขาไล่กลับไป นางได้แต่ทำปากยื่นแล้วไปเล่นกับ
เจียงเซิงแทน
สวี่โม่ถือว่าเขาเป็นเด็กรับใช้ สอนสิ่งที่จำเป็นต้องสอน และใช้
งานอะไรก็ไม่เกรงใจ
ตัวอย่างเช่น เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงประตูกั๋วจื่อเจี้ยน ถูกสหายร่วม
เรียนที่ไม่ดีขวางทางไว้ ยังไม่ทันได้ประสานมือทักทาย เจียงเฉิงเฟิงก็
เตะพวกเขาจนล้มไปแล้ว
“พี่สวี่ พวกเจ้าจะทำร้ายคนได้อย่างไร” สหายร่วมเรียนตะโกน
ด้วยความขุ่นเคือง
“อยากตีเจ้าก็ตีเจ้า ข้าจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือ?” เจียงเฉิง
เฟิงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “หากไม่พอใจก็ไปหาข้าที่ตระกูลเจียงสิ”
นั่นคือตระกูลเจียงผู้ทรงอิทธิพล
แม้ว่าคุณชายใหญ่เจียงจะไปแล้ว แต่คุณชายรองลเจียงก็ไม่ใช่
คนที่ใคร ๆ จะมาล้อเล่นด้วยได้ ใครจะกล้าไปยั่วยุพวกเขากัน
สหายร่วมเรียนหนีไปอย่างหมดท่า ทิ้งให้สาวงามยืนหน้าซีดอยู่
ตรงนั้น
“เจ้าก็อยากโดนด้วยหรือ?” เจียงเฉิงเฟิงเหลือบมอง
เหม่ยเนียงถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะวิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมา
มอง
แผนใช้หญิงงามล่อใจ ล้มเหลว!
เหลือเพียงการใช้อำนาจข่มขู่ แต่สวี่โม่ก็ไม่ร้อนใจ อดทนรอคอย
ต่อไป
เมื่อสภาพอากาศในเมืองหลวงเริ่มเย็นลง ในที่สุดก็มีบุตรหลาน
จากตระกูลใหญ่ที่ทนไม่ไหว ฉวยโอกาสตอนที่เจียงเฉิงเฟิงออกไป
ทำธุระส่วนตัว มาดักรอเขาที่มุมหนึ่ง
“บัณฑิตสวี่ผู้มีความสามารถ จวี่เหรินจากเขตอันสุ่ย ใช่
หรือไม่?” บุตรชายตระกูลจูหัวเราะเย้ยหยัน “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเขียน
เรียงความได้เก่งมาก สนใจจะช่วยข้าแต่งกลอนสักบทหรือไม่ เพื่อให้
ข้าได้สร้างชื่อเสียงในหอเหวินชาง”
ลูกน้องหลายคนที่อยู่ด้านหลังพากันล้อมเข้ามาพร้อมกัน มีคน
ถือกระดาษและพู่กันพร้อมจะจดบันทึกได้ทุกเมื่อ
สวี่โม่ยังคงนิ่งเฉย ไม่พูดอะไร
“นี่ เจ้ากล้าแสดงท่าทางแบบนี้ใส่ข้าหรือ”
บุตรชายตระกูลจูยังไม่ทันได้ก่อเรื่อง เจียงเฉิงเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้น
พร้อมกับลูกเตะ ด้วยความเฉียบคมและว่องไวอันเป็นเอกลักษณ์ของ
ตระกูลนักรบ การจัดการกับบัณฑิตไม่กี่คนจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
“สิ่งที่คุณชายสวี่เขียน เจ้าคิดว่าเจ้าคู่ควรกับมันหรือ?” เขา
เหยียบลงบนใบหน้าของบุตรชายตระกูลจู “เจ้าอยากให้เขาเขียน
อะไรให้เจ้าแทนหรือไม่?”
พูดจบ เขาก็เกิดแรงบันดาลใจอยากจะเขียนขึ้นมา จึงร่าย
ออกมาว่า “เจ้าสวมชุดแดงเขียว เลวยิ่งกว่าขี้หมา!”
แม้แต่บัณฑิตที่อยู่ไกลออกไปก็ยังได้ยินและระเบิดเสียงหัวเราะ
ออกมา
บุตรชายตระกูลจูหน้าแดงก ่า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
หากตระกูลเจียงเป็นตระกูลที่ง่ายต่อการล่วงเกิน เขาก็คงไม่กล้า
ฉวยโอกาสตอนที่เจียงเฉิงเฟิงไม่อยู่
แผนการใช้อำนาจข่มขู่ ล้มเหลว!
หลังบุตรชายตระกูลจูโดนเตะอีกสองสามที ทั้งสองคนก็หันหลัง
เดินจากไป
สวี่โม่ถามระหว่างกำลังเดิน “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ไปปลดทุกข์หรอก
หรือ ทำไมถึงกลับมาเร็วนัก”
เจียงเฉิงเฟิงไม่ตอบด้วยความเขินอาย แต่เมื่อเดินผ่านมุมกำแพง
เด็กหนุ่มก็เหลือบมองรอยน ้าบนพื้นแล้วยิ้มแห้ง ๆ