พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 347 พี่ใหญ่ล้มป่วย
ความจริงแล้ว เจียงเฉิงเฟิงเป็นผู้คุ้มกันที่ดีมาก
เขามีตระกูลเจียงเป็นเครื่องคุ้มครอง จึงไม่เกรงกลัวตระกูลใด ๆ
ทั้งสิ้น
อุปนิสัยของเขานั้นไม่เกรงใจใคร กล้าตีทุกคนยกเว้นผู้หญิง และ
ไม่ลังเลที่จะก่อเรื่องทะเลาะวิวาท
แม้กระทั่งเรื่องการทำธุระส่วนตัว ก็ยังสามารถทำได้อย่างไม่
เกรงใจในที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น มุมกำแพง
สวี่โม่ยอมรับว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอิทธิพลจากชาติกำเนิด หรือการอบรมสั่งสอน
ของบิดามารดา ทำให้เขามีนิสัยที่แตกต่างกับคุณชายทั้งสองของ
ตระกูลเจียง
เขาเป็นคนตรงไปตรงมา แข็งแกร่ง และมุ่งมั่น
ส่วนพี่น้องคุณชายเจียงเป็นคนฉลาดเฉลียว ทำอะไรตามใจชอบ
และมีชีวิตที่อิสระ
ในอดีต สวี่โม่ชื่นชมลักษณะนิสัยที่ยอมหักไม่ยอมงอเช่นนี้ มัน
เป็นจิตวิญญาณที่ค ้าจุนเขาจากอำเภอเซี่ยหยางมาถึงเมืองหลวง
แต่เพราะผลการระดับแคว้นถูกสับเปลี่ยน ตระกูลฟางใช้วิธี
สกปรกกลั่นแกล้ง โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกลักพาตัวไปหอนางโลม ทำให้
เขารู้สึกว่ามุมมองบางอย่างของตัวเองถูกทำลาย
ไม่ว่าคนเราจะเข้มแข็งแค่ไหน พวกเขาก็ยังคงทำอะไรไม่ถูกเมื่อ
เผชิญกับมีดที่อ่อนนุ่ม
เหมือนกับฟางเหิงในตอนนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับญาติผู้น้องที่เคย
สนิทสนมมาคุกเข่าอ้อนวอน จากนั้นก็ตะโกนด่าทอ เขาก็ทำได้เพียง
หนีไปยังชายแดนเพื่อสงบสติอารมณ์
หรือเหมือนกับตอนที่หญิงสาวจากหอนางโลมขวางทางและ
รบกวนเขา ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงเฉิงเฟิง สวี่โม่ก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะ
หลีกเลี่ยงอย่างไร
แต่เจียงเฉิงเฟิงช่วยเขาได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น หลังจากการสอบ
ระดับแคว้นสิ้นสุดลง ชีวิตของเขาก็ต้องเดินต่อไปและฝ่าฟันมันด้วย
ตัวเอง
ในความคลุมเครือ สวี่โม่ตระหนักว่าความซื่อตรงที่เขายึดมั่น
อาจไม่เหมาะกับเมืองหลวงแล้ว ไม่เหมาะกับแวดวงการขุนนาง ไม่
เหมาะกับราชสำนัก และไม่เหมาะกับการหลอกลวงกันระหว่างตระกูล
ใหญ่
เขาบริสุทธิ์ดั่งไผ่เขียว แม้ลมจะพัดฝนจะตกก็ไม่อาจทำให้ล้ม
หรือเอนเอียงได้ แต่ถ้ามีคนนำปุ๋ยมาเทใส่เขาสองสามกอง ไผ่ก็จะเน่า
เปื่อยจากราก
แล้วใครเล่าจะยอมเน่าเปื่อยกันเล่า
สวี่โม่เหม่อมองไปข้างหน้า ราวกับเห็นแผ่นหลังตั้งตรงและไม่
ยอมอ่อนข้อของบิดา ราวกับเห็นรอยยิ้มผ่อนคลายบนใบหน้าของใต้
เท้าโต้ว รวมถึงรอยยิ้มที่คล้ายคลึงกันบนใบหน้าของขุนนางทุกคน
“ความลื่นไหลเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้หากเจ้าต้องการเข้ากับคนอื่น
ได้ดี” เจียงเฉิงเฟิงพูดพลางพยักหน้า
เพียงสองประโยคสั้น ๆ แต่กลับเผยให้เห็นความจริง
สวี่โม่ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกาย “พี่เจียงพูดถูก ข้า
ขอถามได้หรือไม่ว่าเป็นคำพูดของใคร?”
เจียงเฉิงเฟิงชะงัก “เป็นคำพูดของท่านพ่อ ท่านสอนข้ากับพี่ชาย
ตั้งแต่เด็ก ให้พวกข้าฟังมาก ๆ ดูมาก ๆ รู้มาก ๆ เพราะการต่อสู้
ระหว่างคนตระกูลใหญ่นั้นเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบาย
มากมาย”
สิ่งที่สวี่โม่เคยประสบมานั้นถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อก่อนยังมี
ตระกูลหนึ่งที่เจาะจงเลี้ยงดูบุตรสาวเพื่อส่งไปเป็นอนุภรรยาให้กับ
ตระกูลอื่น หวังจะทำร้ายบุตรชายบุตรสาวที่เป็นทายาทสายตรง แล้ว
สนับสนุนให้ลูกของตนรับตำแหน่งแทน
สิบกว่าปีต่อมา ทายาทส่วนใหญ่ของเมืองหลวงล้วนเกี่ยวข้องกับ
ตระกูลนั้น และสถานะของพวกเขาก็สามารถจินตนาการได้
นอกจากนี้ ยังมีตระกูลที่จงใจฝึกฝนบุตรสาวให้เป็นภรรยารอง
ทำลายบุตรชายคนโตของภรรยาเอก แล้วให้กำเนิดบุตรชายคนใหม่
ไม่เพียงแต่ตัวเองจะได้รับความเคารพและความโปรดปราน แม้แต่
ตระกูลเดิมก็ได้รับผลประโยชน์ไปด้วย
“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เจ้าไม่รู้ มีแต่สิ่งที่เจ้าคิดไม่ถึง” เจียงเฉิงเฟิง
สรุป “พี่สวี่ เจ้าฉลาดและซื่อตรง แค่ประสบการณ์ยังน้อยเกินไป หาก
ตระกูลฟางกล้าส่งข้าไปหอโคมเขียว ข้าก็จะทำให้พวกเขาต้องส่ง
นางโลมชั้นยอดมาให้ข้า”
“หรือไม่วันนี้เจ้าก็ไปหอนางโลมกับข้าสักหน่อย ต่อไปหากเจอ
เรื่องแบบนี้อีก เจ้าจะได้รับมือได้ทัน”
สวี่โม่เกือบสำลักน ้าลายตาย
เขาอยากจะจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วว่องไว อยากจะ
เรียนรู้วิถีชีวิตอันไร้ขอบเขตของพี่น้องตระกูลเจียง แต่การไปหอนาง
โลมนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในฐานะพี่ชายคนโต เขาไม่สามารถ
เป็นตัวอย่างไม่ดีให้น้อง ๆ ได้
สวี่โม่กล่าวเสียงนุ่มนวล “กลับบ้านกันเถอะ” แล้วก้าวขึ้นไปนั่ง
บนรถม้า
ขณะที่ล้อรถม้าเคลื่อนไปข้างหน้า กั๋วจื่อเจี้ยนและสายลมฤดู
ใบไม้ร่วงก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
เด็กหนุ่มกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ในปีที่เขามาเมืองหลวง เพื่อที่จะ
โค่นล้มจูจื้อ เขาได้เรียนรู้ที่จะผูกมิตรและชักชวนบุตรหลานของขุน
นาง ซึ่งเป็นก้าวแรกสู่ความเป็นคนฉลาดเจ้าเล่ห์
บัดนี้ หลังรับบทเรียนจากตระกูลฟางและคำชี้แนะจากตระกูล
เจียง เขาก็ยิ่งเข้าใจแก่นแท้มากขึ้น
เมื่อเวลาผ่านไป ต้นไผ่อ่อนบอบบางจะค่อย ๆ เติบโตเป็นต้นไผ่
โอนอ่อนตามสายลมแรงและยืนต้นตั้งตรงเมื่อไร้ลม นุ่มนวลและ
ยืดหยุ่น แต่ก็สามารถยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจได้
เช่นเดียวกับคำสี่คำที่เขียนในหอเหวินชาง คุณชายไผ่เขียว
เมื่อล้อรถม้าหยุดหมุน ภาพของเรือนเล็กก็ปรากฏแก่สายตา
สวี่โม่ค่อย ๆ ก้าวลงจากรถม้า หันกลับมาประสานมือคำนับ
“ขอบคุณพี่เจียงมากสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา การสอนของพวกเรา
ควรจะเริ่มตามกำหนดการแล้ว ข้าไม่กล้ารับปากว่าจะทำให้เจ้า
สอบจวี่เหรินผ่าน แต่ข้าจะถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่มีให้”
เขายังคงดูเหมือนเดิม ซื่อตรงและมั่นคง แต่ก็แตกต่างไปจากเดิม
เจียงเฉิงเฟิงโค้งคำนับตอบ “ดี เช่นนั้นก็รบกวนพี่สวี่แล้ว”
รถม้าเคลื่อนออกไปอีกครั้ง ประตูเรือนเล็กเปิดออก เผยให้เห็น
ใบหน้ากลมมน
“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว!” เจียงเซิงตื่นเต้นมาก “วันนี้ท่านไม่ได้ถูก
รังแกใช่หรือไม่ ไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่”
ดูสิ แม้แต่น้องสาวก็ยังเป็นห่วงเขา
ทั้งที่เป็นพี่ชายคนโต แต่กลับต้องให้น้องชายน้องสาวคอยเป็น
กังวล ทั้งยังต้องให้พวกเขาคิดหาวิธีช่วยอีก
ไม่ควรเลยจริง ๆ
สวี่โม่ยิ้มบาง ลูบผมสีดำของนาง “ไม่ต้องห่วง มันจะไม่เกิดขึ้น
อีกแล้ว”
เขาจะไม่ยอมให้ตระกูลฟางวางแผนเล่นงานตนเอง จะไม่ซื่อตรง
จนเกินไป จะไม่หลีกหนีเรื่องสกปรกและเรื่องที่น่าอับอายอะไรอีก
ต่อไป
แต่หากถามว่าหัวใจของเขายังคงเหมือนเดิมหรือไม่
คำตอบคือใช่อย่างไม่ต้องสงสัย
พฤติกรรมของคนเราอาจเปลี่ยนไป การรับรู้อาจเปลี่ยนไป
ความคิดอาจเปลี่ยนไป แต่ความซื่อตรงที่ฝังอยู่ในกระดูกของคนเรา
นั้นไม่มีวันกลายเป็นความชั่วร้ายได้ แม้แต่จะเอนเอียงก็ยากยิ่ง
หลายเดือนต่อมา
สวี่โม่ตั้งใจสอนเจียงเฉิงเฟิงอย่างจริงจัง และซึมซับความไร้
ขอบเขตอันเป็นลักษณะเฉพาะของทายาทตระกูลใหญ่จากอีกฝ่าย
พวกเขาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ปกป้องซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน จนเกิดเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้น
หลังจากล้มเหลวหลายครั้ง ตระกูลฟางก็ไม่เคยมารบกวนพวก
เขาอีกเลย
แม้แต่เจียงเฉิงเฟิงยังคิดว่าตระกูลฟางหมดหนทางแล้ว แต่สวี่โม่
ก็ไม่ประมาท
เมื่อลมฤดูใบไม้ร่วงเปลี่ยนเป็นลมหนาว น ้าแข็งและหิมะอันหนาว
เหน็บปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดิน สวี่โม่ก็ไปหาเวินจืออวิ่นที่กำลังศึกษา
ตำราแพทย์อยู่
“เจ้าสี่ ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า” สวี่โม่กล่าวด้วย
น ้าเสียงทุ้มลึก “ข้าอยากจะป่วย”
เวินจืออวิ่นลุกขึ้นยืนอย่างงุนงง พิ่งรู้ตัวว่าคำแนะนำของเขา
ได้รับการยอมรับ
“พี่ใหญ่ ท่านไม่ใช่คนที่ไม่ชอบการเสแสร้งหรอกหรือ” จ่างเยี่ย
นตกใจจนทำไม้ตกพื้น “แถมยังต้องทาแป้งบนหน้าอีก ท่านยินดีจริง
ๆ หรือ”
เหตุใดจะไม่ทำเล่า?
สวี่โม่ยิ้ม “ตระกูลฟางคงไม่ปล่อยข้าไปง่าย ๆ แทนที่จะรอให้พวก
เขาลงมือ แล้วพวกเราต้องเหนื่อยป้องกัน สู้ลดความระแวดระวังของ
พวกเขาลงจะดีกว่า มันก็แค่แป้งเล็กน้อย แค่การแกล้งป่วยเท่านั้น”
บุรุษผู้ยิ่งใหญ่สามารถยืดหยุ่นและแข็งกร้าวได้
ในตอนนั้น บิดาของเขาถูกใส่ร้าย แต่เลือกที่จะฆ่าตัวตายเพื่อ
พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง เพียงเพราะเขาดื้อรั้นในความซื่อตรง
มากเกินไป
แต่มันมีประโยชน์อะไรเล่า จูจื้อก็ยังได้ขึ้นเป็นนายอำเภอ
ชาวบ้านทั้งอำเภอเซี่ยหยางต่างเดือดร้อนแสนสาหัส และบุตรชายคน
เดียวของเขาก็แทบเอาชีวิตไม่รอด ขาหักทั้งสองข้าง
สวี่โม่ตัวน้อยเคยชื่นชมบิดาของเขา เคารพนิสัย ยกย่องในความ
ซื่อสัตย์และความซื่อตรงของบิดา
ยามนี้เขายังคงเคารพบิดา แต่ไม่ต้องการจะเป็นเหมือนบิดาอีก
คือต้นไผ่เขียวที่ซื่อตรงแต่เปราะบาง
“มาเถอะ เจ้าสี่” เขายื่นมือออกไปอย่างจริงจังและสงบ “ทำให้ข้า
ป่วย ทำให้ข้าเป็นคุณชายที่อ่อนแอในสายตาของทุกคน”
บางทีเขาอาจจะได้รู้สึกถึงวิธีที่พี่ฝูเฟิงใช้ชีวิตมาตลอดหลายปีนี้
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………