พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 348 การกลับมาของพี่รอง
สายลมพัดมาพร้อมความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก
ขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างพากันสวมเสื้อกันหนาวหนา ๆ คุณ
ชายสวี่โม่ผู้เป็นที่จับตามองกลับพลัดตกลงไปในสระน ้าเย็นที่กั๋วจื่อ
เจี้ยน เมื่อถูกช่วยขึ้นมา ริมฝีปากของเขาก็ขาวซีดแล้ว
โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณชายรองเจียง จึงรีบพาตัว
ไปส่งสำนักแพทย์เวิน และช่วยชีวิตเขาไว้ได้อย่างทุลักทุเล
แต่น่าเสียดายที่ทำได้เพียงแค่ช่วยชีวิตเท่านั้น
ว่ากันว่าความเย็นได้เข้าไปในปอดของเขา ทำให้เขาไออย่าง
รุนแรงทุกวัน มีหลายครั้งที่ถึงกับไอเป็นเลือด
บางคนคร ่าครวญว่าบัณฑิตหนุ่มผู้เฉลียวฉลาด สามารถท้าทาย
ตระกูลใหญ่และขอโอกาสในการสอบขุนนางอีกครั้งได้ กลับต้องมา
จบชีวิตลงเช่นนี้
บางคนก็สงสัย รู้สึกว่ามันบังเอิญเกินไปที่เขาจะตกลงไปในสระ
น ้าเย็น และได้รับการช่วยเหลือแทนที่จะจมน ้าตายไป
ไม่ว่าพวกเขาจะคิดเห็นอย่างไร สวี่โม่ก็กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง
ไม่ขยับเขยื้อน
เจียงเซิงถือตลับแป้งของวังเสี่ยวจูอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะทา
ตกหล่นไปตรงไหน
“พอแล้วเจียงเซิง” เวินจืออวิ่นกระซิบข้าง ๆ “ถ้าทาต่อไปอีก พี่
ใหญ่คงไม่ใช่แค่ป่วยแต่จะเหมือนหนาวตายไปเลย”
จ่างเยี่ยนที่กำลังดื่มน ้าเกือบจะสำลัก
“แต่ก็ต้องทาให้ทั่วสิ” เจียงเซิงทาลงไปอีกสองครั้ง “โชคดีที่
พี่สาวเสี่ยวจูไม่ชอบกลิ่นหอม ดังนั้นมันจึงไม่มีกลิ่นอะไร ไม่เช่นนั้น
พวกเราคงต้องใช้แป้งข้าวเหนียวทาแทนแล้ว”
จ่างเยี่ยนไอหนักขึ้นกว่าเดิม แม้แต่สวี่โม่ที่นอนอยู่ก็อดยกมุม
ปากขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
“พอแล้ว ๆ” จางเซียงเหลียนเข้ามาเมื่อไหร่ไม่รู้ “เสี่ยวโม่ป่วยอยู่
นะ พวกเจ้าต้องทำตัวให้เรียบร้อย อย่าหัวเราะคิกคักแบบนี้สิ”
กล่าวจบ นางก็หยิบถ้วยชาขึ้นมา แตะน ้ามาหยดหางตาเล็กน้อย
ก่อนจะสะอื้นจากไป
เจียงเซิงวางแป้งลง ชูนิ้วโป้งขึ้น หากพูดถึงเรื่องการแสดง ป้าจาง
ย่อมเก่งที่สุด!
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก
พวกเด็ก ๆ มีสีหน้าเคร่งขรึม มองผ่านช่องประตูไป เห็นเป็นพี่
น้องเจียงเฉิงเฟิง
ทันทีที่เข้ามา พวกเขาก็ตรงไปที่ห้องและเห็นสวี่โม่ที่มีสีหน้าซีด
เซียว ดวงตาก็พลันแดงก ่า “เกิดอะไรขึ้น เขาแค่ตกลงไปในน ้า แล้ว
ทำไมปอดถึงได้บาดเจ็บแบบนี้ เขาจะสอบในสภาพนี้ได้อย่างไร”
เจียงเซิงเม้มริมฝีปาก
เรื่องที่สวี่โม่แกล้งป่วย มีเพียงคนในเรือนเล็กเท่านั้นที่รู้ ส่วนคน
อื่น ๆ ล้วนถูกปิดบังเอาไว้ เมื่อวานนี้ตอนพ่อครัวใหญ่มา เขายัง
ร้องไห้สองสามครั้งเลย
วันนี้น่าจะเป็นคราวของพี่น้องตระกูลเจียงแล้ว
“พี่สวี่” เจียงเฉิงเฟิงตะลึงไปครู่ใหญ่ ก่อนจะชกกำแพง “ต้องเป็น
แผนการของตระกูลฟางแน่ ๆ เป็นเพราะข้าปกป้องเข้าไม่ดี ข้าทำผิด
ต่อเจ้า”
“พี่ชาย ท่านอย่าทำแบบนี้สิ” เจียงเฉิงอวี๋รู้สึกปวดใจมาก นางรีบ
วิ่งเข้าไปห้ามไว้
สวี่โม่ที่นอนอยู่บนเตียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบ
เฉยและอ่อนล้า “ข้าไม่เป็นไร พวกเจ้าไม่ได้กังวลหรอก”
“เป็นถึงขนาดนี้แล้วเจ้ายังบอกว่าไม่เป็นไรอีก” เจียงเฉิงเฟิงโกรธ
จัด “ข้าจะไปฆ่าฟางหยวนให้ตาย ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของตระกูล
ฟาง เป็นเพราะพวกเขาทั้งนั้น”
เขาพูดพลางหมุนตัวจะเดินออกไปจริง ๆ
สวี่โม่รีบยื่นมือออกไปห้าม แต่พอนึกได้ว่าตนเองป่วยอยู่จึงล้มตัว
ลงนอนอีกครั้ง
เกือบจะเปิดเผยความลับเสียแล้ว
“พี่เจียง” เขาหอบหายใจ พยายามพูดให้ช้าลง “ฟังข้าก่อน อย่า
เพิ่งทำอะไรวู่วาม อ่านหนังสือทั้งหมดที่ข้าให้เจ้าไปจนจบ รอเจ้า
เข้าใจอย่างถ่องแท้ ข้าก็จะหายดีแล้ว”
“จริงหรือ?” เจียงเฉิงเฟิงถามกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
หนังสือเหล่านั้นหนาตั้งสี่นิ้ว กว่าจะอ่านจบต้องใช้เวลาอย่างน้อย
ไปถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
“จริงสิ” สวี่โม่อย่างหนักแน่น
ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็เป็นเวลาของการสอบระดับแคว้นแล้ว
จเขาจะไม่หายดีได้อย่างไร
เจียงเฉิงเฟิงจึงถอนหายใจ นั่งอยู่ด้วยอีกสักพัก ก่อนจะทิ้ง
สมุนไพรไว้มากมาย และกำชับว่าสามารถไปหาเขาที่จวนตระกูลเจียง
ได้ทุกเมื่อหากต้องการความช่วยเหลือ จากนั้นก็พาน้องสาวจากไป
ต่อมาคือใต้เท้าโต้ว
ใต้เท้าโต้วมาเพียงลำพัง เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของเด็กหนุ่มก็
ถอนหายใจด้วยความเศร้าใจ และด่าทอตระกูลฟางอย่างเจ็บแค้น
โกรธที่พวกเขาไร้มนุษยธรรม อีกทั้งยังโมโหที่สวี่โม่ไม่ระมัดระวังให้ดี
“ใต้เท้าอย่าได้กังวลไปเลยขอรับ ข้าไม่เป็นอะไรหรอก” สวี่โม่
รู้สึกผิดมากขึ้น เขาไม่อยากหลอกใต้เท้าที่เคารพของเขา “ข้าจะ
แข็งแรงและหายดี รับรองว่าไม่พลาดการสอบระดับแคว้นปีหน้าแน่
ขอรับ”
โต้วเว่ยหมิงคิดเพียงว่าเด็กหนุ่มกำลังปลอบใจเขา จึงพยักหน้า
อย่างหนักใจแล้วทิ้งโสมไว้สองราก
ไม่กี่วันต่อมา ฉีหวายกับจ้าวหยวนก็มาเยี่ยม พร้อมกับเด็กสาว
ในชุดดำ ดวงตาของนางแดงก ่า
หลังจากกล่าวคำแสดงความห่วงใยและสาปแช่งตระกูลฟางตาม
ระเบียบแล้ว ฉีหวายก็จับมือสวี่โม่แล้วพูดเสียงหนักแน่นว่า “พี่สวี่
พวกเราจะรอให้เจ้าไปสอบด้วยกัน เจ้าต้องชนะ อย่าให้ตระกูลฟาง
สมหวัง”
จ้าวหยวนถึงกับร้องไห้น ้าตาไหลพราก “พี่สวี่ เจ้าต้องหายดี เจ้า
ต้องหายดีนะ พวกข้ารอเจ้าอยู่”
“ข้าจะทำให้ได้” สวี่โม่ยิ้มซีดเซียว
แม้ว่าร่างกายของเขาจะแข็งแรง แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความ
อ่อนแอของความเจ็บป่วยอย่างเลือนราง ไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นสายตา
ที่น่าสงสารนับไม่ถ้วน ความเห็นใจที่เอ่ยออกมาไม่ได้ อนาคตที่สิ้น
หวัง และความจำนนต่อโชคชะตา
ฉีหวายกับเด็กสาวชุดดำจากไปแล้ว จ้าวหยวนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจากไปเช่นกัน
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ มีคนจากตระกูลจูมาเยี่ยม
นอกจากจูซือหวนแล้ว ยังมีคุณชายสายตรงของตระกูลจูมาด้วย
เขาไต่ถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แต่ก็แอบสังเกต และแม้กระทั่ง
จับชีพจรของสวี่โม่หลายครั้ง
เมื่อรู้สึกถึงชีพจรที่อ่อนแอมาก เขาก็แสดงสีหน้าพอใจออกมา
เล็กน้อย “ดูเหมือนว่าคุณชายสวี่จะโชคร้ายจริง ๆ ถึงกับพลัดตกลง
ไปในสระน ้าเย็น หวังว่าท่านจะหายดีเร็ว ๆ นี้ แต่ก็คงไม่ทันเข้าร่วม
การสอบระดับแคว้นในปีหน้าแล้ว ทว่าอีกสี่ปีข้างหน้าก็ยังมีโอกาส”
ส่วนจูซือหวนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในดวงตาเต็มไปด้วย
ความกังวลที่ปิดไม่มิด “เจ้าต้องหายดีนะ”
สวี่โม่ยิ้มขื่น สีหน้าของเขาซีดลงเรื่อย ๆ แม้แต่ริมฝีปากก็ดูดำ
คล ้า
“พี่สวี่…” ก่อนจากไป จูซือหวนแอบทิ้งเงินสองร้อยตำลึงไว้
“รักษาตัวให้ดี ๆ อย่าให้คนชั่วสมหวัง”
สวี่โม่กอดเงินไว้แนบอก ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลเข้ามาในใจ
หลังจากตระกูลจูแล้ว ตระกูลเหยาก็ได้นำยามาให้ และกระทั่ง
ตระกูลเฮ่อก็ส่งคนมาเยี่ยม แต่ใครจะรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
ทว่าสำหรับเหล่าพี่น้องในเรือนเล็กแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญอีก
ต่อไป
พวกเขาอยู่เป็นเพื่อนสวี่โม่เงียบ ๆ ผลัดกันมาเล่าเรื่องจาก
ภายนอกให้ฟัง หรือไม่ก็นั่งอ่านหนังสือ หรือดูเขาตั้งใจเขียนพู่กัน
วันเวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ใกล้จะถึงช่วงสิ้นปีแล้ว
ทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข มีเพียงพวก
เขาเท่านั้นที่ยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม แม้แต่เสื้อผ้าชุดใหม่ก็ยังไม่ได้
ซื้อ
“พี่รองยังไม่กลับมาอีก ไปจัดการเรื่องแกะต้องใช้เวลานานขนาด
นั้นเลยหรือ” เจียงเซิงมองโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ด้านนอกอย่าง
เหม่อลอย “เขายังไม่รู้แผนการของพวกเราเลย พอกลับมาจะตกใจ
หรือไม่”
พูดถึงเสือ เสือก็มาทันที
วันรุ่งขึ้น เจิ้งหรูเชียนที่ร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นก็มาเคาะประตู
เขายังไม่ทันได้ขนแกะลง ไม่คุยโวความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของตน
ที่ซ่างจวิ่น ก็รีบตรงดิ่งไปที่ห้องของสวี่โม่
เห็นชัดว่าเขาได้ยินข่าวที่น่าตกใจจากข้างนอกและรู้ว่าพี่ชาย
กำลังป่วยหนัก
แม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้ว แต่พอเห็นพี่ใหญ่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้า
ซีดเซียว เขาก็ไม่อาจกลั้นน ้าตาเอาไว้ได้ ร้องไห้ดังลั่น “พี่ใหญ่! ท่าน
เป็นอะไรไป เกิดอะไร เกิดอะไรขึ้นกับพวกเรากันแน่ คราวก่อนข้า
กลับมา น้องสาวก็หายไป คราวนี้พอข้ากลับมา พี่ใหญ่ก็ป่วยอีก
แถมดูเหมือนท่านกำลังจะตายด้วย!”
“พี่ใหญ่ ฮือ ๆ ท่านตื่นขึ้นมาเถอะ! อย่าเป็นอะไรไป อย่าเป็นอะไร
ไปนะ พวกเราขาดท่านไม่ได้”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….