พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 349 แกะสองตัว
เจิ้งหรูเชียนร้องไห้ น ้าหูน ้าตาไหลพราก อยากจะคุกเข่าลงต่อ
สวรรค์และขอชีวิตพี่ชายของเขากลับมา
คนบนเตียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แสดงความรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ถูก
ปลุกให้ตื่น
เพื่อปกปิดความลับให้มากที่สุด เขามักจะอ่านหนังสือยาม
กลางคืนและพักผ่อนในช่วงเที่ยงวัน ตอนนี้เขายังไม่ทันได้หลับสนิท
ดี ก็ได้ยินเสียงร้องไห้โฮดังลั่น
“เจ้ารอง” สวี่โม่แสร้งทำครู่หนึ่ง จนในที่สุดก็แสดงความอ่อนแอ
ได้อย่างแนบเนียน “เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่เป็นไรหรอก”
นี่คือความจริง
แต่เมื่อไปถึงหูของน้องชายคนที่สอง มันกลับฟังดูเหมือน “พี่
ใหญ่ไม่ไหวแล้ว แต่เขายังคงปลอบใจข้า พี่ใหญ่ที่ดีเช่นนี้ข้ากำลังจะ
เสียไป ปวดใจนัก ข้ารู้สึกเศร้าเหลือเกิน”
เมื่อเจียงเซิงกับพี่ชายอีกสองคนวิ่งเข้ามา ก็เห็นเจิ้งหรูเชียนทิ้ง
ตัวลงบนเตียง ร้องไห้จนผ้าห่มเปียกชุ่มไปทั้งผืน
สวี่โม่ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่น
ส่งให้
“ขอบคุณขอรับ” เจิ้งหรูเชียนรับไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง แล้ว
ร้องไห้สะอื้นต่อ
เจียงเซิงกับเจ้าสี่เจ้าห้าพากันปิดหน้า ทนดูไม่ได้
สวี่โม่ถอนหายใจเบา ๆ “ข้าไม่เคยคิดว่าความรักระหว่างพี่น้อง
ของพวกเราจะลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ได้เห็นเจ้าร้องไห้เพื่อข้าขนาดนี้
คู่ควรกับคำว่าพี่น้องจริง ๆ”
“พี่ใหญ่ หากท่านจากไป ข้าก็จะกลายเป็นพี่ใหญ่แทนไม่ใช่
หรือ” เจิ้งหรูเชียนพูดทั้งน ้าตา “นั่นมันแย่มากนะขอรับ”
คนที่อยู่บนเตียงเม้มริมฝีปาก กลั้นหัวเราะเบา ๆ
ส่วนคนที่อยู่ตรงประตูก็ไม่อาจกลั้นความสนุกสนานไว้ได้อีก
ในที่สุดเจ้ารองก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาเงยหน้าขึ้นมอง
เห็นสวี่โม่ที่ดูกระปรี้กระเปร่าดี แล้วหันไปมองน้องชายน้องสาวที่กำลัง
เอามือปิดปากหัวเราะ แม้จะช้าไปหน่อยแต่เขาก็รู้ตัวแล้ว “ท่าน…
ท่านแกล้งป่วยหรือ”
“มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ ทำไมถึงแกล้งป่วยได้ ใครเป็นคน
คิด? เป็นเจ้าห้าใช่หรือไม่? มีแต่เขาที่ใจดำที่สุด”
ครั้งนี้จ่างเยี่ยนเป็นผู้บริสุทธิ์จริง ๆ เขากางมือออก ยักไหล่ ไม่
พูดอะไรสักคำ
“เป็นข้าเอง” สวี่โม่ยอมรับ “แทนที่จะยืนเป็นเป้า ไม่สู้นอนลงแล้ว
หลบซ่อนดีกว่า”
ยังคงเป็นคำพูดเก่าแก่ที่ว่า มีแต่คนที่เป็นโจรได้พันวัน แต่ไม่มี
คนที่ป้องกันโจรได้พันวัน
การใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลานั้นเหนื่อยล้านัก
“แต่… แต่ข้างนอกลือกันหนาหูว่าท่านป่วยหนัก ตกสระน ้าเย็น
แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เจิ้งหรูเชียนถามทั้ง ๆ ที่ยังสะอื้น
การป่วยอาจจะเป็นการแสร้งทำได้ แต่การตกลงไปในสระน ้าเย็น
นั้นไม่ใช่การเสแสร้งแน่ ๆ
ครั้งนี้สวี่โม่ไม่ได้พูดอะไร บนใบหน้าปรากฏแววรู้สึกผิด
“ข้าเองขอรับ” เจียงซานเอ่ย “ข้าใส่เสื้อผ้าของคุณชายใหญ่แล้ว
กระโดดลงไป”
ทั้งสองคนมีรูปร่างและอายุใกล้เคียงกัน หากมองจากระยะไกลก็
คงแยกไม่ออก
เจียงซานเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แม้ในฤดูหนาวก็ยังถอดเสื้อฝึกฝนเป็น
ปกติ การว่ายน ้าสองรอบในสระน ้าเย็นจึงไม่ส่งผลกระทบอะไร เขา
แทบจะไม่จามสักครั้ง
เจิ้งหรูเชียนลุกขึ้นมาและตบไหล่เจียงซาน “เจ้าคงลำบากมาก
พอกลับไปแล้วเอาเงินสิบตำลึงจากเสี่ยวซง เจ้าอยากซื้ออะไรก็ซื้อ
เถอะ!”
เจียงซานรู้สึกซาบซึ้งจนพูดไม่ออก
เรื่องของการเอาชนะใจผู้คน ต้องยกให้คุณชายรองจริง ๆ
เมื่อวังเสี่ยวซงพาเจียงซานออกไป ในห้องก็เหลือเพียงพี่น้องทั้ง
ห้าคน บรรยากาศเปลี่ยนจากผ่อนคลายมาเป็นตึงเครียดอีกครั้ง
“ถึงขั้นที่พี่ใหญ่ต้องแกล้งป่วย แสดงว่าวิธีการของตระกูลฟางนั้น
ไม่ธรรมดา” เจิ้งหรูเชียนขมวดคิ้ว “ช่วงหลายเดือนที่ข้าไม่อยู่ เกิด
อะไรขึ้นกันแน่?”
สวี่โม่ชะงักไป แม้จะตระหนักถึงข้อบกพร่องในนิสัยของตน แต่
การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน
บางคำพูด ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยออกมา
โชคดีที่เจียงเซิงปากไวกว่า นางพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “พี่ใหญ่ถูก
หญิงงามในหอนางโลมล่อลวง แล้วยังถูกทำร้ายจนสลบก่อนส่งไปที่
นั่น หากพวกเราขอให้คนตระกูลใหญ่ไปตามหา ชื่อเสียงของพี่ใหญ่
ต่อจากนี้คงพังทลายแล้ว”
เจิ้งหรูเชียน “…”
แน่นอนว่าคนที่มีการศึกษาย่อมมีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เข้าหา แค่
เพราะรู้จักแต่งกลอนเขียนบทกวี รู้จักท่องเนื้อหาคร ่าครึ แล้วทำไมถึง
ได้เป็นที่นิยมขนาดนั้น พวกเขาสองคนอายุไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่
ทำไมไม่มีใครมาล่อลวงเขาบ้าง
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกหงุดหงิดนิด ๆ
“นั่นประเด็นสำคัญหรือ” สวี่โม่แทบอยากจะทุบกะโหลกน้องชาย
จริง ๆ “ตระกูลฟางกำลังเล่นงานข้าอยู่ต่างหาก”
และพวกเขาไม่ต้องการทนรับแผนการน่ารังเกียจและความโลภ
ของคนตระกูลฟางอีกต่อไป
เวินจืออวิ่นใช้เข็มเงินเปลี่ยนแปลงลักษณะชีพจร เจียงเซิงใช้แป้ง
ฝุ่นแต่งหน้าให้เขาดูซีดเซียว จากนั้นก็ปล่อยให้คนตระกูลใหญ่น้อย
มาเยี่ยม ให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่าสวี่โม่กำลังป่วยหนักมาก
การทำเช่นนี้มีประโยชน์สองประการ
ประการแรก คือทำให้คนฉลาดคิดว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลัง
เหตุการณ์สวี่โม่ตกน ้า และสุดท้ายก็จะโยงไปถึงตระกูลฟาง ทำให้
ตระกูลฟางต้องกลืนความผิดไว้ พูดอะไรไม่ได้
ประการที่สอง คือแสดงความอ่อนแอ จวี่เหรินที่ป่วยและอ่อนแอ
ย่อมทำให้ตระกูลฟางวางใจมากขึ้น
“แม้ว่าตระกูลฟางจะไม่เชื่อ แต่ตราบใดที่ชาวบ้านคนอื่นในเมือง
หลวงเชื่อ ก็จะสามารถควบคุมการกระทำของตระกูลฟางได้” แววเย็น
ชาพาดผ่านดวงตาของสวี่โม่ “ราคาที่ข้าต้องจ่ายก็คือการแสดงละคร
และอยู่บ้านจนกว่าจะถึงวันสอบ”
เมื่อถึงช่วงสิ้นปี เวลาที่เหลือก็ไม่มากนัก เหลือประมาณสอง
เดือนเท่านั้น
น่าสงสารน้อง ๆ ในบ้านที่ต้องร่วมแสดงละครกับเขาด้วย ไม่
เพียงเท่านั้น พวกเขายังไม่อาจซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับฉลองปีใหม่
ได้ด้วยซ ้า
“ไม่เป็นไรหรอก พี่ใหญ่” เจียงเซิงโบกมือ “ข้าเบื่อที่จะซื้อเสื้อผ้า
ชุดใหม่ทุกปีแล้ว ปีนี้ข้าจะใส่ชุดเก่าก็ได้ ดีเหมือนกัน”
“ใช่แล้ว ๆ” จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นพูดตาม “ก็แค่ติดกระดาษ
แดงแล้วจุดประทัด ทุกปีก็ทำแบบนี้ซ ้า ๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของพวกเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ ราวกับว่ามัน
มาจากก้นบึ้งของหัวใจ
แต่มีเด็กบ้านไหนบ้างที่ไม่ชอบฉลองปีใหม่ ไม่ชอบซื้อเสื้อผ้าชุด
ใหม่ รองเท้าใหม่ และไม่อยากจุดประทัดอย่างสนุกสนาน
พวกเขาทนเพื่อสวี่โม่ เพื่อการสอบระดับแคว้น และเพื่อความรัก
ของคนในครอบครัว
สวี่โม่รู้สึกจมูกแสบร้อน คล้ายกับย้อนกลับไปในช่วงที่ขาของ
เขากำลังจะหายดี และต้องให้น้องชายน้องสาวหาเงินมาเพื่อให้เขาได้
ไปเรียนที่สำนักศึกษา เขารู้สึกละอายใจแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากยอมรับ
เพราะที่เจ้าห้าพูดนั้นถูกต้อง การคุ้มครองจากคนคัดลอก
หนังสือนั้นเทียบไม่ได้กับการคุ้มครองจากขุนนาง
ปีใหม่ที่ไม่อาจจุดประทัด สามารถแลกกับดอกไม้ไฟในปีต่อ ๆ
ไปได้
“ต่อไปพี่ใหญ่จะจุดดอกไม้ไฟให้พวกเจ้าทุกปี” สวี่โม่พูดอย่าง
จริงจัง “จุดทุกปีเลย”
ครั้งนี้เจียงเซิงเชื่อเขา
“ไม่ใช่แค่ดอกไม้ไฟ ต้องมีเนื้อสัตว์ด้วย” นางยกมือขึ้น “เนื้อแกะ
เนื้อวัว กินเนื้อทุกอย่างที่อร่อย”
พวกพี่ชายต่างหัวเราะ บรรยากาศอึมครึมในห้องถูกกวาดล้างไป
ในพริบตา สถานที่ที่มีน้องสาวตัวน้อยอยู่ด้วยมักมีแต่ความ
สนุกสนาน
เจิ้งหรูเชียนก็หัวเราะเช่นกัน แต่ขณะที่หัวเราะอยู่นั้น เขาก็รู้สึก
ว่ามีบางอย่างแปลก ๆ
“แบะ…แบะ…”
เสียงอะไรกัน?
รอยยิ้มของทุกคนค่อย ๆ หายไป ต่างกลั้นหายใจเงี่ยหูฟัง เสียง
แบะ ๆ นั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งฟังดูน่าสยดสยอง
เจิ้งหรูเชียนกระโดดลงจากข้างเตียง “แย่แล้ว แกะ”
เขาลืมไปเสียสนิท
เขายังพาแกะกลับมาด้วย
เล่ากันว่าแกะจากแดนชายแดนออกลูกในเดือนสี่ พอถึงเวลาที่
เจิ้งหรูเชียนไปหาสถานที่เพื่อเลี้ยงแกะก็ปาเข้าไปเดือนสิบแล้ว ลูก
แกะทั้งหมดล้วนอ้วนท้วนแข็งแรง แต่ละตัวสามารถกินหญ้าสดได้วัน
ละสองกำมือใหญ่
เจียงอีที่รับผิดชอบดูแลพวกมันรู้สึกหงุดหงิดมาก เขาตัดสินใจ
ตัดหญ้าเป็นสองเท่าเพื่อเลี้ยงแกะเหล่านี้ โดยหวังว่าพวกมันจะกิน
มากเกินไปจนตาย แล้วเขาจะได้เป็นอิสระจากพวกมัน ถลกหนังพวก
มัน แล้วเอาเนื้อมากินเสียที
แต่ไม่คิดว่าแกะบนทุ่งหญ้าจะกินจุ ท้องของพวกมันกลมโต
วันรุ่งขึ้นก็ถ่ายมูลออกมาเป็นกอง ๆ ก่อนจะวิ่งออกไปอีกครั้ง
เจียงอีจึงทำได้เพียงตัดหญ้าต่อไปด้วยความขมขื่น
เมื่อในที่สุดเจิ้งหรูเชียนก็มาถึง เขาแทบจะทรุดตัวลงกับพื้นแล้ว
ร้องไห้ “คุณชายรอง ท่านรีบพาแกะที่กินแล้วก็ถ่ายพวกนี้ไปทีเถอะ
ขอรับ ข้าไม่อยากเห็นพวกมันอีกแล้ว คนในหน่วยที่ห้าก็เบื่อหน่าย
พวกมันเต็มทนเหมือนกัน”
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ชอบแกะ แต่ไม่ชอบแกะที่ได้แต่มองทว่ากิน
ไม่ได้ต่างหาก
ฟางเหิงรู้สึกผิดเล็กน้อย เอามือลูบจมูกไม่ยอมออกหน้า
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนเท่านั้นที่ต้องใจร้าย หยิบเนื้อวัวตุ๋นที่เหน็บเอว
ออกมาเลี้ยงเจียงอีหนึ่งมื้อ ก่อนที่อีกฝ่ายจะยอมสงบสติอารมณ์ลง
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….