พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 350 ท่านแม่
ความขุ่นเคืองของเจียงอีลดลง แต่ฝูงแกะที่เหลือทำให้เจิ้งหรู
เชียนต้องลำบากใจ
ตอนแรกมีเพียงลูกแกะ แต่ละตัวน ้าหนักสี่ห้าหรือหกชั่ง อุ้มโยน
เข้าไปในเกวียนก็จบเรื่องแล้ว
เวลาผ่านไปครึ่งปี พวกมันยังโตไม่เต็มที่ แต่ก็ค่อย ๆ ขยายใหญ่
ขึ้น แต่ละตัวมีน ้าหนักสี่สิบหรือห้าสิบชั่ง ทำให้การขนย้ายยากขึ้น
ด้วย
แม้จะฝืนยัดเข้าไปในเกวียนได้ ก็ต้องระวังไม่ให้พวกแกะชนกัน
ป้องกันไม่ให้เกวียนพลิกคว ่า และป้องกันไม่ให้เกวียนพังและแกะพัง
ไปพร้อม ๆ กัน
เรื่องนี้ทำเอาเจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิงลำบากใจมาก
ต่อมา ก็มีคนเลี้ยงแกะชราจากชายแดนทางเหนือมา เขาใช้ผ้า
มัดขาแกะเป็นคู่ ๆ แต่ทิ้งปมไว้หลวม ๆ และกำชับว่าพวกเขาต้องให้
อาหารและน ้าทุกวัน หากการเดินทางยาวนานเกินไป จะต้องพลิกตัว
แกะเป็นระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังเป็นแผลเปื่อย
หลังจากนั้นพวกเขาจึงสามารถขนส่งฝูงแกะมายังหลงซีได้อย่าง
ยากลำบาก
การเลี้ยงดูหลังจากนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป คนงานที่จ้างมา
ค่อนข้างมีความรับผิดชอบ เจิ้งหรูเชียนเลือกแกะที่ตัวใหญ่และอ้วน
ที่สุดใสสองตัว ตั้งใจจะพากลับเมืองหลวง แต่ก็ประสบปัญหาอีกครั้ง
การเดินทางจากชายแดนเหนือมาถึงหลงซีใช้เวลาแค่สามถึงห้า
วัน การมัดขาแกะไว้ก็พอจะขนส่งได้
แต่จากหลงซีไปเมืองหลวงนั้นใช้เวลาหนึ่งเดือน ถ้าแกะไม่ตาย
เพราะอึดอัดก็คงเป็นอัมพาตครึ่งซีกแน่ หากมาถึงที่หมายแล้ว มันจะ
ยังกินได้อีกหรือ?
ถึงตอนนั้นพวกมันคงผอมแห้งเหลือแต่กระดูกแล้ว
ตามคำแนะนำของคนงาน เจิ้งหรูเชียนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
ขอให้ช่างไม้สร้างกรงไม้บนเกวียนคล้ายกับรถขนนักโทษ โดยเว้น
ช่องว่างระหว่างไม้แต่ละแผ่นไว้สำหรับโยนไข่และผักใบเขียวเข้าไป
แต่ช่องว่างของกรงไม้นั้นมีไว้ให้แกะยื่นหัวออกมาหายใจ
ส่วนในเกวียนเล่มเดิมก็เต็มไปด้วยหญ้าแห้ง นี่คือวิธีที่แกะทั้งสอง
ตัวเดินทางมาจากซ่างจวิ่นได้
เนื่องจากการหยุดให้อาหารแกะเป็นระยะ ๆ จะทำให้การล่าช้า
เจิ้งหรูเชียนจึงเลือกวิธีที่ง่ายและไม่ให้อาหารพวกมันก่อนถึงที่หมาย
แต่พอมาถึงเขากลับรีบเข้าไปในลานบ้าน มัวแต่พูดคุยสนุกสนานกับ
พี่น้อง จนกระทั่งแกะที่หิวโหยทั้งสองตัวเริ่มร้อง
“แบะ… แบะ…”
ที่โตได้ครึ่งตัวอ้าปากร้อง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงชิดกัน ซึ่งมันก็
ค่อนข้างน่ากลัวอยู่ไม่น้อย
นอกจากสวี่โม่แล้ว พี่น้องอีกสี่คนวิ่งออกมา เจิ้งหรูเชียนรับ
หน้าที่หาหญ้าและให้น ้า ส่วนอีกสามคนกำลังเบียดเสียดกัน จ้องมอง
แกะจากชายแดนเหนือที่หาดูได้ยากนี้อย่างละเอียด
เนื้อแกะในเมืองหลวงมีราคาแพง สาเหตุหลักมาจากการเลี้ยง
แกะเป็นฝูงใหญ่ทำได้ยาก มีเพียงชาวบ้านไม่กี่คนเท่านั้นที่เลี้ยงแกะ
ไว้บนทุ่งหญ้าในหมู่บ้าน และขายพวกมันหลังจากโตเต็มที่เพื่อหา
เลี้ยงชีพ
เนื้อแกะขายในราคาห้าตำลึงต่อหนึ่งชั่ง ซึ่งแพงกว่าเนื้อสัตว์อื่น
มาก ถือเป็นสินค้าชั้นสูงอย่างไม่ต้องสงสัย
กระนั้น คนที่เคยลิ้มลองเนื้อแกะทางเหนือจริง ๆ ก็ยังถอนหายใจ
และกล่าวว่าเนื้อแกะของท้องถิ่นนั้นสู้เนื้อแกะจากทางเหนือไม่ได้
แม้แต่น้อย
เจียงเซิงระงับความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ พิจารณาพวกมันอยู่
พักหนึ่งก่อนจะหลุดปากออกมาว่า “แกะพวกนี้ดูน่าเกลียดกว่าแกะ
ของที่นี่เสียอีก”
ผู้คนทั้งในและนอกบ้านต่างหัวเราะขึ้นมา
สิ่งที่ส่งผลต่อรสชาติและเนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์อาจเป็นสาย
พันธุ์ วิธีการเลี้ยงดู หรืออาจเป็นความแตกต่างของหญ้าและน ้า แต่
จะไม่มีวันถูกกำหนดโดยรูปลักษณ์ภายนอก
“น่าเสียดายที่พี่รองไม่ได้เลี้ยงแกะโดยเฉพาะ ไม่เช่นนั้นคงต้อง
อธิบายให้เจ้าเข้าใจอย่างถ่องแท้แน่” เจิ้งหรูเชียนโปรยหญ้ากำ
สุดท้ายลงไป “อีกไม่กี่วันนี้ก็ตัดหญ้ามาให้พวกมันกินอิ่มนอนหลับ
ถึงเวลาฉลองปีใหม่เมื่อไหร่ พวกเราค่อยเชือดมันมากิน”
แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถซื้อเสื้อผ้าใหม่หรือจุดประทัดได้ แต่
อย่างน้อยพวกเขาก็มีเนื้อแกะกิน แถมเป็นแกะทางเหนือเสียด้วย
เจียงเซิงยิ้มกว้าง “ดีเจ้าค่ะ!”
ในที่สุดวันปีใหม่ปีนี้ก็มีเรื่องที่น่าตั้งตารอแล้ว
เมืองหลวงไม่มีทุ่งหญ้า แต่การตัดหญ้าเล็กน้อยให้แกะสองตัวได้
กินก็เพียงพอแล้ว คนในเรือนเล็กก็จัดการไหว ไม่ว่าจะเป็นเจียงเซิง
หรือจ่างเยี่ยน พวกเขาพาเจียงซานและเจียงซื่อไปด้วย เพียงสองชั่ว
ยามก็ตัดหญ้าให้พอกินไปได้สามวันแล้ว
บางครั้งก็พบเจอคนคุ้นเคย พวกเขามองรถเข็นที่เต็มไปด้วย
หญ้าแล้วรู้สึกประหลาดใจ “พวกเจ้ากำลังจะสานเสื่อหรือ?”
เจียงเซิงไม่ได้โต้แย้ง เพียงแค่ยิ้มและโบกมือ “สวัสดีปีใหม่
ล่วงหน้าเจ้าค่ะ ขอให้มีความสุขในวันปีใหม่นะเจ้าคะ”
อีกฝ่ายก็ได้แต่ประสานมือและตอบกลับด้วยคำอวยพรเช่นกัน
อีกสองวันก็จะถึงวันส่งท้ายปีเก่า ครั้งนี้เจียงเซิงตัดหญ้ามามาก
เกินไป จนตัวเองไม่มีที่นั่ง ได้แต่นั่งขัดสมาธิบนรถเข็น ด้านหลังเป็น
กองหญ้าที่มัดรวมกัน โผล่ออกมาจากม่านรถ สภาพดูค่อนข้าง
อนาถ
นางเป็นคนง่าย ๆ ส่งบังเหียนให้เจียงซาน แล้วเอามือเท้าคางมอง
โคมไฟสีแดงข้างทาง มองถังหูลู่สีแดงสด มองผู้คนที่สวมใส่
เครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินบนท้องถนน
เมื่อผ่านร้านเครื่องประดับทองบนถนนสายที่สี่ นางเห็นแม่ลูกคู่
หนึ่งกำลังเลือกปิ่นปักผมทองที่ถูกใจและลองปัก
มันเป็นปิ่นปักผมที่ถักอย่างประณีต มีลวดลายนกและดอกไม้ที่
ทำจากเส้นทองบิดบาง ๆ ในปากนกคาบทับทิมสีแดงใสระยิบระยับ
ทั้งชิ้นงานมีความสวยงาม ประณีต และมีชีวิตชีวานัก
คนเป็นมารดาค่อย ๆ ปักปิ่นเข้าไปในมวยผมของสาวน้อย แล้ว
จัดแต่งผมข้างขมับให้เรียบร้อย ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน “มีเพียงปิ่น
ที่งดงามเช่นนี้เท่านั้น จึงจะเหมาะสมกับเฉิงฮวนของเรา”
เด็กสาวก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย เหมือนจะดีใจแต่ก็กังวล
“ท่านแม่เจ้าคะ ท่านย่าริบป้ายหยกเจ้าบ้านของท่านไปแล้ว อาศัย
เพียงสินเดิมของท่านย่อมไม่พอจะใช้จ่าย ปิ่นที่มีค่าเช่นนี้ ข้าว่าพวก
เราไม่ควรซื้อจะดีกว่า”
“ไม่ได้” นางกุมมือเด็กสาวไว้ “หากเจ้าชอบ ก็ซื้อเถอะ”
สาวใช้ในชุดสีม่วงผู้ฉลาดเฉลียวรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อจ่ายเงิน
ปล่อยให้สองแม่ลูกแสดงความรักต่อกันอย่างอบอุ่น
ในช่วงเวลานั้นเอง เจียงเซิงที่สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ธรรมดา ด้านหลัง
มีมัดหญ้าแห้ง บนหัวยังมีใบไม้ร่วงติดอยู่ครึ่งใบก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ภายในเมืองหลวงไม่อนุญาตให้เกวียนวิ่งเร็วเกินไป ทำให้คนสอง
กลุ่มมีเวลามากพอจะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เห็นว่าอีกฝ่ายเป็น
ใคร และเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังของพวกเขา
ความหรูหราแวววาวกับวัชพืชกองใหญ่
ผ้าไหมอาภรณ์งดงามกับเสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่า ๆ
แม่ลูกที่รักใคร่กับเด็กสาวที่ดูเหม่อลอย
ดวงตากลมโตที่คล้ายคลึงกัน แต่ความอบอุ่นกลับแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง
มือของเลี่ยวซื่อกำปิ่นทองแน่นขึ้นทันที ปิ่นที่เดิมทีปักอย่าง
เรียบร้อยกลับเอียงไป แล้วทิ่มหนังศีรษะของเจียงเฉิงฮวน
“ท่านแม่!” นางร้องด้วยความตกใจ
เลี่ยวซื่อจึงคลายมือออก แต่ยังคงตกใจไม่หาย “เจ้าเจ็บหรือไม่?
มีเลือดออกหรือไม่?”
เจียงเฉิงฮวนกัดริมฝีปาก ไม่พูดอะไรสักคำ
เลี่ยวซื่อก็ไม่ได้ซักถามอะไร เพียงแต่มองเงาด้านหลังของเกวียน
ที่บรรทุกหญ้า ราวกับกำลังนึกถึงเด็กสาวที่อดทนมีชีวิตอยู่เหมือน
หญ้าพวกนั้น
“ท่านแม่” เจียงเฉิงฮวนขยับปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา
นางแค่ซุกตัวเข้าไปใกล้อย่างไม่สบายใจ ราวกับต้องการเข้าใกล้
อีก ใกล้กว่านี้อีก
“ท่านแม่” เจียงเซิงก็ขยับปากเหมือนกัน
นางขมวดคิ้วสับสน ขณะพยายามเปล่งคำที่ไม่คุ้นเคยและ
คลุมเครือออกมาแต่ก็พูดไม่ออกในตอนที่กำลังจะเอ่ย
แม้จะต่างกันเพียงหนึ่งตัวอักษรกับคำว่า “ย่า” แต่ทำไมกลับ
แตกต่างกันมากมายเช่นนี้
นางไม่อาจเอ่ยออกมาได้ ทั้งยังไม่อาจจินตนาการ ไม่สามารถ
เชื่อมโยงเลี่ยวซื่อกับภาพลักษณ์ที่เปล่งประกายแวววาว
สิ่งเดียวที่นางทำได้ คือบอกตัวเองว่ามีมารดาแล้วอย่างไร พวก
เขาก็ยังไม่ได้กินเนื้อแกะจากชายแดนทางเหนืออยู่ดี
เกวียนแล่นต่อไป สายลมพัดผ่านใบหูของนาง