พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 354 ฟางเหิงกลับเมืองหลวง
หากจากไป เขาเกรงว่าชาวบ้านทางเหนือจะถูกรังแกและคนใน
หมู่บ้านจะถูกสังหารอีก ทำให้ผู้คนมากมายต้องตายไปอย่างไร้ค่า
หากไม่จากไป เขาก็กลัวว่าพี่ใหญ่จะถูกรังแก และรู้สึกเกลียดชัง
คนบ้านรองของตระกูลฟางที่รังแกคนอื่นมากเกินไป
ด้วยความลังเล ฟางเหิงกินไม่ได้นอนไม่หลับ แม้แต่ช่วงปีใหม่ก็
ยังขมวดคิ้วไม่คลาย
“ท่านหัวหน้า ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องชายแดนทางเหนือมาก
เกินไปหรอก” เจียงชี เจียงปาล้อมวงเข้ามา “ก่อนที่ท่านจะมา ชีวิตใน
ชายแดนทางเหนือก็ยังคงดำเนินต่อไปไม่ใช่หรือ?”
พี่น้องคนอื่นมองพวกเขาสองคนด้วยสายตาดูถูก
ชีวิตในชายแดนทางเหนือแน่นอนว่าดำเนินต่อไปได้โดยไม่มี
ฟางเหิง แต่ตั้งแต่เขามาถึง ก็ได้ช่วยชีวิตผู้คนและสังหารชนเผ่าต๋าลู่
ไปมากมาย
นอกจากผลงานทางทหารอันโดดเด่นของเขาแล้ว การที่เขา
กลายเป็นหัวหน้ากองกำลังหน่วยที่ห้าตั้งแต่อายุสิบสี่ ก็หมายความว่า
เขาต้องชนะการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน
ถ้าเขาอายุมากกว่านี้อีกสองสามปี เขาอาจจะได้เป็นหัวหน้ากอง
พันที่สามแล้ว
การที่เขาเป็นกังวลเรื่องนี้ หมายความว่าเขาห่วงใยชาวบ้านที่
ชายแดนทางเหนือจริง ๆ
“ถ้าพวกเราสามารถทำให้พวกชนเผ่าต๋าลู่รู้สึกหวาดระแวงได้ก็
คงจะดี” พวกเจียงอีช่วยกันเสนอความคิด “ถึงจะไม่สามารถขับไล่
พวกมันได้ แต่ถ้าหากทำให้พวกมันหวาดกลัวและไม่กล้ามาก่อกวน
ก็จะมีชาวบ้านได้รับอันตรายน้อยลง”
แต่พวกเขาจะทำให้ชนเผ่าต๋าลู่หวาดกลัวได้อย่างไร
นึกถึงครั้งก่อนที่เจียงอู่และคนอื่น ๆ แอบซ่อนตัวอยู่ในเกวียน
แสร้งทำเป็นพ่อค้าที่เดินทางผ่านมา
วิธีเดียวกันนี้คงใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว ตอนนี้เมื่อชนเผ่าต๋าลู่เห็น
เกวียนของพ่อค้า พวกเขาก็ไม่กล้าเข้าไปขัดขวาง เพราะกลัวว่าจะมี
ทหารซุ่มโจมตีอยู่
แต่นี่ก็เป็นการพิสูจน์ทางอ้อม ว่าการที่พวกเขาปลอมตัวเป็น
ชาวบ้านนั้นได้ผล และทำให้ชนเผ่าต๋าลู่รู้สึกหวาดระแวง
ฟางเหิงเม้มริมฝีปาก ครุ่นคิดว่าถ้าพี่น้องของเขาอยู่ที่นี่จะเสนอ
ความเห็นอย่างไร
พี่ใหญ่มักมีความคิดลึกซึ้งและสุขุมที่สุด เขาน่าจะให้ทหารซุ่ม
โจมตีแบบใหม่
ส่วนเจ้าห้ามีมุมมองเฉียบแหลมที่สุด เขาคงจะหาเหยื่อมาล่อให้
ชนเผ่าต๋าลู่หลงเชื่อสนิทใจ
แต่เหยื่อล่อแบบไหนที่จะทำให้ศัตรูตายใจ และเดินเข้ามาติดกับ
โดยไม่ทันตั้งตัว
สายตาของฟางเหิงมองไปรอบ ๆ เขาเห็นหญิงชราสองคนเดิน
เข้ามา ในมือของพวกนางถือตะกร้าไม้ไผ่ ภายในมีเสื้อผ้าที่ยังเย็บไม่
เสร็จ เข็ม และด้าย
พวกนางเป็นผู้รอดชีวิตจากหมู่บ้านที่ถูกชนเผ่าต๋าลู่สังหารหมู่
พวกนางไม่อยากทิ้งบ้านเกิดไป แต่ก็ไม่สามารถจับดาบต่อสู้ได้ จึงได้
แต่ติดตามกลุ่มทหารมา ช่วยทำอาหารและเย็บเสื้อผ้าให้บ้างเป็นครั้ง
คราว
ทหารชายแดนทางเหนือมีจำนวนมาก แค่หน่วยที่ห้าก็มีทหารสี่
ถึงห้าร้อยคนแล้ว หญิงชราเหล่านี้คงเย็บเสื้อผ้าให้ทุกคนใส่ไม่ทัน ใน
เวลาแบบนี้ พวกนางจึงมักจะเย็บเสื้อให้คนที่พวกนางสนิทก่อน
เจียงปามีใบหน้าราวกับตุ๊กตา อีกทั้งขาดนิ้วมือไปหนึ่งนิ้ว หญิง
ชราเหล่านี้จึงเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ
พวกนางมาคราวนี้ก็เพราะเสื้อผ้าทำไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่กลัวว่า
เขาจะใส่ไม่พอดี จึงตั้งใจมาให้เขาลองใส่ดู
“เจียงปานี่ปากหวานจริง ๆ ถึงกับทำให้หญิงชราพวกนั้นเอ็นดู
เย็บเสื้อผ้าให้เขาตลอด” เจียงลิ่วพูดอย่างอิจฉา
คนอื่น ๆ ก็พยักหน้า คิดว่าอีกหน่อยจะไปขอยืมเสื้อผ้าจากเขา
มาใส่บ้าง
และถึงแม้จะใส่ไม่ได้ก็ต้องลูบคลำให้หนำใจเสียก่อน
ฟางเหิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ของหัวหน้าใหญ่ รู้สึกว่ามีบางอย่างแวบ
เข้ามาในหัว เขาคว้ามันไว้แน่น
เสื้อผ้า หญิงชรา หมู่บ้าน ผู้รอดชีวิต
เขาลุกพรวดขึ้นยืนอย่างฉับพลัน ความคิดทั้งหมดพลันกระจ่าง
แจ้ง “ข้ารู้แล้ว!”
ชนเผ่าต๋าลู่ชอบปล้นสะดมหมู่บ้าน ชอบสังหารชาวบ้านที่ไม่มี
ทางสู้ ทุกครั้งที่พวกเขาเห็นควันไฟ พวกเขาก็จะตื่นเต้น รอคอยจะ
ออกปล้น
หากทหารต้าอวี๋สามารถปลอมตัวเป็นพ่อค้าได้ พวกเขาก็
สามารถปลอมตัวเป็นหมู่บ้านได้เช่นกัน
เพียงแค่ชนเผ่าต๋าลู่หลงเชื่อ เพียงแค่ชนเผ่าต๋าลู่บุกเข้ามา ก็จะ
เป็นจุดจบของพวกมัน!
หากทำบ่อยครั้งเข้า ชนเผ่าต๋าลู่ก็จะกลัว เมื่อเห็นหมู่บ้านพวก
มันก็จะต้องคิดหนักว่าเป็นชาวบ้านจริง ๆ หรือเป็นกลุ่มทหารที่ซุ่ม
โจมตีอยู่
ในฐานะหัวหน้าของหน่วยที่ห้า ฟางเหิงมีอำนาจและบารมี เมื่อ
เขาออกคำสั่ง แม้ทุกคนจะสงสัยแต่ก็พากันลงมือปฏิบัติ
อันดับแรก พวกเขาหาหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่น้อย เกลี้ยกล่อม
ให้ชาวบ้านหลบซ่อนตัวอยู่สองสามวัน จากนั้นก็ให้ทหารทุกคนถอด
เครื่องแบบออก แล้วสวมใส่เสื้อผ้าชาวบ้าน แล้วก็ลงมือทำงานใน
หมู่บ้าน
มันเป็นการทำงานจริง ๆ และไม่ถือว่าเป็นเรื่องลำบาก เพราะ
ก่อนที่จะเข้าร่วมกองทัพ พวกเขาก็ล้วนเป็นเด็กจากครอบครัว
ยากจน
ขุดดิน เลี้ยงแกะ ปลูกผัก ร่อนมูลสัตว์ ตักน ้า ซ่อมกำแพง
ทุกคนต่างก็งานยุ่งและมีชีวิตชีวา รู้สึกเหมือนได้ออกจาก
ชายแดนทางเหนืออันหนาวเหน็บ กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับพ่อ
แม่ที่บ้านเกิด
ปัญหาที่ยากที่สุดก็คือเรื่องผู้หญิง แม้แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็มี
สตรีถึงครึ่งหนึ่งของประชากร กลับกัน ในบรรดาทหารที่สามารถจับ
ดาบได้ แทบจะไม่มีใครสวมบทบาทเป็นสตรีได้เลย
เจียงปาอาสาเป็นคนแรก เจียงอู่ยอมอย่างไม่เต็มใจ จากนั้นพวก
เขาก็หาทหารหนุ่มมาอีกสองสามคน แล้วแต่งหน้าให้ดูเหมือนหญิง
สาว
ส่วนผู้อาวุโสหญิงในหมู่บ้านก็ให้หญิงชราที่ทำอาหารให้พวก
เขาเป็นคนแสดง แม้ว่าพวกนางจะกลัว แต่เมื่อนึกถึงความตายอันน่า
สยดสยองของคนที่พวกนางรัก ก็กัดฟันตอบตกลง
ภายในเวลาเพียงแค่ครึ่งเดือน “หมู่บ้านเซิงมิ่ง” ก็ถูกสร้างขึ้น
หากมีคนนอกบุกรุกเข้ามา ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่รู้เลยว่าคน
เหล่านี้ล้วนเป็นทหารที่เคยผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน
พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทะเลาะเบาะแว้ง ตักน ้า ใช้
ชีวิตประจำวัน ควันไฟจากการทำอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว บ่นซุบซิบ
นินทา ไม่ต่างอะไรจากหมู่บ้านธรรมดา ๆ ในชายแดนทางเหนือเลย
เพื่อล่อให้ชนเผ่าต๋าลู่เข้ามา “พวกผู้หญิง” ที่นำโดยเจียงอู่กับ
เจียงปาจะไปที่ริมแม่น ้า สับน ้าแข็ง ซักผ้า หรือจับปลา พวกเขาจะจุด
ไฟไม่หยุด ปล่อยให้ควันลอยขึ้นไปบนฟ้าให้มาก
ประมาณเจ็ดแปดวันหลังจากวันปีใหม่ ในที่สุดหมู่บ้านแห่งนี้ก็
ดึงดูดความสนใจของชนเผ่าต๋าลู่
ตอนนี้พวกเขาต้องทำตัวตรงกันข้าม ทุกคนดับไฟ สีหน้าตึง
เครียด เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง แสดงบทบาทเป็นชาวบ้านที่
หวาดกลัวศัตรู
“ด้วยความระแวดระวังของพวกมัน หากสังเกตอยู่สองสามวัน
แล้วไม่มีอะไรผิดพลาด ส่วนใหญ่ก็มักจะลงมือทันที” ฟางเหิงที่ปลอม
ตัวเป็นลูกชายคนโตโยนฟืนลงบนพื้น แล้วสั่งการเสียงเบา “ทุกคน
เตรียมพร้อม ห้ามทำผิดพลาดเด็ดขาด”
“ท่านหัวหน้าวางใจได้” เจียงอู่ที่ปลอมตัวเป็นมารดาพยักหน้า
พลางลูบเขม่าควันไฟบนใบหน้าเป็นระยะ “ข้าจะแจ้งให้ทราบทันที”
ฟางเหิงพยักหน้าเล็กน้อย กำลังจะหมุนตัวจากไป แต่หางตา
กลับเหลือบเห็นม้าตัวใหญ่ยืนอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
เขารีบหันกลับไป แล้วโค้งคำนับด้วยความเคารพ “ท่านแม่วางใจ
เถอะ อยู่ข้างนอกข้าจะระวังตัว ไม่ให้ชนเผ่าต๋าลู่มาเจอหมู่บ้านของ
เราได้แน่”
เจียงอู่ได้แต่ยิ้มอย่างเอ็นดู “ลูกรักระวังตัวด้วย”
ทั้งสองคนหันหลังกลับไป ท่าทางดูเหมือนแม่ลูกกันจริง ๆ
ชนเผ่าต๋าลู่ที่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านพยักหน้า เขามั่นใจว่าใน
หมู่บ้านนี้ไม่มีคนเก่งกาจ ไม่มีใครที่สามารถต่อต้านได้ เขาจึงโล่งใจ
และจากไป
วันที่สาม
เจียงอีที่ปลอมตัวเป็นพ่อ ก้มลงฟังเสียงรอบข้าง เมื่อได้ยินเสียง
ฝีเท้าจำนวนมาก เขาก็รีบลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น “มาแล้ว
มาแล้ว!”
ไม่เคยมีครั้งไหนที่พวกเขาจะรอคอยการรุกรานของชนเผ่าต๋าลู่
มากเท่านี้มาก่อน
ทุกคนที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน พวกเขาคิดถึงคนที่รักและ
นึกถึงการต่อสู้ มองไปยังที่ซ่อนอาวุธ แล้วแสร้งทำงานให้หนักมาก
ขึ้น
สตรีดูแลเด็ก บุรุษไถนาเพาะปลูก ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งอาบแดด เด็ก ๆ
หนุ่มสาววิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
นี่คือสภาพปัจจุบันของทุกหมู่บ้านในชายแดนทางเหนือ และเป็น
สิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนไม่สามารถแม้แต่จะฝันถึงการกลับไปได้อีก
ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของชนเผ่าต๋าลู่ นี่คือแกะตัวอ้วนพีที่รอ
การเชือด เป็นสตรีและยุ้งฉาง เป็นสนามรบที่พวกเขาสามารถสังหาร
ได้ตามใจชอบ
มีคนยกแขนขึ้น ดูเหมือนจะตะโกนว่า “บุก!”
ชายฉกรรจ์นับร้อยคนขี่ม้าบุกเข้ามาดาบเล่มแรกฟันที่ศีรษะของ
ชายคนหนึ่ง
หากที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเซิงมิ่ง หากที่นี่ไม่ใช่การแสดงของทหาร
ศีรษะนั้นคงจะลอยขึ้นฟ้าแล้วตกลงมา และถูกฝังรวมกับร่างกายจน
เน่าเปื่อย
โชคดีที่นี่คือหมู่บ้านเซิงมิ่ง
ชนเผ่าต๋าลู่ที่ถือดาบไม่ได้ฟันศีรษะนั้นให้ขาด ชายที่กำลัง
ทำงานชักดาบยาวออกมา หลบเลี่ยงการโจมตีด้วยท่าทาง
คล่องแคล่ว แล้วแทงเข้าที่ท้องม้า
ม้าร้องลั่น แล้วเตะขาหลังขึ้น ชนเผ่าต๋าลู่ที่หยิ่งผยองล้มลงกับ
พื้น สิ่งที่รอเขาอยู่คือดาบยาวฟันเข้าที่ลำคอ
หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เมื่อครู่ยังคงสงบสุข กลายเป็นสถานที่สังหารหมู่
ทว่าคราวนี้คนที่ถูกสังหารไม่ใช่ชาวบ้านต้าอวี๋
แต่เป็นชนเผ่าต๋าลู่ที่ไม่ทันตั้งตัว!
ฆ่า! บุก! ต้องหลั่งเลือดมากแค่ไหน ศัตรูถึงจะหวาดกลัว
ฟัน! แทง! ต้องตัดหัวศัตรูไปกี่หัว พวกมันถึงจะหวาดผวา
เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน หมู่บ้านก็กลับมาสงบอีกครั้ง เท้าของทุก
คนไม่ได้เปื้อนโคลนอีกต่อไป แต่เปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉาน และ
ร่างของชนเผ่าต๋าลู่ที่หลับตาไม่ลง
ฟางเหิงเก็บดาบ มองไปทางเมืองหลวง พูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย
“ต่อไป”
จากวันปีใหม่จนถึงวันที่สิบห้า จากวันที่สิบห้าถึงเดือนสอง
พวกเขาปลอมตัวเป็นชาวบ้านสี่ครั้ง สังหารหมู่ชนเผ่าต๋าลู่กว่า
แปดร้อยคน ยึดม้าศึกได้หกร้อยตัว
ช่างเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิ ช่างเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่
ไม่เพียงแต่ผู้บัญชาการทหารจะชื่นชมเป็นอย่างมาก แต่ชน
เผ่าต๋าลู่ยังตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ การสังหารหมู่ที่เคยเป็นเรื่อง
สนุกสนาน บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยง
ฟางเหิงรู้สึกโล่งอก ในที่สุดเขาก็สามารถขอลากลับบ้านได้ เขา
พาผู้ติดตามทั้งหกคนเดินทางไปยังเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่
พวกเขาขี่ม้า ไอเลือดไม่อาจปิดบังความกล้าหาญ ความเศร้า
สลดไม่อาจกลบความตื่นเต้น
พวกเขาบอกลาเหล่านักรบ โบกมือลาสหายและคำนับผู้อาวุโส
ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย พวกเขาค่อย ๆ หันหลังจากไป
ตอนที่พวกเขาออกเดินทาง พวกเขายังเป็นเด็กหนุ่มที่ไร้เดียงสา
ตอนที่พวกเขากลับมา กลับกลายเป็นชายชาติทหารผู้กล้าหาญ
“พวกเรามาถึงเมืองหลวงแล้ว!”