พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 355 ฟางหยวน
เวลาผ่านไปไม่เร็วไม่ช้า จากวันปีใหม่ถึงวันที่สิบห้า จากวันที่สิบ
ห้าถึงเดือนสอง
นับดูแล้วคุณชายสวี่โม่ผู้สง่างามดั่งไผ่เขียว นอนป่วยอยู่บนเตียง
มานานกว่าสามเดือน ทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น
ขณะเดียวกัน การสอบระดับแคว้นก็ใกล้เข้ามาทุกที บางคนดีใจ
บางคนกังวล บางคนโล่งใจ บางคนกลุ้มใจ
กระทั่งราชสำนักประกาศวันที่ของการสอบที่แน่นอน คือวันที่สิบ
ห้า เดือนสอง ความรู้สึกเหล่านี้ก็พุ่งสูงถึงขีดสุด มีคนบอกว่าจ้าว
หยวนแอบร้องไห้อย่างหนัก ร ่าไห้ว่าอยากจะป่วยแทนพี่สวี่
ต่อมาเขาถูกมารดาจับตีอย่างหนักจนทำให้ป่วยจริง ๆ
ข่าวนี้แพร่มาถึงเรือนเล็ก สวี่โม่รู้สึกผิดมาก “รอให้การสอบ
ระดับแคว้นจบลงก่อน ข้าจะต้องไปขอโทษเขาด้วยตนเองแน่นอน”
ญาติสนิทมิตรสหายทั้งหมดที่มาเยี่ยมเขา แทบจะทิ้งเงินทองและ
ยารักษาโรคไว้ให้ แม้แต่อันจวิ่นก็ยังคัดลอกเนื้อหาสำคัญของการ
สอบจากกั๋วจื่อเจี้ยนมาให้เขาด้วยตนเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นน ้าใจ และเป็นสิ่งที่เขาจะต้องขอโทษใน
อนาคต และนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา
แต่เมื่อวันการสอบใกล้เข้ามา ตระกูลฟางก็เริ่มก่อความวุ่นวาย
อีกครั้ง รอบ ๆ เรือนเล็กมักจะปรากฏชายแปลกหน้าแต่งกายชุดดำ
ท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับกลัวว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นเจตนาที่ไม่ดี
ของพวกเขา
“ข้าไม่คิดว่าพวกเขามีเจตนาที่ไม่ดีหรอก แค่ต้องการทำให้พี่
ใหญ่กลัวจนอาการป่วยหนักขึ้นเท่านั้น” จ่างเยี่ยนมองทะลุปรุโปร่ง
“ขณะเดียวกันก็สามารถสืบให้รู้แน่ชัดว่าพี่ใหญ่ป่วยจริงหรือไม่ด้วย”
ร่างกายของสวี่โม่ไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแรง แต่ก็ไม่ถึงกับผอม
แห้งอ่อนแอเช่นกัน การตกลงไปในสระน ้าเย็นตอนฤดูหนาว ทำให้
ร่างกายบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องนอนอยู่บนเตียงถึงสามเดือน
บางทีพวกเขาอาจจะแกล้งป่วยหนักเกินไป
แต่หากหายป่วยในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ยิ่งอันตรายกว่าการทำ
ให้คนอื่นสงสัย
“ดูเหมือนว่าพวกเราควรจะออกไปเดินเล่นบ้างแล้ว” สวี่โม่
ครุ่นคิด “รอให้เจ้าสี่กลับมาจากสำนักแพทย์ กับเจ้ารองและน้องสาว
กลับมาจากโรงผลิตก่อน ค่อยปรึกษากัน”
เพื่อหาเงิน เพื่อความอยู่รอด และเพื่อที่จะไล่ตามความสุขและ
ความฝันในใจของพวกเขา ทุกคนจึงยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเองในยาม
กลางวัน
จนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนจากสว่างเป็นมืด ม่านราตรีปกคลุม ป้า
จางปิดประตูใหญ่ของร้านจิ่วเจินกลับมาทำอาหาร กลิ่นหอมของเนื้อ
ลอยอวลในอากาศ เรือนเล็กที่เงียบสงัดจึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
อาหารถูกนำมาวางบนโต๊ะทีละจาน ประตูหน้าต่างทั้งหมดถูกปิด
สนิท สวี่โม่ถึงสามารถวางเท้าสัมผัสพื้น เดินไปมาอย่างอิสระ
“พี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องแกล้งป่วยหนักขนาดนั้นก็ได้ คนป่วยจะ
นอนติดเตียงตลอดเวลา ไม่อาจเดินได้สองสามก้าวเลยหรือ” เจิ้งหรู
เชียนบ่นเสียงดัง “โชคดีที่ใกล้จะถึงการสอบแล้ว ไม่เช่นนั้นหากท่าน
ต้องนอนต่อไปอีกสองสามเดือน ข้าคิดว่าขาของท่านคงจะกลายเป็น
หางแน่ ๆ”
เจียงเซิงกำลังจิบโจ๊กเนื้อ พอได้ยินคำพูดนี้ก็เกือบจะพ่นออกมา
เวินจืออวิ่นส่งผ้าเช็ดหน้าให้อย่างใส่ใจ มองน้องสาวเช็ดปากจน
สะอาดแล้วจึงกล่าวเบา ๆ “การป่วยเป็นเวลาสามเดือนดูน่าสงสัยจริ
งๆ คนที่พอจะรู้เรื่องวิชาแพทย์บ้างก็คงสงสัยกันทั้งนั้น”
ว่ากันว่า คนที่อยู่ด้วยกันนาน ๆ จะมีความรู้สึกที่พิเศษต่อกัน
คำพูดนี้เป็นเรื่องจริง
เรื่องที่พวกเขาถกเถียงกันในตอนกลางวัน ตกกลางคืน เจิ้งหรู
เชียนกับเวินจืออวิ่นก็หยิบยกขึ้นมาพูด แถมยังมีเจียงเซิงที่คอยพยัก
หน้าเห็นด้วยอยู่ข้าง ๆ
สวี่โม่ยิ้มพูดตรงไปตรงมา “ข้าอยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอก
ให้ทุกคนได้เห็นความจริง”
มันก็เหมือนกับน ้าเต้าที่ยิ่งปิดบังก็ยิ่งทำให้คนอื่นสงสัย เมื่อถูก
ผ่าออก เนื้อในก็ไม่ได้พิเศษอะไรเลย
“วิธีนั้นก็ใช้ได้” เจิ้งหรูเชียนใช้ตะเกียบคีบหนังขาหมู “หลังจากที่
ป่วยมานาน อย่างไรก็ต้องอาการดีขึ้นบ้าง จึงจะทำให้คนอื่นเชื่อได้”
นี่คือศิลปะของการโกหก คนที่เชี่ยวชาญด้านการหลอกลวงทุก
คนรู้ดีว่า การผสมผสานระหว่างความจริงเจ็ดส่วนกับการโกหกสาม
ส่วน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการล่อลวงศัตรู
จ่างเยี่ยนเอ่ยปากขึ้นในที่สุด เขาคิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย มุมปากยก
ยิ้ม “บางทีพวกเราอาจจะวางกับดักให้ตระกูลฟางสักหน่อย พวกเขา
ก็แค่ทนไม่ได้ที่เห็นพี่ใหญ่สบายดีไม่ใช่หรือ”
ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก หลังจากที่เป็นพี่น้องกันมานานหลายปี
พวกเขาล้วนเข้าใจกันดี
มีเพียงเวินจืออวิ่นเท่านั้นที่ถอนหายใจเงียบ ๆ
เขาแอบเงยหน้ามองพี่รองที่กำลังกินเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย มอง
เจ้าห้าที่มักจะวางแผนอยู่เบื้องหลัง แล้วก็มองพี่ใหญ่ที่สงบราวกับน ้า
นิ่ง
การมีพี่ชายที่เก่งกาจเช่นนี้เป็นเรื่องดี เพราะเขาไม่ต้องใช้สมอง
มากนัก ข้อเสียคือไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ความสามารถของเขา
แม้แต่เรื่องที่พี่ใหญ่แกล้งป่วย เขาก็เพียงช่วยเรื่องวิชาแพทย์และ
ยาเท่านั้น ไม่ได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์จริง ๆ เลย
แต่เขาก็คิดแผนไว้เหมือนกัน เขาคิดจริง ๆ นะ!
เวินจืออวิ่นก้มหน้าลง หัวใจของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่
ซับซ้อน ทั้งความเศร้าและความสุข ทั้งไร้ประโยชน์และการจำนน
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ให้เจ้าสี่พาข้าไปเถอะ” สวี่โม่พูดขึ้นมาท่ามกลาง
เสียงพูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร “จืออวิ่น พรุ่งนี้เจ้าต้องไปตรวจคนไข้
หรือไม่”
เมื่อถูกเรียกชื่อกะทันหัน เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย “ไม่มี พรุ่งนี้ข้า
ว่างมาก”
“ดี เช่นนั้นเจ้าช่วยลองคิดดูว่าข้าควรจะป่วยเป็นโรคอะไร ถึงจะ
หลอกตระกูลฟางให้พวกเขาเสียหายครั้งใหญ่ได้” สวี่โม่วางตะเกียบ
ลง “ข้าอิ่มแล้ว ข้าจะไปอ่านหนังสือก่อน”
เขาเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์ ขณะที่คนอื่นยังคงทาน
อาหาร พูดคุย และหัวเราะอย่างมีความสุขโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
มอง
ไม่มีใครแอบสบตากันหรือปลอบใจเขา และไม่มีใครสนใจ
ความรู้สึกหดหู่ของเขา
เวินจืออวิ่นถอนหายใจ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของสวี่โม่ มุมปาก
ของเขาก็ยกขึ้น
หลังจากที่เขายิ้ม พี่น้องคนอื่นก็ยิ้มตาม
แสงไฟจากโคมส่องสว่าง สวี่โม่พลิกหน้าหนังสือ รอยยิ้มจาง ๆ
ปรากฏบนริมฝีปากของเขา
วันรุ่งขึ้น…
ตอนนี้เป็นเดือนสองแล้ว อากาศในเมืองหลวงยังคงหนาวเย็นแต่
ก็อบอุ่นขึ้นเล็กน้อย คุณชายคุณหนูที่อยู่ในบ้านมานาน ต่างก็พากัน
ออกมาชื่นชมทัศนียภาพของฤดูใบไม้ผลิ
ในช่วงเวลานี้เอง เจียงซานก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสวี่โม่ที่
ร่างกายอ่อนแอ ใบหน้าของเขาซีดขาว สวมเสื้อกันหนาว ในมือถือ
ถุงน ้าร้อนอุ่น ๆ เมื่อมองไปยังหนุ่มสาววัยเดียวกันกับตัวเองที่กำลัง
สนุกสนาน เขาก็อดอิจฉาไม่ได้
มันเป็นความอิจฉาที่แท้จริง
เขาไม่ได้ก้าวออกจากบ้านมาสามเดือนแล้ว
“พี่ใหญ่ ท่านอย่าเสียใจไปเลย ท่านต้องหายดีแน่” จ่างเยี่ยนตบ
มือเขาเบา ๆ
เจียงซานที่อยู่ข้างนอกรถม้าพยายามกลั้นขำ เพราะกลัวว่า
ความจะแตก
“ข้าหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” เสียงของสวี่โม่ฟังดูไร้อารมณ์
รถม้าเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เหมือนว่าต้องการจะตาม
กลุ่มคนที่กำลังชื่นชมฤดูใบไม้ผลิ แต่ก็ค่อย ๆ แยกออกจากพวกเขา
เมื่อมาถึงป่าต้นหลิวทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง บรรดา
คุณชายคุณหนูต่างพากันท่องบทกวีและแลกเปลี่ยนโคลงกลอน
พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนรถม้าของสวี่โม่จอดอยู่ห่าง ๆ ไม่
กล้าเข้าไปใกล้
ในสายตาของคนนอก มันเหมือนว่าคนผู้นี้ร่างกายไม่ค่อย
แข็งแรง แม้อยากออกมาร่วมวงแต่ก็ไม่กล้า
ทว่าความจริง คือเวินจืออวิ่นที่ชี้นิ้วไปทางเด็กหนุ่มชุดขาวซึ่งอยู่
ท่ามกลางฝูงชน แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “เขาคือฟางหยวน”
ตระกูลฟาง ฟางหยวน
คนที่พวกเขาได้ยินชื่อเสียงมานานถึงห้าปี แต่ไม่เคยเห็นหน้า
ด้วยประโยชน์จากการนวดของหมอหญิงที่เวินจืออวิ่นสร้าง
ขึ้นมา แม้จะไม่ได้โด่งดังในหมู่ขุนนางและคนร ่ารวยในเมืองหลวง แต่
พวกเขาก็มีลูกค้าประจำอยู่บ้าง
ฮูหยินจากตระกูลใหญ่หลายคนเคยเชิญหมอหญิงจากสำนัก
แพทย์เวินไปบีบนวด ตอนนั้นวังเสี่ยวจูมีโอกาสได้ไปที่จวนตระกูล
ฟาง และบังเอิญได้พบกับฟางหยวนที่กำลังคำนับฮูหยินฟาง นางจึง
จดจำใบหน้าของคุณชายรองแห่งตระกูลฟางผู้นี้ได้
ต่อมา ระหว่างทางไปตรวจรักษาคนไข้ นางได้พบกับคนของ
ตระกูลฟางอีกครั้ง วังเสี่ยวจูจึงชี้ให้เวินจืออวิ่นดู ทำให้เขารู้ว่าฟาง
หยวนหน้าตาเป็นอย่างไร
อีกฝ่ายมีอายุราวสิบสี่สิบห้าปี มีใบหน้าคล้ายคลึงกับฟางเหิงแต่
ไม่มีความกล้าหาญ กลับมีกลิ่นอายของบัณฑิตผู้คงแก่เรียนมากกว่า
หากดูเพียงรูปลักษณ์ภายนอก เขาก็เป็นเพียงคุณชายจาก
ตระกูลมั่งคั่งทั่วไป ไม่ได้โดดเด่นไปกว่าบุตรชายทั้งสองคนของ
ตระกูลเจียงเลย
แต่ทำไมคนแบบนี้ถึงได้เข้าไปพัวพันกับการชิงอำนาจของ
ตระกูลฟาง และแย่งผลการสอบของสวี่โม่ไป
หากไม่ใช่เพราะสวี่โม่สอบผ่านจนได้รับตำแหน่งฮุ้ยหยวน และ
หากไม่ใช่เพราะฟางเหิงเข้มแข็งกล้าหาญ โลกใบนี้อาจจะขาดเด็ก
หนุ่มที่โดดเด่นไปสองคน
บัดนี้ไม่ว่าจะเพื่อตัวเขาเองหรือเพื่อเจ้าสาม สวี่โม่ก็หรี่ตามอง
ฟางหยวนอย่างใจเย็น “เจ้าสี่ ลงมือเลย”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….