พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 356 ท่านพ่อ
รถม้าของคนตระกูลใหญ่ทุกคันล้วนมีสารถีคอยบังคับรถ
หลังจากส่งคุณชายคุณหนูไปถึงจุดหมายแล้ว สารถีจะบังคับม้าไปยัง
เสาผูกม้า ผูกเชือกมัดไว้ให้แน่น จากนั้นก็มีอิสระเป็นของตัวเอง
ตอนนี้พวกคนขับเพิ่งมาถึงบริเวณที่มีเสาผูกม้า กำลังผูกสาย
บังเหียนตามลำดับ
เจียงซานขับรถม้าตามหลังรถม้าของตระกูลฟาง ทิ้งระยะห่าง
เล็กน้อย แต่ก็ไม่ให้รถม้าของตระกูลอื่นแทรกเข้ามาได้
“ถึงเวลาแล้ว” เวินจืออวิ่นหยิบเข็มเงินที่เคลือบยาพิษออกมา เล็ง
ไปที่บั้นท้ายม้า ก่อนจะสะบัดออกไปอย่างแรง
การแทงเข็มและความแม่นยำเป็นทักษะพื้นฐานที่หมอทุกคนต้อง
มี
แม้ว่าเขายังอายุน้อย แต่ก็ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก แขนทั้ง
สองข้างเต็มไปด้วยรูเล็ก ๆ ที่ต้องใช้เวลากว่าสองปีถึงจะหายสนิท
ตอนนี้แม้จะอยู่ห่างออกไปห้าก้าว เขาก็ยังสามารถโจมตี
เป้าหมายได้อย่างแม่นยำเพียงพริบตา
เมื่อเข็มเงินเล็กบางยิ่งกว่าเส้นผมเพิ่งปักเข้าไป ม้าก็แทบไม่รู้สึก
เจ็บปวด จนกระทั่งความรู้สึกชาและคันเริ่มแผ่ขยาย ม้าก็ส่งเสียงร้อง
และยกขาขึ้น แสดงท่าทีว่ากำลังคลุ้มคลั่ง
คนขับรถม้าที่กำลังจะผูกบังเหียนตกใจ รีบวิ่งหนีไปด้วยความตื่น
ตระหนก
“จังหวะนี้กำลังพอดี” เวินจืออวิ่นถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ส่วนที่
เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว เจียงซาน”
“คุณชายสี่วางใจได้ขอรับ” เจียงซานยิ้มกริ่ม เขาแสร้งทำเป็น
หวาดกลัว บังคับรถม้าให้ถอยหลัง แต่กลับตอบสนองช้าเกินไป จน
ชนเข้ากับรถม้าของตระกูลฟางอย่างจัง
เหล่าคุณชายและคุณหนูที่กำลังเที่ยวเล่นอยู่ไกลออกไปข้าง
นอก ได้ยินเพียงเสียงกระแทกดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงร้องน่าเวทนา
ของม้า
ส่วนคนขับรถม้าที่อยู่ใกล้ ๆ เห็นรถม้าสั่นสะเทือนจากการชน
ทำให้คุณชายร่างบางที่อยู่ข้างในถูกเหวี่ยงออกไปนอกรถม้า ร่างนั้น
กลิ้งบนพื้นหญ้าสองสามตลบ ก่อนจะแน่นิ่งไป
ในอ้อมแขนของเขามีถุงน ้าร้อน ตอนนี้มันหกลงบนพื้นดินที่เย็น
เฉียบ น ้าร้อนสัมผัสกับอุณหภูมิต ่าก่อให้เกิดเป็นไอน ้าสีขาวลอยคลุ้ง
“พี่ใหญ่!” เวินจืออวิ่นร้องโหยหวนเสียงแหลม ทำเอาจ่างเยี่ย
นที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้งตกใจ
พวกเขาไม่คิดว่าคนที่ดูอ่อนโยนเช่นนี้จะสามารถแสดงละครได้
อย่างแนบเนียน
ดูท่าว่าก่อนหน้านี้จะเป็นการดูถูกความสามารถของเขาเสียแล้ว
“คุณชาย!” เจียงซานก็ร้องไห้น่าสงสารเช่นกัน เขากระโดดลง
จากที่นั่งคนขับด้วยความร้อนรน และตอนกำลังเดินผ่านบั้นท้ายม้า
ของตระกูลฟาง เขาก็ไม่ลืมจะดึงเข็มเงินออกมาด้วย
เมื่อเห็นดังนั้น จ่างเยี่ยนไม่มีทางเลือกจึงต้องร้องไห้ตามไปด้วย
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้น”
“พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรหรือไม่”
“นี่มันเคราะห์กรรมอะไรกัน ตกน ้าคราวก่อนท่านก็ยังไม่หายป่วย
ดี คราวนี้กลับถูกเหวี่ยงออกมาจากรถม้าอีก พี่ใหญ่ ท่านตื่นเถอะ
อย่าทำให้พวกข้าตกใจไปมากกว่านี้เลย”
คุณชายน้อยทั้งสองร้องไห้โฮ ฟังแล้วช่างน่าเวทนาจนผู้ที่ได้ยิน
ต้องสะเทือนใจ
คุณหนูคุณชายที่กำลังเที่ยวชมดอกไม้ต่างพากันล้อมวงเข้ามา
เมื่อพวกเขารู้ว่าเป็นสวี่โม่ พี่น้องฉีหวายที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนก็หน้า
เปลี่ยนสี จ้าวหยวนที่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์ก็ตกตะลึง
พวกเขารีบวิ่งเข้าไปช่วยกันพยุงสวี่โม่ขึ้นมา เมื่อเห็นใบหน้าซีด
เซียวและร่างกายที่อ่อนแอของอีกฝ่าย พวกเขาก็พูดไม่ออกไป
ชั่วขณะ
“ทำไมพี่สวี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” ฉีหวายได้สติ ประโยคแรกที่เอ่ย
ออกมาเป็นคำถามเชิงตำหนิ
ใช่แล้ว ทำไมคนป่วยถึงมาอยู่ที่นี่
จ่างเยี่ยนขยี้ตาพูดเสียงเบา “พี่ใหญ่อยู่แต่ในห้องมานานแล้ว
เขาอยากออกมาสูดอากาศบ้าง ดูว่าอาการจะดีขึ้นบ้างหรือไม่”
เวินจืออวิ่นน ้าตาคลอ “พวกเรายังไม่ได้คิดจะออกไปไหนเลย
เพียงแค่นั่งอยู่ในรถม้าก็ยังถูกทำเช่นนี้แล้ว?”
ทำอะไร?
ใครเป็นคนทำ?
ที่นี่แทบจะไม่มีคนโง่อยู่ ทุกคนเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับการแย่งชิง
ตำแหน่งฮุ้ยหยวนระหว่างสวี่โม่กับคนตระกูลฟางทันที คนที่ใจกล้า
กว่านั้นก็ถึงกับหันไปมองฟางหยวนโดยตรง
“รถม้าของตระกูลไหน!” จ้าวหยวนโกรธจัดจนไม่สนใจฐานะของ
อีกฝ่าย “จำเป็นต้องบีบคั้นกันถึงขั้นนี้เลยหรือ พี่สวี่ป่วยหนักถึงเพียง
นี้แล้ว จะต้องให้เขาตายก่อนจึงจะพอใจหรืออย่างไร”
เป็นที่รู้กันดีว่ารถม้าของตระกูลใหญ่ทุกตระกูล ล้วนมีตรา
สัญลักษณ์เป็นของตนเอง
เมื่อรถม้าทั้งสองคันชนกันและสั่นสะเทือน ไม่ใช่เพียงสวี่โม่ที่ถูก
เหวี่ยงออกมาจากรถม้าเท่านั้น แม้แต่ตราสัญลักษณ์ของตระกูลฟาง
ก็ร่วงตกอยู่ไม่ไกลนัก
ฉีเยี่ยในชุดดำก้มลงหยิบมันขึ้นมา พลิกไปพลิกมาในมืออยู่พัก
หนึ่ง ก่อนจะโยนมันลงบนพื้นอย่างดูแคลนต่อหน้าทุกคน
แทบไม่ต้องพูดว่าใครคือต้นเหตุของเรื่องนี้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่กล้าดูหมิ่นอย่างเปิดเผยเพราะเกรงกลัว
สถานะของตระกูลฟาง แต่การซุบซิบนินทาภายหลังเป็นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือสายตาที่พวกเขามองมายังฟางหยวน
มันเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ที่หลากหลาย
ฟางหยวนกำหมัดแน่น หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่จึงกล่าวขึ้นว่า
“เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิด ตระกูลฟางจะพยายามอย่างเต็มที่
เพื่อรักษาคุณชายสวี่”
“รักษา? การรักษาจะทำให้พี่ชายของข้าหายดีก่อนการสอบได้
หรือ?” เวินจืออวิ่นเงยหน้าขึ้น ใบหน้าขาวนวลเต็มไปด้วยคราบน ้าตา
“ต้องให้หมอฮวาโต่วหรือว่าหมอเปี่ยนเชวี่ยกลับชาติมาเกิดก่อน ถึง
จะรักษาพี่ชายข้าให้หายทันก่อนการสอบในอีกห้าวันนี้?”
ฟางหยวนนิ่งเงียบ
การรักษาต้องใช้เวลา แม้แต่หมอหลวงในวังก็ไม่สามารถทำให้
คนป่วยกลับมาแข็งแรงได้ภายในห้าวัน
แต่ถ้าไม่รักษา ตระกูลฟางก็จะต้องแบกรับความผิดนี้ไว้
ฟางหยวนสูดลมหายใจลึก “เด็ก ๆ นำป้ายตระกูลฟางไปเชิญ
หมอหลวงมา ต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด มีประสบการณ์มากที่สุด”
เขาหันกลับมาแล้วกล่าวกับทุกคนว่า “ไม่ว่าจะอย่างไร รถม้า
ของตระกูลฟางก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณชายสวี่ได้รับบาดเจ็บ ทุกท่าน
วางใจได้ ตระกูลฟางจะต้องดูแลคุณชายสวี่จนกว่าจะหายดีอย่าง
แน่นอน”
จะบอกว่าเขากำลังตีสองหน้า หรือว่านี่เป็นการชดเชยความผิด
แต่เขาก็ทำอะไรบางอย่างเพื่อหยุดคำวิจารณ์ของทุกคนในเหตุการณ์
“ส่วนเรื่องอุบัติเหตุที่รถม้าชนกัน ตระกูลฟางจะให้คำอธิบายกับ
คุณชายสวี่แน่นอน” น ้าเสียงของฟางหยวนเย็นชาลงเรื่อย ๆ
ดูท่าว่าเขาจะสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียแล้ว
เวินจืออวิ่นที่กำลังเช็ดน ้าตาอยู่แข็งทื่อไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรทำ
อย่างไรดี
จ่างเยี่ยนตบหลังมือของเขาเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืน “พวกข้าเชื่อว่า
คุณชายฟางจะให้คำอธิบายกับพวกข้า และไม่ว่าอย่างไรก็ต้อง
สามารถหาตัวคนผิดได้”
เขาจงใจเน้นย ้าคำพูดบางคำเพื่อชี้ให้เห็นว่าตระกูลฟางอาจจะ
กำลังหาแพะรับบาป
“แต่พี่ใหญ่ของข้าได้รับบาดเจ็บเช่นนี้แล้ว พวกเราคงไม่วางใจที่
จะฝากเขาไว้ในมือของคนอื่น” เขาพูดต่ออย่างใจเย็น “ดังนั้น พวก
เราจึงขอคุณชายฟางอนุญาตให้พวกเราพี่น้องพาพี่ชายกลับบ้าน
เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบในอีกห้าวันข้างหน้า”
พูดมาถึงขนาดนี้ หากตระกูลฟางไม่เห็นด้วยอีก ก็เหมือนกับว่า
พวกเขาปรารถนาให้สวี่โม่ล้มเหลว และหวังว่าเขาจะไปสอบระดับ
แคว้นไม่ได้
ท่ามกลางผู้คนมากมาย ฟางหยวนกำมือแล้วคลายออกหลาย
ครั้ง ขณะที่เขากำลังลังเลอยู่นั้น จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงกลับมา
สงบนิ่งอีกครั้ง “ในเมื่อคุณชายสวี่พยายามเพื่อการสอบมากถึงเพียง
นี้ ตระกูลฟางก็คงต้องทำตามความปรารถนาของคุณชายสวี่เท่านั้น”
พูดจบ เขาสั่งการให้บ่าวรับใช้ไปช่วยกันเปิดทาง
เขามองเจียงซานอุ้มสวี่โม่กลับเข้าไปในรถม้า มองรถม้าที่
โคลงเคลงจากไป ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด บนใบหน้ายิ่ง
แสดงออกถึงความหดหู่และจนปัญญา
“ฟางหยวนผู้นี้ก็มีความสามารถอยู่บ้าง” จ่างเยี่ยนประเมิน
สวี่โม่ที่แสร้งหมดสติอยู่ก็ลืมตาขึ้น ค่อย ๆ นั่งตัวตรง “คำพูด
สุดท้ายของเขาเป็นการบอกใบ้ให้ผู้อื่นรู้ว่าพวกเราตั้งใจทำเช่นนี้”
แม้ว่าในสายตาของชาวเมืองจะคิดเห็นอย่างไร แต่การที่ฟาง
หยวนสามารถตอบโต้กลับเช่นนี้ได้ ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่ม
ธรรมดาทั่วไป
“ขอเพียงพวกเขาไม่มารบกวนการสอบของพี่ใหญ่ก็พอแล้ว”
เวินจืออวิ่นตรวจสภาพร่างกายของสวี่โม่ “พี่ใหญ่ ท่านถูกผลัก
ออกไปเช่นนี้ บาดเจ็บหรือไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
สวี่โม่โบกมือ เสื้อคลุมของเขาวันนี้หนามากพอ ด้านหน้าและ
ด้านหลังยังมีผ้าฝ้ายบุรองอยู่ จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
แต่ฟางหยวนจากตระกูลฟางคนนี้ต่างหากที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
หลังกลับมาถึงเรือนเล็ก พี่น้องที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อก็รู้สึก
โล่งใจเมื่อเห็นว่าสวี่โม่ไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงถอนหายใจออกมาด้วย
ความโล่งอก
“ต่อไปพวกเราควรรออยู่เฉย ๆ หรือไม่” เจียงเซิงถาม “ตระกูล
ฟางคงจะไม่มารังควานพวกเราอีกแล้วใช่หรือไม่”
คำตอบนี้ไม่อาจรับประกันได้อีกหลังจากที่พวกเขาได้รู้จักกับคน
อย่างฟางหยวนแล้ว
ถ้าเขาร้ายกาจมากพอ เขาก็อาจจะส่งคนมาก่อกวนอีกเพื่อ
ยืนยันว่าสวี่โม่บาดเจ็บสาหัสจริง ๆ
แม้ว่าเขาจะไม่กล้าลงมือ แต่การสืบสวนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่คาดคิดคือสี่วันต่อมากลับเงียบสงบเป็น
พิเศษ ไม่เพียงไม่มีการก่อกวนหรือวางแผนร้ายใด ๆ แม้แต่คนชุดดำ
ที่แอบซุ่มอยู่ข้างนอกก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วย
ทุกคนถอนหายใจ และทำงานของตนเองต่อไปด้วยความ
ระมัดระวัง
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่รู้สึกว่ามีคนกำลังจับตามองพวกเขาอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้ถึงวันสอบ ความรู้สึกที่ถูกสอดแนมนี้ยิ่ง
ชัดเจนขึ้น แต่เมื่อหันกลับไปมองจริง ๆ ก็ไม่เห็นอะไร
หรือว่าตระกูลฟางคิดจะจับตัวนางเพื่อใช้ข่มขู่พี่ใหญ่?
หรือว่าตระกูลเลี่ยวยังไม่ยอมรามือจากเรื่องลิ้นจี่ และต้องการจับ
นางไประบายแค้น?
ความไม่สบายใจเช่นนี้ช่างทนทุกข์ทรมาน แต่ตราบใดที่พี่ใหญ่
ยังปลอดภัย เจียงเซิงก็ยินดีที่จะอดทน
นางกัดฟันอดทนจนถึงวันที่ห้า
พรุ่งนี้ก็จะถึงวันสอบแล้ว นางไม่ต้องกลัวเรื่องวุ่นวายอีก ในที่สุด
ก็กล้ามายืนอยู่ที่ประตูลานบ้าน และระบายความไม่พอใจทั้งหมดที่
สะสมมาตลอดช่วงเวลานี้
“สุนัขตัวไหนมาแอบซุ่มมองอยู่แถวนี้ กล้าแอบดูคนอื่นแต่ไม่
กล้าออกมาเผชิญหน้าหรือ เจ้าลูกเต่าชั่วช้า คิดว่าข้าไม่รู้จักด่าคน
หรืออย่างไร ข้าเรียนรู้มาจากพี่รองแล้ว ถ้าเจ้ามีความกล้าก็โผล่หน้า
ออกมาสิ ให้ข้าได้เห็นหน่อยว่าเป็นลูกเต่าตัวไหน…”
แม้จะเป็นเพียงเด็กสาว แต่เมื่อด่าคนขึ้นมากลับดุดันและร้ายกาจ
ยิ่งนัก
คนที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดทั้งขบขันทั้งอับอาย ปล่อยมือจากดาบ
ยาวที่ข้างเอว แล้วเดินออกมา
เขาสูงแปดฉื่อ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้ามีหนวดเคราเต็มแก้ม
แม้ท่าทางจะไม่ได้โกรธ แต่กลิ่นอายก็น่าเกรงขามอยู่แล้ว ภายใต้
สายตาตกตะลึงของเจียงเซิง เขาค่อย ๆ อ้าปากพูดว่า “เด็กน้อย…ข้า
คือพ่อเจ้าเอง”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….
**3KYUA7SR**
เจอโค๊ดแล้วอย่าเพิ่งเมินเฉย โค๊ดนี้สามารถนำมากรอกเพื่อรับ
เหรียญได้ที่เว็บไซต์ Enjoybook
ไปที่โปรไฟล์ >> รหัสแลกรับ >> ใส่โค๊ดที่ได้ (ตัวพิมพ์ใหญ่)
ลุ้นรับเหรียญสูงสุด 100 เหรียญ ตั้งแต่วันนี้ – 30 ตุลาคม
ด่วน! ใครใช้โค๊ดก่อน ได้เหรียญก่อนนะ