พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 357 ท่านแม่ทัพกลับมา
เป็นที่รู้กันดีว่า “ข้าคือพ่อเจ้า” เป็นคำหยาบคาย
และเป็นที่รู้กันดีว่าเจ้ารองเจิ้งเคยด่าคนอื่นด้วยคำพูดต่าง ๆ
นานามาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเจียงเซิงก็เห็นมาหมดแล้ว
เมื่อได้ยินคำว่า “ข้าคือพ่อเจ้า” ปฏิกิริยาแรกของนางคือคิดว่า
คนผู้นี้กำลังพูดจาประชดประชัน
แน่นอนว่านางโกรธแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะความห่างชั้น
ระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นมากเกินไป อีกทั้งอีกฝ่ายยังมีดาบติดตัวมา
ด้วย เห็นได้ชัดว่านางไม่มีทางชนะการต่อสู้ครั้งนี้ได้
ในฐานะขอทาน คนที่รู้จักกาลเทศะย่อมอยู่รอด
เจียงเซิงจ้องมองเขาอย่างโกรธเคือง หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว
แล้วปิดประตูลงกลอนทันที
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพริบตา
เมื่อโลกภายนอกถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง เด็กสาวตัวน้อยที่กำลัง
ตื่นตระหนกจึงค่อย ๆ ทรุดตัวลงพิงประตู กอดเข่าเอาไว้แน่น
ท่านพ่อ? นางจะมีท่านพ่อได้อย่างไร
นางไม่มีท่านแม่ ไม่มีท่านพ่อด้วย
“เกิดอะไรขึ้นขอรับคุณหนู มีคนอยู่ข้างนอกหรือ” เจียงซานกับ
เจียงซื่อเดินออกมาจากห้องโถง “หรือว่าขาท่านเจ็บ”
เจียงเซิงสูดน ้ามูก เงยหน้าขึ้นจากหัวเข่า “มีคนไม่ดี แต่ข้าไล่
เขาไปแล้ว”
“คุณหนูนี่เก่งจริง ๆ ตอนนี้ไล่คนไม่ดีออกไปได้แล้ว” เจียงซาน
พูดเย้าแหย่ “ครั้งหน้าท่านเรียกข้ากับเจียงซื่อด้วยนะขอรับ พวกเรา
จะไม่เพียงไล่ไปเท่านั้น แต่จะตีเขาด้วย”
“ตกลง” เด็กหญิงตัวน้อยตอบตกลงอย่างร่าเริง จากนั้นก็ลุกขึ้น
ยืนแล้วเดินจากไป
คนที่อยู่นอกประตูได้ยินทุกอย่าง มือใหญ่แตะที่ห่วงทองเหลือง
ราวกับกำลังจะเคาะ แต่ก็หยุดไว้
เขาหันกลับไปมองท้องฟ้าสดใส มองเมืองหลวงอันรุ่งเรือง แล้ว
ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ชายหนุ่มถือดาบคนหนึ่งเดินเข้ามาหา “ท่านแม่ทัพ ท่านเฝ้าอยู่
ที่นี่มาสี่วันแล้ว ท่านเร่งรีบขี่ม้ากลับมาจนหมดเวลา อีกไม่นาน
กองทัพใหญ่ก็จะเข้าเมืองหลวง ท่านต้องไปรายงานตัวที่วังหลวงแล้ว
ขอรับ”
ในฐานะแม่ทัพผู้ถืออำนาจบัญชาการทหาร การกลับเมืองหลวง
แต่ละครั้งล้วนถือเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะต้องไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อน ถึง
จะสามารถปรากฏตัวได้
บุรุษผู้นั้นหันหลังกลับอย่างจนใจ “ให้เจียงซวี่เฝ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะรีบ
ไปแล้วรีบกลับมา”
“ท่านแม่ทัพ” องครักษ์หนุ่มเอ่ยอีกครั้ง “ท่านขี่ม้าเร็วกลับมา
กางเกงตัวนี้สมควรเปลี่ยนใหม่สักหน่อย ระวังจะดูไม่เหมาะสมหาก
เข้าเฝ้าฝ่าบาท”
“เอาเถอะ ๆ ข้ารู้แล้ว” ชายคนนั้นตอบอย่างรำคาญ แล้วเดินจาก
ไปไกล
ในคืนนั้น ข่าวว่าท่านแม่ทัพเจียงผู้พิทักษ์รักษาชายแดนทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือเดินทางกลับมายังเมืองหลวงก็ได้แพร่สะพัดไปยัง
เหล่าตระกูลใหญ่
บางคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป ครุ่นคิดถึงจุดประสงค์ของการกลับมา
ครั้งนี้ของเจียงจี้จู่
บางคนรู้สึกหวั่นไหว รู้ดีว่าเวลาแห่งการสะสางบัญชีใกล้เข้า
มาแล้ว
บางคนร้องไห้ด้วยความยินดี ราวกับได้พบที่พึ่งที่แท้จริง
น่าเสียดายที่ไม่มีใครได้พบเจียงจี้จู่
แม้แต่ตระกูลเจียงเองก็ตาม
ภายในเรือนเต๋อเหริน โคมไฟกำลังสว่างไสว
ถานเยี่ยกำลังหวีผมให้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง เมื่อมองเห็นเส้นผมสี
ขาวที่แทบจะไม่มีสิ่งเจือปนเลย นางก็รู้สึกเศร้าและขุ่นเคือง “เหล่าแม่
ทัพของตระกูลเจียงต่างออกไปรบอยู่ข้างนอก กระทั่งการแต่งภรรยา
ก็ไม่สามารถแบ่งเบาภาระได้ กลับกลายเป็นว่าพวกเขากำลังฉุดรั้ง
ตระกูลเจียงเสียอีก หลายปีนี้ท่านต้องกังวลมามากพอแล้ว หากท่าน
แม่ทัพกลับมาเห็นเข้า คงจะปวดใจมากแน่เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงลืมตาขึ้นแล้วยิ้มอย่างเชื่องช้า “เขาจะไม่
กลับมาหรอก”
มือที่กำลังหวีผมของถานเยี่ยชะงักเล็กน้อย นางถามอย่างแปลก
ใจ “ทำไมถึงไม่กลับมาเจ้าคะ ท่านแม่ทัพมีเรือนอื่นอยู่ข้างนอกหรือ
หรือว่า…มีอนุลับ”
บุรุษตระกูลเจียงขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ ไม่ต้องพูดถึงอนุ แม้แต่
คนรับใช้พวกเขาก็ยังไม่เคยมีด้วยซ ้า
กระทั่งเจียงเฉิงเยวี่ยนที่อายุสิบเจ็ดปี ก็ยังไม่เคยมีสาวใช้ข้างกาย
“ไม่ใช่ทั้งอนุหรือเรือนอื่น” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มมุมปาก “อย่า
สงสัยไปเลย พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้า ไปดูที่หน้าสำนักสอบก็พอ”
สำนักสอบ…
คุณหนู…
ถานเยี่ยดวงตาเป็นประกาย ตั้งใจหวีผมให้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
อย่างพิถีพิถันมากขึ้น เปลี่ยนเป็นชุดนอนและปรนนิบัติจนฮูหยินผู้
เฒ่าเข้านอน
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อย นางก็นอนหลับอย่าง
รวดเร็วด้วยความคาดหวังถึงสำหรับวันพรุ่งนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น
ในวันสำคัญของการสอบระดับแคว้น เรือนเล็กก็เริ่มมีความ
เคลื่อนไหวตั้งแต่ฟ้าเริ่มสาง แม้แต่เจียงเซิงที่กำลังขยี้ตาอยู่ก็ยังต้อง
จิบน ้าเย็น ๆ เพื่อให้สดชื่น แล้วตรวจนับสิ่งของอย่างละเอียด
ตะกร้าไม้ไผ่ กระโถน พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกล้วน
เป็นสิ่งที่คุ้นเคย ขนมหวาน กาน ้าร้อนที่เต็มเปี่ยม มีดเล็กและน ้าแป้ง
ข้าวสำหรับปิดชื่อก็ต้องนำติดตัวไปด้วย
สุดท้ายก็คือสวี่โม่ที่กระปรี้กระเปร่าและสง่างาม
หลังจากอดทนต่อความอับอายและความยากลำบากมานานกว่า
สามเดือน ในที่สุดเวลาแห่งล้างมลทินก็มาถึง และถึงเวลาสำหรับการ
ประลองฝีมือกันอย่างเต็มที่
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านพ่ายแพ้ต่อคนตระกูลใหญ่ หรือคนตระกูล
ใหญ่ไม่สามารถเอาชนะชาวบ้านได้ ความยุติธรรมย่อมอยู่ในใจ
ผู้คน!
พูดตามตรง ไม่มีใครรู้คำตอบจนกว่าจะถึงตอนสุดท้าย
แต่ในขณะนี้ พวกเขารักษาสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุด
พยายามอย่างเต็มที่เพื่อชัยชนะ และไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจหรือแรง
กดดันใด ๆ
“พี่ใหญ่ สอบให้เต็มที่นะ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรก็อย่าได้
กลัว” จ่างเยี่ยนพูดด้วยน ้าเสียงเคร่งขรึม
สวี่โม่เอามือไพล่หลัง ยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า “บางทีอาจจะไม่มี
ความยุติธรรมที่แท้จริง แต่การที่ได้สอบอีกครั้งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ายัง
มีคนที่รักษาความยุติธรรมอยู่ ความบริสุทธิ์ที่ยังคงมีอยู่ในโลกนี้คือ
สิ่งที่ข้าพยายามอย่างหนัก เพื่อท้องฟ้าสดใสที่ข้าวาดหวังไว้”
ท้องฟ้าในวันนี้ไม่ได้สดใสเลย แต่เขากลับเปล่งประกายนัก
“ถ้าวันนี้พวกเราแพ้ตระกูลฟาง ก็จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีดินแดน
บริสุทธิ์อยู่บนโลกนี้ และความชั่วร้ายสมควรจะถูกทำลายในความมืด
มิด” จ่างเยี่ยนกล่าวเสียงเรียบ
ท้องฟ้าสว่างไสวขึ้นเล็กน้อย แต่เบื้องหลังเขานั้นมืดมิดราวกับ
น ้าหมึก
ไม่สามารถเข้าใจได้ ไม่อาจหยั่งรู้ได้
พวกเขาเป็นพี่น้องกัน แต่ก็เหมือนว่าจะไม่ใช่พี่น้องกัน ยืนอยู่
แยกกันท่ามกลางแสงสว่างและความมืด
จนกระทั่งเจียงเซิงอุ้มตะกร้าไม้ไผ่วิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว แล้ว
ยัดตะกร้าใส่มือของจ่างเยี่ยนทันที
“อย่ามัวแต่พูดเรื่องสว่างหรือมืดอยู่เลย รีบเก็บของกันเถอะ” นาง
ร้องบอก “มีอะไรอีกหรือไม่ ท่านอย่าลืมอะไรไว้นะ ตรวจดูอีกครั้ง
ตรวจสองรอบเลย”
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ สีสันทั้งหมดผสมผสานกัน แสงสว่างและ
ความมืดปกคลุมในเวลาเดียวกัน กลายเป็นสีเทาจางที่สดใส
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจียงซานก็ขับรถม้ามา
สวี่โม่เข้าไปนั่งเป็นคนแรก มองไปทางประตูเมืองแล้วพึมพำเบา
“ข้าเขียนจดหมายถึงเจ้าสามแล้ว เขาบอกว่าจะกลับมาในเดือนสอง
แต่ทำไมถึงยังไม่มีวี่แววของเขาเลย”
จ่างเยี่ยนตามเข้าไปติด ๆ “บางทีพี่สามอาจจะไม่รู้วันสอบที่
แน่นอน เขาน่าจะยังคิดว่าเป็นช่วงปลายเดือนสองเหมือนปีก่อน”
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ตราบใดที่ไม่มีอะไรผิดพลาด ตราบใดที่
กลับมาอย่างปลอดภัย แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
หลังลงกลอนประตูใหญ่ของเรือนเล็ก ทุกคนนั่งอยู่บนรถม้า เจียง
ซานก็ขับรถออกไป ขณะเจียงซื่อคอยระวังภัยเต็มที่
การสอบกำลังจะเริ่มขึ้น พวกเขาจึงต้องยิ่งตื่นตัวในเวลานี้
พวกเขามองไปยังมุมที่อาจมีคนซ่อนตัวอยู่ มองไปที่รถม้าที่แล่น
อยู่ไกล ๆ และแม้แต่ตรอกซอกซอยที่มองเห็นไม่ชัดเจน
พวกเขาน่ากลัวเสียยิ่งกว่าทหารองครักษ์ที่เคยฝ่าวงล้อมซากศพ
มานับครั้งไม่ถ้วนเสียอีก พาให้อีกฝ่ายถึงกลับต้องแนบตัวติดกำแพง
แล้วพึมพำว่า “เจ้าหนูสองคนนี้เก่งกาจนัก พวกเขาเจอพวกเราแล้ว
หรือ”
แต่เมื่อรถม้าเร่งความเร็วขึ้น พวกเขาก็ยังคงต้องพยายามอย่าง
เต็มที่เพื่อตามให้ทัน ในขณะเดียวกันก็ต้องกำจัดสิ่งกีดขวางออกไป
ในที่สุดท้องฟ้าก็เริ่มสว่าง ผู้คนและรถม้ามากมายจอดอยู่ที่
ทางเข้าสำนักสอบ รอคอยให้การสอบเริ่มต้นขึ้น
รถม้าของเจียงเซิงก็มาถึงอย่างปลอดภัย พวกเขาจอดรถม้าไว้ที่
มุมหนึ่ง
ไม่มีใครมาขัดขวาง ไม่มีใครมาหาเรื่อง และไม่มีเหตุการณ์ไม่
คาดฝันใด ๆ เกิดขึ้น
ในที่สุดพวกเขาก็รู้สึกโล่งใจ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
จนกระทั่งมีเสียงดังขึ้นมาจากข้างนอก
เป็นฟางหยวน
เขาสวมเสื้อคลุมสีขาว เดินเข้ามาอย่างสุภาพ กำหมัดคำนับและ
เอ่ยว่า “ขอถามคุณชายสวี่สักหน่อยว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง ยัง
ต้องการให้ท่านหมอตรวจดูอาการอีกหรือไม่ ตระกูลฟางของข้า
ลงทุนเชิญหมอหลวงมาแล้ว หากคุณชายสวี่รู้สึกไม่สบายใจ ก็โปรด
อย่าได้เกรงใจกันเลย”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….