พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 358 พ่อและลูกสาว
ภายในรถม้าพลันเงียบสงัด รอยยิ้มทั้งหมดหายวับไป
ใครจะคิดว่าระหว่างทางที่ไม่เจอการขัดขวางอะไร จะมาเจอกับ
ฟางหยวนที่หน้าประตูสำนักสอบ เขาจงใจชี้อาการป่วยของสวี่โม่และ
ยังเตรียมหมอหลวงมาด้วย
“หรือว่าเขาต้องการเปิดโปงเรื่องที่พี่ใหญ่แสร้งป่วย และทำลาย
ชื่อเสียงของพี่ใหญ่” เจิ้งหรูเชียนคาดเดา แต่แล้วก็ปัดความคิดนั้นทิ้ง
ไป
ในเหตุการณ์ระหว่างตระกูลฟางกับสวี่โม่ครั้งนี้ สวี่โม่คือฝ่ายที่
อ่อนแอกว่า และฝ่ายที่อ่อนแอกว่ามักจะได้รับความเห็นใจจากผู้อื่น
เสมอ แม้ว่าการแสร้งป่วยจะทำให้เขาเสียหน้าบ้าง แต่ผู้คนก็ยังคง
เข้าใจได้
ในทางกลับกัน ฟางหยวนกลับก้าวร้าวเกินไป ซึ่งจะยิ่งทำให้คน
ตระกูลใหญ่โตอย่างพวกเขาเสียเกียรติ
“หรือว่าเขาคิดจะใช้โอกาสนี้แกล้งทำเป็นตรวจอาการแล้ววางยา
พิษพี่ใหญ่” เจียงเซิงเบิกตากว้าง “แค่ทำให้พี่ใหญ่หมดสติไปก็น่าจะ
ทำให้เขาไปสอบไม่ได้แล้ว”
ทุกคนตึงเครียดขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเวินจืออวิ่นที่หยิบผงยา
หลายห่อออกมาจากอกเสื้อ
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก” สวี่โม่ปลอบน้องชายน้องสาว ทั้งยังไม่ลืม
ที่จะตะโกนตอบกลับไปว่า “คุณชายฟางช่างมีน ้าใจนัก แต่ข้า
สบายดี”
เด็กหนุ่มที่อยู่นอกรถม้าหัวเราะ “ในเมื่อคุณชายสวี่ไม่เป็นอะไร
เช่นนั้นพวกเราก็เจอกันที่สนามสอบแล้วกัน”
เขาประสานมือคำนับแล้วก็จากไปอย่างนั้น
เขาไม่ได้เปิดโปงเรื่องที่สวี่โม่แกล้งป่วย ไม่ได้อาศัยการตรวจเพื่อ
วางยาพิษ และไม่ได้มาเพื่อกดดัน แสดงออกถึงกิริยาท่าทางของคน
ตระกูลใหญ่อย่างเต็มที่
แล้วทำไมเขาต้องมาทักทายด้วย
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตระหนักได้ “เขามาเพื่อบอก
ผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ ว่าพี่ใหญ่อยู่ในรถม้าคันนี้”
มันไม่ใช่การวางแผนอย่างลับ ๆ แต่เป็นการวางแผนอย่าง
เปิดเผย!
เมื่อเห็นว่าคนอื่นยังไม่เข้าใจ จ่างเยี่ยนจึงเน้นย ้าว่า “ในรถม้าคัน
นี้ มีสวี่โม่นั่งอยู่”
และสวี่โม่ก็คือคนที่ไปร้องเรียนถึงหน้าท้องพระโรง ทำให้ผู้เข้า
สอบทุกคนต้องสอบระดับแคว้นใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าสหายสนิทอย่างฉีหวาย อันจวิ่น และคนอื่น ๆ จะไม่มีข้อ
คัดค้าน แต่จวี่เหรินคนอื่นจะไม่บ่น ไม่แค้นเคืองหรือ?
ไม่ว่าจะเป็นใคร เพียงแค่ยื่นมือมาเล่นงานสวี่โม่ได้ ตระกูลฟางก็
สามารถลอยตัวนั่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
นี่เป็นแผนการที่แยบยลนัก!
“แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดีเล่า” เสียงของเจียงเซิงสั่นเครือ
“ข้างนอกพวกเรายังพอปกป้องพี่ใหญ่ได้ แต่พอเข้าไปในสำนักสอบ
แล้ว ต่อให้อยากจะช่วยก็ช่วยไม่ได้”
ไม่จำเป็นต้องมีบัณฑิตที่แค้นเคืองมากมาย แค่สองสามคนก็
เพียงพอแล้ว
ไม่จำเป็นต้องใช้กลอุบายมากมาย แค่ยื่นเท้าออกมาทำให้เขา
ล้ม แล้วจงใจทำลายพู่กันและหมึก ก็เพียงพอจะทำให้สวี่โม่ต้องพบ
เจอกับความยากลำบาก
สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ทั่วถึง มีบัณฑิตนับพันคน ใครจะรู้ว่า
ผู้ใดจะลงมือ ใครจะซ ้าเติม
สวี่โม่หลุบตาลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เหล่าพี่น้องพากันตื่นตระหนก แต่ก็ไม่อาจหาทางแก้ไขได้
“นี่พวกเราจะต้องนั่งรอความตาย ปล่อยให้ตระกูลฟางทำตาม
แผนที่วางไว้ได้กรือ” เจิ้งหรูเชียนรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไปไม่ได้
ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ ยิ่งไม่มีกลอุบายที่เด็ดขาด”
พวกเขาผ่านความยากลำบากมามากมาย แล้วจะมาพ่ายแพ้
เพราะแผนการเช่นนี้ได้อย่างไร
เวินจืออวิ่นดวงตาแดงก ่า มองหาความหวังสุดท้าย “เจ้าห้า เจ้า
ฉลาดที่สุด มีวิธีอะไรบ้างหรือไม่?”
จ่างเยี่ยนถอนหายใจ “หากพวกเรามีเส้นสายมากพอ แค่ไปหา
เจ้าเมืองที่ศาลาว่าการเมืองหลวง ให้เขาส่งเจ้าหน้าที่สองนายมา
คุ้มครองพี่ใหญ่ก็ได้แล้ว”
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีเส้นสายเหล่านั้น
ต่อให้มี ท่านเจ้าเมืองที่ยังไม่กล้าเปิดโปงเรื่องตระกูลฟางทุจริต
สอบ จะกล้าต่อต้านตระกูลฟางอย่างเปิดเผยได้อย่างไร
นี่คือเมืองที่เต็มไปด้วยอำนาจ เรื่องลำดับชั้นถูกสลักลึกใน
กระดูกมานานแล้ว บัณฑิตธรรมดาต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพล ไม่เช่นนั้น
ก็ต้องกลายเป็นเพียงหินรองรับเท้า
หากสวี่โม่ไม่มีเจียงเซิงเป็นน้องสาว ไม่มีการสนับสนุนจากคน
ตระกูลเจียง และไม่ได้รับการยอมรับจากใต้เท้าโต่ว เขาก็คงมาถึงจุด
นี้ไม่ได้
“เช่นนั้นไปหาตระกูลเจียงกับตระกูลโต้วได้หรือไม่” เจิ้งหรูเชียน
มีนิสัยใจร้อน เขาลุกขึ้นทันที “ฉีหวายคงจะมาที่นี่ด้วยแน่ ข้าจะไปขอ
ความช่วยเหลือจากพวกเขา”
แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้น เขาก็ถูกสวี่โม่ห้ามไว้
“ไม่มีประโยชน์หรอกเจ้ารอง” จ่างเยี่ยนส่ายหน้าเอ่ย “แม้ว่าฮู
หยินผู้เฒ่าเจียงจะมีสิทธิ์พูด แต่นางก็จะไม่มาปรากฏตัวที่นี่ อีกทั้ง
เวลาก็มีไม่พอให้เดินทางไปถึงจวนตระกูลเจียง”
“และต่อให้ฉีหวายจะเป็นบุตรชายของท่านเจ้ากรมพิธีการ แต่ก็
ไม่สามารถเป็นตัวแทนของท่านเจ้ากรมฉีได้ ยิ่งไปกว่านั้น ท่าน
เจ้ากรมฉีก็ยังเกรงกลัวตระกูลฟางด้วย ส่วนใต้เท้าโต้วนั้นมีอำนาจ
อยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาถึงแล้วหรือไม่”
“ถึงจะมาแล้ว ท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้ จะไปหาเขาเจอได้
อย่างไร”
การสอบระดับแคว้นกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ที่หน้าประตูสำนักสอบ
มีเจ้าหน้าที่ยืนเฝ้าอยู่ รอเพียงถึงเวลาเปิดประตูก็จะเริ่มตรวจสอบ
ตัวตนและสิ่งของที่นำติดตัวมา
ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ พวกเขาไม่สามารถไปหาใครให้ช่วยเหลือ
ได้
“ช่างเถอะ” สวี่โม่ถอนหายใจเบาๆ “หลังจากข้าเข้าไปในสำนัก
สอบแล้ว ข้าจะระวังตัวให้มาก”
แต่ไม่ว่าจะระมัดระวังแค่ไหน ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงแผนร้ายได้
เหล่าพี่น้องต่างเงียบกริบ เวินจืออวิ่นที่ขี้ขลาดที่สุดน ้าตาคลอ
เบ้าแล้ว มือน้อย ๆ กำห่อผงยาพิษสองห่อไว้แน่น อยากจะพูดอะไรแต่
ก็ไม่กล้า
ในช่วงเวลาอันเงียบสงบนี้เอง เจียงเซิงที่มักไม่ค่อยพูดค่อยจาก็
ลุกขึ้นยืน
“เจ้าจะไปไหน” สวี่โม่ถามเสียงนุ่ม “เจ้ากระหายน ้า? หิว? หรือว่า
อยากจะออกไปปลดทุกข์?”
เจียงเซิงส่ายหน้า ไม่พูดอะไร
นางนึกถึงชายคนเมื่อวานที่อ้างว่าเป็นท่านพ่อของนาง นึกถึง
ดาบที่ห้อยอยู่ข้างเอวของเขา และรู้สึกว่าความสงบสุขในเรือนเล็ก
ช่วงหลายวันนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเขา
หากเขาเป็นคนจากตระกูลเจียงจริง และมีตัวตนแบบนั้นจริง
ตอนนี้เขาก็น่าจะยังอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่ น่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยใช่
หรือไม่
ประตูอาจจะเปิดได้ทุกเมื่อ เจียงเซิงรอไม่ไหวและไม่กล้ารออีก
ต่อไป
ภายใต้สายตาสงสัยของพวกพี่ชาย นางพลันกระโดดลงจากรถ
ม้า และก็เห็นชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนมือไพล่หลังอยู่ด้านหน้ารถม้า
เขาอยู่ที่นี่จริง ๆ อยู่ตรงหน้ารถม้า คอยเฝ้าดูเงียบ ๆ
เมื่อมีคนคุ้นเคยเดินผ่านมา ต่างก็ค้อมตัวคำนับเขาอย่างนอบ
น้อมและเอ่ยว่า “ท่านกลับมาแล้ว”
ชายคนนั้นเพียงแค่โบกมือ แสดงท่าทางไม่ให้ส่งเสียงดัง
ใครจะคิดว่านี่คือแม่ทัพที่ผ่านการต่อสู้ในสนามรบมานานถึง
ยี่สิบปี
เจียงเซิงเม้มปาก ฝึกซ้อมในใจว่าจะอ้อนวอนเขาอย่างไร
องครักษ์ที่อยู่ข้างกายชายคนนั้นสะกิดเขา แล้วกระซิบว่า
“คุณหนูออกมาแล้วขอรับ นางอยู่ข้างหลังท่าน”
เจียงจี้จู่หันกลับไปอย่างรวดเร็ว เห็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ยืนอยู่
ตรงหน้า คำพูดมากมายผุดขึ้นมาในหัว มุมปากที่เต็มไปด้วยหนวด
เคราของเขายกขึ้นเล็กน้อย “ทำไมเจ้าถึงออกมา ข้างในรถม้าอุ่น
กว่าไม่ใช่หรือ”
น ้าเสียงของเขาดูเป็นธรรมชาติมาก ราวกับว่าพวกเขาสนิทกัน
มานาน
แต่นี่เป็นการพบกันครั้งที่สองของพวกเขา!
เจียงเซิงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย นางเหลือบมองประตูใหญ่ของ
สำนักสอบที่กำลังจะถูกเปิดออก แล้วพึมพำว่า “ท่านพอจะช่วยข้าได้
หรือไม่”
หลังจากพูดจบ นางก็แสร้งยิ้มเอาใจ
ทั้งที่นางควรจะเป็นฝ่ายที่ถูกเอาใจต่างหาก
หางตาเจียงจี้จู่แดงเรื่อ เขากล่าวด้วยน ้าเสียงทุ้มต ่าว่า “มีเรื่อง
อะไร บอกข้ามาสิ”
“ท่านพอจะขอให้ศาลาว่าการเมืองหลวงส่งเจ้าหน้าที่สองคนมา
คุ้มครองพี่ชายของข้าได้หรือไม่ เขาจะเข้าสำนักสอบแล้ว พวกข้า
ปกป้องเขาไม่ได้” เด็กหญิงตัวน้อยอ้อนวอนอย่างจริงใจ “ข้าจะ
ขอบคุณท่าน จะส่งขนมไปให้ท่าน ข้ายังมีลิ้นจี่แช่เย็นเหลืออีกสอง
จาน ข้าจะยกให้ท่านจานหนึ่ง หรือจะให้เงินท่านก็ได้”
เสียงของนางค่อย ๆ เบาลง จนแทบไม่มีความมั่นใจเหลืออยู่
ใครเล่าจะช่วยเหลือคนแปลกหน้าโดยไม่มีเหตุผล นางเป็นยิ่ง
กว่าคนแปลกหน้าสำหรับพวกเขาเสียอีก นางเป็นคนที่พวกเขาไม่
ต้องการ
เจียงเซิงก้มหน้าลง ความหวังสุดท้ายในใจก็ดับวูบ
ขณะนางกำลังจะหมุนตัวกลับไป ชายผู้นั้นก็ยื่นมือออกมาใน
ที่สุด เขาแตะมวยผมกลมกลึงของนางอย่างแผ่วเบา พลางยิ้มกล่าว
ว่า “ได้”