พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 359 พี่น้องกลับมาพบกัน
เสียงดังมาจากที่ไกล ๆ เป็นเสียงเปิดประตูใหญ่ของสำนักสอบ
เปิดออก เหล่าบัณฑิตทยอยเดินเข้าไปตามลำดับ เริ่มตรวจสอบ
ตัวตนและสิ่งของต้องห้าม
ม่านรถม้าด้านหลังถูกเปิดออก สวี่โม่ถือตะกร้าไม้ไผ่เดินลงมา
ไม่มีเวลาแล้ว
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความวิงวอน
เจียงจี้จู่เห็นเช่นนั้นจึงรั้งทหารองครักษ์ที่ได้รับคำสั่งไว้ ก่อนจะ
ก้าวไปยังประตูสำนักสอบแล้วพูดอะไรบางอย่าง ทั้งเขายังแสดงป้าย
ประจำตัวให้อีกฝ่ายดูด้วย
อาจารย์ของสำนักสอบที่เดิมทีสงบนิ่งเรียบง่าย ทันใดนั้นก็แสดง
ท่าทีสุภาพ ลุกขึ้นยืนและกำชับเจ้าหน้าที่สองนาย
เรื่องราวสำเร็จลุล่วงแล้ว
เจียงเซิงตื่นเต้นจนน ้าตาคลอ หันกลับไปคว้ามือของสวี่โม่แล้ว
พูดว่า “พี่ใหญ่ ท่านต้องไม่เป็นอะไรนะ สอบให้ดี ๆ เล่า พวกเราจะรอ
ท่านอยู่ข้างนอก”
ถ้าไม่รู้มาก่อน พวกเขาก็คงคิดว่าพี่ใหญ่กำลังจะถูกจับเข้าคุก
สวี่โม่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขามองเจียงจี้จู่อย่างลึกซึ้ง
แม้ว่าจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ก็เดาได้ว่าชายคนนี้ต้องมี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับน้องสาวของเขา
น่าเสียดายที่เขาต้องเข้าสำนักสอบแล้ว ไม่อาจปกป้องน้องสาว
ได้ด้วยตัวเอง จึงได้แต่มองจ่างเยี่ยนอย่างมีความหมาย
“พี่ใหญ่วางใจได้” เจ้าห้าเข้าใจ “ฝากทุกอย่างไว้กับข้าเถอะ”
จากนั้นสวี่โม่จึงไปเข้าแถวร่วมกับบัณฑิตที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน
ข้าง ๆ นั้น เจิ้งหรูเชียนกำลังรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “ฝากทุกอย่าง
ไว้กับเจ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าในฐานะพี่รองก็จัดการได้ไม่ใช่
หรือ”
สวี่โม่กลั้นยิ้มไว้ โบกมือให้น้องชายน้องสาว แล้วมองไปทางทิศ
เหนือของเมืองด้วยความเสียดาย
อาจารย์ที่รับผิดชอบการตรวจสอบทำงานรวดเร็ว เริ่มจากการ
ค้นตัว ตรวจสิ่งของ และสุดท้ายก็ตรวจว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมใน
อาหารให้แน่ใจ จากนั้นจึงอนุญาตให้ผู้คนเข้าไปข้างใน
สวี่โม่เก็บข้าวของใส่ตะกร้าไม้ไผ่ แล้วมองไปทางทิศเหนืออีกครั้ง
เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องผิดหวัง แต่แล้วเขาก็เห็นเด็กหนุ่มรูปร่าง
ปราดเปรียวหลายคนปรากฏตัวขึ้นบนท้องถนนที่พลุกพล่าน พวก
เขาไม่สามารถขี่ม้าในเมืองหลวงได้ แต่ก็วิ่งเร็วพอ ๆ กับม้าที่ลากรถ
ม้า
โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่นำหน้า เรียวคิ้วกระบี่ ดวงตาเป็นประกาย
ท่าทางองอาจกล้าหาญ รูปร่างสูงโปร่งแต่เต็มไปด้วยพละกำลัง
เคลื่อนไหวหลบหลีกผู้คนคล่องแคล่วราวกับเสือดาว จนในที่สุดพวก
เขาก็มาถึงประตูสำนักสอบพร้อมกับเหงื่อที่ไหลอาบแก้ม
“พี่ใหญ่!” เขาตะโกนมาแต่ไกล “ท่านสอบให้ดี ข้าจะรออยู่ข้าง
นอกนี่”
สวี่โม่เดินเข้าสำนักสอบไปอย่างหวุดหวิด เขาหันกลับมาใน
ขณะที่ผู้เข้าสอบคนสุดท้ายผ่านการตรวจสอบเสร็จสิ้นพอดี ประตู
ใหญ่ของสำนักสอบค่อย ๆ ปิดลง ตัดขาดสายตาระหว่างบัณฑิตกับ
ครอบครัว แต่ไม่อาจตัดขาดความผูกพันในใจของพวกเขาได้
เมื่อช่องว่างสุดท้ายของประตูหายไป ญาติของผู้เข้าสอบบางคน
ก็ถอนหายใจและเดินจากไป บางคนหาที่นั่งรอ
ท่ามกลางฝูงชน พี่น้องทั้งห้าคนยืนนิ่งอยู่ที่นั่น มองหน้ากันด้วย
รอยยิ้ม
เวลาสองปี ไม่นานไม่สั้น
นอกจากเจิ้งหรูเชียนที่เดินทางไปทางเหนือเพื่อพบฟางเหิงครั้ง
หนึ่งแล้ว คนอื่นไม่ได้พบกับพี่ชายที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวคนนี้มา
นานถึงเจ็ดร้อยวัน
เขาสูงขึ้นมาก สูงกว่าสวี่โม่พี่ชายคนโตถึงสองนิ้ว รูปร่างของเขา
ยังคงดูผอมเพรียว จะเห็นความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ในตัวก็ต่อเมื่อเขา
ขยับ
รูปร่างหน้าตาของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ความ
เดียงสาในวัยเยาว์หายไป ถูกแทนที่ด้วยความสุขุม สง่างาม และสงบ
เยือกเย็น
มีผู้คนเดินผ่านพวกเขาไปมากมาย ส่งเสียงดังจอแจ แต่พวกเขา
ก็ยังคงจ้องมองกันอย่างตั้งใจ เปรียบเทียบคนเบื้องหน้ากับความทรง
จำของพวกเขา จากนั้นก็ยิ้มอย่างมีความสุข
ฝูงชนที่พลุกพล่านไม่สามารถหยุดยั้งก้าวเดินของพวกเขาได้
อุปสรรคมากมายไม่สามารถปิดกั้นความปรารถนาที่อยากจะใกล้ชิด
เมื่อฟางเหิงยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ความฝัน
ไม่ใช่ภาพหลอน และไม่ใช่ความคิดถึงที่ถูกสายลมพัดพามา
เจิ้งหรูเชียนเป็นคนแรกที่น ้าตาไหล เดินเข้าไปต่อยน้องชาย
“เจ้าหายหัวไปไหนมา! กว่าจะกลับมา พี่ใหญ่ก็เข้าสำนักสอบไป
แล้ว”
ฟางเหิงรับหมัดนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาอธิบายเขินอายว่า
“ข้าจำเวลาผิด นึกว่าเป็นปลายเดือนสองเสียอีก”
จ่างเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจ เขาเดาถูกแล้ว
“คราวนี้พี่สามกลับมาจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ที่ชายแดนลำบาก
หรือไม่ เหนื่อยหรือไม่?” เวินจืออวิ่นเข้าไปใกล้ ๆ ถามเสียงเบา
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา พี่ชายทั้งสามโตเป็นหนุ่มกันหมดแล้ว
เหลือเพียงน้องชายคนสุดท้องสองคนที่ยังคงเป็นเด็กน้อย โดยเฉพาะ
เจ้าสี่ที่ผอมบาง บอบบาง และน่าทะนุถนอม
“หากไม่นับเวลาเดินทางไปกลับก็ประมาณสองเดือน ข้าอยู่ทาง
เหนือสบายดี ไม่เหนื่อยอะไรเลย” ฟางเหิงลูบศีรษะน้อย ๆ ของ
น้องชาย “ส่วนเจ้า ข้าได้ยินว่าที่เมืองหลวงมีสำนักแพทย์ที่โดดเด่น
นัก เจ้าสี่ของพวกเราไม่ธรรมดาเลย วันหน้าจะต้องเป็นท่านหมอผู้มี
ชื่อเสียงแน่นอน”
เวินจืออวิ่นยิ้มเขินอาย เขายังคงเป็นน้องชายตัวน้อยที่พี่ชายทั้ง
สามคนสามารถอุ้มขึ้นบ่าได้เหมือนเมื่อสามสี่ปีก่อน
ฟางเหิงยกยิ้ม สายตามองไปทางจ่างเยี่ยน น้องชายคนนี้นิสัย
สุขุมที่สุด เรื่องต่าง ๆ ในบ้านส่วนใหญ่เขากับพี่ใหญ่จะเป็นคน
ตัดสินใจ เขากลายเป็นผู้นำในหมู่พี่น้องไปแล้ว
แต่คนที่คิดมากมักจะไม่มีความสุข
แม้แต่ในช่วงเวลาแห่งการรวมตัวที่น่ายินดีเช่นนี้ ทุกคนต่างก็
แสดงความยินดีออกมาอย่างชัดเจน แต่เขาก็ยังคงสงบนิ่ง ไม่
แสดงออกว่ามีความสุขหรือกำลังโกรธ
แต่ช่างเถอะ ตราบใดที่เขายังเป็นน้องชาย เขาก็จะเป็นน้องชาย
ตลอดไป
ฟางเหิงยื่นมือทั้งสองข้างออกไป บีบแก้มของจ่างเยี่ยนที่มองเขา
อย่างตกตะลึง จากนั้นก็โน้มตัวเข้าไปกระซิบว่า “ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ
ก็บอกพี่สามได้ อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว”
มือที่บีบแก้มเขาคลายออกอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เจ็บเลย แต่จิตใจ
ของจ่างเยี่ยนกลับรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าไม่ว่าเด็กคน
หนึ่งจะโดดเดี่ยวเพียงใด ก็ยังมีคนที่เขาสามารถพึ่งพาได้เสมอ มีเสา
หลักที่ให้พักพิง
เขาใช้มือลูบแก้มตัวเองเบา ๆ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ หลังจาก
นั้นไม่นานก็ยิ้มกว้าง
ในที่สุดก็ถึงคราวของน้องสาวคนเล็กแล้ว
สายตาของฟางเหิงเพิ่งมองลงมา เจียงเซิงก็เอามือเท้าเอวพูดว่า
“ห้ามบอกว่าข้าอ้วนขึ้นนะ”
ฟางเหิงกำลังจะอ้าปากพูด เจียงเซิงก็บอกอีกประโยค “ห้ามบอก
ว่าข้าไม่สูงขึ้นด้วย”
ตอนนี้นางอายุสิบสองปีแล้ว เด็กผู้หญิงในตระกูลใหญ่วัย
เดียวกันต่างก็สูงโปร่ง สง่างาม และงดงาม
แม้แต่ลูกสาวคนขายเต้าหู้ในตลาดก็ยังสูงขึ้น เติบโตขึ้น งดงาม
ราวกับดอกไม้ที่กำลังออกดอกตูม
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่ไม่สูงขึ้นนัก ยังคงอวบอ้วนเล็กน้อย
เวลายืนชอบค ้าเอว ดูเหมือนกาน ้าชา การกระทำของนางจึงมักจะดู
เป็นเด็ก
แม้ว่าคนในบ้านจะไม่รังเกียจ แต่เวลาเจียงเซิงออกไปข้างนอก
นางก็ยังได้ยินเสียงคนซุบซิบอยู่บ้าง
พวกเขาซุบซิบว่านางไม่ผอมบาง ซุบซิบว่านางไม่สวย ซุบซิบว่า
นางไม่สูง ซุบซิบว่านางไม่เป็นผู้ใหญ่และสุขุมมากพอ
แต่ที่เจียงเซิงไม่สูงก็เพราะตอนเด็กนางลำบากเกินไป นางอ้วน
เพราะอยากกินอาหารอย่างเต็มที่ นางไม่สุขุมก็เพราะมีพวกพี่ชาย
คอยปกป้องอยู่ข้างหน้า ในฐานะน้องสาวคนเล็กของบ้าน นางแค่ใช้
ชีวิตอย่างอิสระตามที่ต้องการก็พอแล้ว
ฟางเหิงยิ้มเดินเข้าไปหา ยกตัวเจียงเซิงชูขึ้นมา หมุนไปรอบ ๆ
สองรอบเหมือนกับอุ้มเด็ก ก่อนจะวางนางลง
“ใครบอกว่าเจ้าอ้วนกัน” เขาหยิกแก้มน้องสาวตัวน้อยเบา ๆ “นี่
เรียกว่าเจียงเซิงของพวกเราโหงวเฮ้งดีต่างหาก”
ใครบ้างจะไม่ชอบน้องสาวที่กลมมนดั่งไข่มุกหยกขาว
“ถูกต้อง ๆ เจียงเซิงของพวกเราโหงวเฮ้งดีที่สุด” เจิ้งหรูเชียนเอ่ย
แทรกขึ้นมา “ทุกมื้อจะต้องได้กินขาหมู มีคุณหนูคนไหนในเมือง
หลวงที่ทำแบบนี้ได้บ้าง”
“พี่รอง!” เจียงเซิงโพล่งออกมาด้วยความโกรธ ก่อนจะวิ่งไล่ตีเขา
เจ้ารองวิ่งหนีเร็วกว่าเดิม การวิ่งไล่จับจึงเริ่มต้นขึ้น เจ้าไล่ข้าหลบ
เจ้าทุบข้าหลีก ใช้เจ้าสามเป็นเสาหลัก เล่นกันอย่างสนุกสนาน
อีกสองคนที่เหลือกลั้นยิ้ม บรรยากาศเปี่ยมไปด้วยความสุขที่คน
นอกไม่อาจเข้าใจ
ที่แท้ก็คือพวกเขาเหล่านี้ คนที่คอยอยู่เคียงข้างเจียงเซิงมาตลอด
ห้าปี
เจียงจี้จู่ยืนดูพวกเขาอยู่เงียบ ๆ เลือกที่จะไม่เข้าไปรบกวน
จนกระทั่งทหารองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังกระซิบเตือนว่า “ท่านแม่
ทัพ คุณหนูสาม…มาด้วยขอรับ”
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….