พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 361 ลิ้มรสขาหมู
เจียงเซิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองสัญญาไว้ว่าจะตอบแทนอีกฝ่าย
ตอนที่พูดนางใจกว้างมาก แต่พอมานึกตอนนี้ก็รู้สึกเจ็บใจอยู่
บ้าง แต่นางยังคงนั่งหลังตรงอยู่บนแป้นรถม้า เหยียดขาทั้งสองข้าง
แล้วกล่าวว่า “ท่านต้องการเงินเท่าไหร่เจ้าคะ ข้าจะให้ทั้งหมด”
ชายคนนั้นเหมือนกำลังครุ่นคิด
เจียงเซิงกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดว่านางไม่จริงใจ จึงรีบอธิบาย
“พวกข้าทำการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ พอมีกำไรอยู่บ้าง หากสักสองสาม
พันตำลึงก็ยังพอจ่ายไหว ถ้ามากกว่าคงต้องทยอยจ่ายให้ท่านแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนที่อยู่ในรถม้ามาพักหนึ่งแล้ว พยักหน้าเห็นด้วย
“ข้ายังเก็บลิ้นจี่แช่เย็นไว้สองจานให้พี่สาม ข้าสามารถแบ่งให้
ท่านจานหนึ่ง มันไม่ได้มีค่ามากนัก แต่ทั่วทั้งเมืองหลวงนี้ก็หาอีก
ไม่ได้แล้ว”
ฟางเหิงที่เพิ่งนั่งลงรู้สึกงุนงงและประหลาดใจ เอียงหูฟังอย่าง
ตั้งใจ
“หากยังไม่พอ…” นางเหลือบมองไปรอบ ๆ”พี่สี่ของข้าสามารถ
ตรวจรักษาให้ท่านได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม”
เวินจืออวิ่นที่กำลังจะนั่งลง ใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขิน
อาย
“แล้วก็…แล้วก็…” เจียงเซิงลังเล “ไม่มีแล้ว”
จ่างเยี่ยนที่เมื่อครู่ยังยิ้มอยู่ หุบยิ้มลงอย่างไร้อารมณ์ทันที
“พวกข้าไม่มีอะไรอย่างอื่นแล้ว” เด็กหญิงพึมพำ “หากท่านยังไม่
พอใจ พวกเราก็มาคุยกันก่อนได้ ขอเพียงพี่ใหญ่ของข้าไม่เป็นอะไร
ก็พอ”
ทรัพย์สินเงินทองเป็นเพียงของนอกกาย ญาติพี่น้องต่างหากคือ
รากเหง้าของชีวิต
และมันคงจะดีกว่านี้ ถ้านางไม่ได้ทำหน้าเหมือนกำลังคิดเสียดาย
เจียงจี้จู่หัวเราะเบา ๆ “ข้าไม่ต้องการเงิน”
เจียงเซิงตกตะลึง ปลายเท้าของนางเกร็งขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ข้าแค่ต้องการลิ้นจี่จานนั้นของเจ้า” เจียงจี้จู่กล่าวเสียงเรียบเฉย
“และอยากลองชิมขาหมูที่เจ้าชอบที่สุดด้วย”
เจียงเซิงตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ถามอย่างไม่อยากเชื่อ “แค่ แค่นี้เอง
หรือ?”
“แค่นี้ หรือเจ้าไม่เต็มใจ?” เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย แสดงความ
องอาจแบบที่บุรุษผู้ใหญ่เท่านั้นที่มี
ตามหลักแล้ว ชายร่างใหญ่มีหนวดเคราแบบเขาควรจะทำให้
เจียงเซิงนึกกลัว
ในความทรงจำวัยเยาว์ของนาง นางถูกคนรูปร่างแบบนี้ตะคอก
ด่าทอมานับครั้งไม่ถ้วน และรู้ดีว่าคนประเภทนี้ลงมือหนักที่สุด ทำให้
นางเจ็บปวดมากที่สุด
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน ้าเสียงของเขาที่อ่อนโยนเกินไป หรือเพราะ
เขาเพิ่งช่วยพี่ใหญ่ของนาง หรืออาจเป็นเพราะการกระทำที่ไม่ได้
เรียกร้องค่าตอบแทนจึงทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ นางถึงไม่รู้สึกกลัว
เขา
นิ้วเท้าที่เกร็งของเด็กน้อยผ่อนคลาย แกว่งไปมากลางอากาศ
หากเท้าของนางเปลือยเปล่า ไม่รู้ว่าจะน่ารักเพียงใด
“เช่นนั้นข้าจะให้คนนำไปส่งให้ท่านภายหลัง” เจียงเซิงกล่าว
จริงจัง “ทั้งลิ้นจี่แช่เย็นกับขาหมู ข้าจะส่งไปให้ท่านทั้งหมด เจ้าเห็นว่า
เหมาะสมหรือไม่”
ชายคนนั้นดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอีกครั้ง
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พูดว่า “หากส่งไปคงไม่สดใหม่แล้ว ข้า
อยากกินแบบสดใหม่”
ขาหมูตุ๋นยังพอทำให้ทานใหม่ ๆ ได้ แต่ลิ้นจี่แช่เย็นนั้นไม่ใช่ของ
สดใหม่อยู่แล้ว นี่เขากำลังเรื่องมากใช่หรือไม่?
ฟางเหิงที่อยู่ในรถม้ากังวลว่าน้องสาวจะถูกคนรังแก จึงหยิบมีดที่
เอวและกำลังจะพุ่งออกไป
จ่างเยี่ยนรีบห้ามเขาไว้ ยืนขวางประตูรถม้า พลางส่ายหน้าให้กับ
พวกพี่ชายที่กำลังจ้องมองอย่างดุร้าย
การปกป้องน้องสาวเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรปกป้องมากเกินไป
จนถึงขั้นไล่คนที่รักนาง
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงเซิงเองก็ดูเหมือนจะไม่รังเกียจความคิดนี้
เด็กหญิงตัวน้อยครุ่นคิดลังเล หลังผ่านไปครู่ใหญ่จึงกล่าวว่า
“ตกลง แต่ข้าต้องถามความเห็นของพวกพี่ชายก่อน”
พูดจบ นางก็ยื่นหน้าเข้าไปในรถม้า ตรงกับใบหน้าของจ่างเยี่ย
นพอดี
“เรื่องนี้เจ้ามีความชอบ เจ้าตัดสินใจเถอะ” เขาพูดด้วยน ้าเสียง
ผ่อนคลาย เป็นตัวแทนของพี่ชายทุกคน
เจียงเซิงได้แต่หันหน้ากลับมา แล้วพูดเสียงใสว่า “พวกข้าเห็น
ด้วยแล้ว ท่านขึ้นมาเถอะ”
นางมุดเข้าไปในรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ผลักพี่ห้าที่ขวางทางไป
อยู่ข้าง ๆ พี่สี่ พยายามเว้นที่ว่างให้มากที่สุด
แต่ไม่คิดว่าชายคนนั้นจะปลดสายบังเหียน แล้วนั่งลงบนแป้นนั่ง
“แค่นั่งตรงนี้ก็พอแล้ว”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ตบมือและรถม้าก็มุ่งหน้ากลับบ้าน
พี่น้องในรถม้าตะลึง เหล่าเจียงทั้งแปดคนที่กำลังพูดคุยกันอย่าง
สนุกสนานก็ตะลึงเช่นกัน แม้แต่ทหารองครักษ์ที่ติดตามมาก็ถูกทิ้งให้
งงงวยอยู่กับที่
พอรถม้าเคลื่อนตัวห่างออกไปก็มีเสียงร้องดังขึ้นมา
“ท่านแม่ทัพ!”
“คุณชาย!”
“คุณหนู!”
“หัวหน้า!”
ท่านทิ้งคนของท่านไว้ข้างหลังนะ!
จนกระทั่งรถม้ามาหยุดที่หน้าประตูเรือนเล็ก เจียงเซิงถึงได้มีสติ
กลับมา นางค่อย ๆ ยกม่านรถม้าขึ้น
เจียงจี้จู่กำลังผูกสายบังเหียนกับเสาไม้อย่างชำนาญ
จางเซียงเหลียนได้ยินเสียงจึงถือกระบวยวิ่งออกมา พลางเปิด
ประตูยิ้มกล่าวว่า “ขาหมูเพิ่งออกจากหม้อพวกเจ้าก็กลับมาแล้ว
เหมือนลูกแมวตัวน้อยที่ได้กลิ่นอาหารจริง ๆ …”
แต่เมื่อเห็นชายคนนั้น นางก็รู้สึกประหลาดใจ กลืนคำพูดที่เหลือ
ลงท้อง
ทว่าสำหรับเจียงเซิง นางกลับเหมือนผู้ช่วยชีวิต จึงร้องเสียงดัง
“ท่านป้า!” ก่อนจะกระโดดลงจากรถม้าไปอยู่ในอ้อมแขนของจาง
เซียงเหลียน รวดเร็วราวกับนกนางแอ่นที่กลับรัง
จางเซียงเหลียนยิ่งระแวงมากขึ้น ใช้ร่างกายบังตัวเจียงเซิงเอาไว้
เอ่ยถามเสียงเบา “ชายคนนี้เป็นใครกัน? พวกพี่ชายเจ้าเล่า?”
“อยู่ในรถม้า เขาช่วยพี่ใหญ่ไว้ ข้าเลยเชิญเขามากินขาหมู”
เจียงเซิงกระซิบตอบ
หญิงสองคนทำตัวลึกลับ แต่ทุกคนได้ยินเสียงของพวกนาง
ชัดเจน
พี่น้องในรถม้าปิดหน้าตัวเอง ในขณะที่เจียงจี้จู่ที่อยู่นอกรถได้แต่
ยิ้มจนใจ
ที่แท้เขาก็คือผู้มีพระคุณของเสี่ยวโม่ จางเซียงเหลียนรีบปล่อย
เจียงเซิงทันที แล้วเชื้อเชิญอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น “ในเมื่อมาแล้ว
ก็เข้าไปนั่งในบ้านก่อนเถอะ ขาหมูตุ๋นเพิ่งตักออกจากหม้อ กำลัง
หอมน่ากินเชียว”
เจียงเซิงพยักหน้าตาม นางได้กลิ่นหอมแล้ว
“แต่ไม่รู้ว่าอาหารจะพอกินหรือไม่” จางเซียงเหลียนพึมพำ “เอา
เถอะ แค่คนเดียว ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวข้าจะนึ่งซาลาเปาเพิ่มอีกสองลูก”
“ท่านป้า” เด็ก ๆ ในรถม้าปรากฏตัวขึ้นมา ยืนเรียงแถวกันอยู่
คนที่พูดคือฟางเหิงที่ตอนนี้ตัวสูงขึ้นมาก
จางเซียงเหลียนสะดุ้ง กระบวยในมือร่วงหล่น น ้าตาเกือบจะไหล
ออกมา “เสี่ยวเหิง เสี่ยวเหิงกลับมาแล้ว! ซาลาเปาสองลูกไม่พอ ข้า
ต้องเพิ่มอีกสี่ลูก”
ทันทีที่นางพูดจบ เด็กอีกแปดคนก็วิ่งเข้ามา ตะโกนพร้อมกัน
“ท่านป้า!”
ข้างหลังพวกเขามีทหารองครักษ์ถือดาบอีกสี่คน
จู่ ๆ จางเซียงเหลียนก็รู้สึกเวียนหัว หากไม่ใช่เพราะเจียงเซิงช่วย
พยุงไว้ นางคงล้มลงบนพื้นไปแล้ว
คนเหล่านี้มาจากไหนกัน? ขาหมูตุ๋นที่เตรียมไว้คงไม่พอ
ซาลาเปาก็ไม่พอ แม้แต่ชามและตะเกียบก็อาจไม่พอด้วย
“ไม่ต้องสนใจพวกเขา พวกเขามีที่กินของตัวเอง” เจียงจี้จู่โบก
มือไล่คนของเขา
ทหารองครักษ์ดูผิดหวังเล็กน้อย แต่หันหลังกลับไปอย่างเชื่อฟัง
“ช้าก่อน” จางเซียงเหลียนหยิบกระบวยขึ้นมาจากพื้น “ในเมื่อ
ท่านช่วยเสี่ยวโม่ แสดงว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณของพวกเรา แล้วพวก
เราจะเตรียมอาหารให้ผู้มีพระคุณไม่พอได้อย่างไร? ทุกคนอย่าเพิ่งไป
อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนเถอะ”
ไม่สำคัญว่าจะมีหมูหกตัวหรือหมูสิบหกตัวให้เลี้ยง
เที่ยงวันนั้น จางเซียงเหลียนซื้อเนื้อหมูมาเกือบทั้งร้าน พ่อครัว
ใหญ่ที่กำลังสอนศิษย์อยู่ในเรือนโยวหรานก็มาช่วยด้วย รวมถึงพี่
น้องตระกูลหวังที่มาช่วย พวกเขาจึงจัดการเตรียมอาหารสำหรับสอง
โต๊ะได้สำเร็จ
โต๊ะขนาดกลางถูกจัดวางไว้ในห้องโถงหลักสำหรับเจ้าบ้าน เจียง
จี้จู่ และพ่อครัวใหญ่ที่มาเป็นแขก
ส่วนโต๊ะตัวใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ในลานบ้าน จัดให้ผู้ติดตามทั้งแปด
ทหารองครักษ์สี่คน และพี่น้องตระกูลหวัง
ไม่ต้องพูดถึงขาหมูที่นุ่มหอมละลายในปาก ถั่วฝักยาวตุ๋นไก่กับ
แผ่นแป้งบาง เนื้อผักผัด อาหารสารพัดอย่างเรียงรายเต็มโต๊ะ ยิ่งกว่า
งานเลี้ยงตอนฉลองปีใหม่เสียอีก
พ่อครัวใหญ่ที่มาช่วยงานถึงกับตะลึง ถามหลายครั้งว่า “น้อง
เหลียน คนผู้นี้เป็นใครกันแน่ ถึงต้องจัดเตรียมใหญ่โตขนาดนี้”
“เขาเป็นคนที่ช่วยเสี่ยวโม่” จางเซียงเหลียนตอบโดยไม่หันหลัง
กลับ “เจียงเซิงบอกว่าอยากจะขอบคุณเขา”
ขณะที่ความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาสามารถไปกินที่เรือน
โยวหรานได้ ทำไมต้องลำบากทำอาหารมากมายขนาดนี้ด้วย
พ่อครัวใหญ่ทำงานอย่างไม่พอใจ ช่วยทำอาหารและจัดจาน
จนกระทั่งนั่งลงแล้ว ข้าถึงสังเกตเห็นว่าชายที่มีหนวดเคราคนนี้ดู
คุ้นตา ราวกับเคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….