พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 362 ไหล่ของท่านพ่อ
“ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเตรียมอาหารมากมายขนาดนี้
หรอก” เจียงจี้จู่รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
เขาเพียงมาทานข้าวกับลูกสาวเท่านั้น ไม่อยากให้คนอื่นต้อง
ลำบากวุ่นวายขนาดนี้
“ไม่ใช่แค่เพราะท่านหรอกเจ้าค่ะ ยังมีพี่สามด้วย” เจียงเซิงพูด
อย่างจริงจัง “พี่สามเดินทางไกลมาจากชายแดนทางเหนือ ปกติแล้ว
เขาคงไม่ได้กินอาหารพวกนี้”
เจียงจี้จู่ถึงกับพูดไม่ออก
เขาหันไปมองฟางเหิงอีกครั้ง ราวกับเห็นเงาของคนที่คุ้นเคยใน
อดีตอยู่ราง ๆ พอนึกถึงคำพูดในจดหมายของฮูหยินผู้เฒ่าเจียง เขา
จึงยิ้มเข้าใจ
“มา ๆ ๆ ขาหมูตุ๋นมาแล้ว รีบกินกันเถอะ” จางเซียงเหลียนยก
อาหารจานสุดท้ายมา เรียกทุกคนให้นั่งลง “ขาหมูต้องกินตอนร้อน ๆ
ถ้าเย็นแล้วจะไม่อร่อย”
ทุกคนต่างหยิบชามและตะเกียบขึ้นมา คีบอาหารให้คนที่ตนเอง
ใส่ใจ
เจียงเซิงเขย่งเท้า กำลังคีบหนังขาหมูชิ้นใหญ่ให้ฟางเหิง แต่พอ
หันกลับมา ในชามของนางก็มีชิ้นหนึ่งวางอยู่
เจียงจี้จู่นั่งกินข้าวอย่างตั้งใจอยู่ข้าง ๆ บางครั้งก็พูดคุยกับจาง
เซียงเหลียนและพ่อครัวใหญ่สองสามคำ ไม่มีท่าทางของแม่ทัพใหญ่
แม้แต่น้อย
เขาเป็นผู้นำตระกูลเจียงที่ไปออกรบทำศึกจริง ๆ หรือ?
เป็นบุตรชายคนโตที่ท่านย่าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่?
เป็นบิดาที่เจียงเฉิงเยวี่ยนจะชื่นชมตลอดไปหรือ?
และเป็น…บิดาของนางด้วยหรือไม่?
เจียงเซิงหลุบตาลง ค่อย ๆ กินหนังขาหมู นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า
มันเลี่ยนอยู่บ้าง นางจึงตัดสินใจคีบปลาตุ๋นมากินเพื่อแก้เลี่ยน
พ่อครัวใหญ่มักจะทำปลาไนตุ๋นซีอิ๊ว เนื้อนุ่มและชุ่มฉ ่า แต่มีก้าง
เยอะไปหน่อย
ทุกครั้งที่กินเจียงเซิงต้องใช้เวลาครึ่งวันกว่าจะแกะก้างออก ถึงจะ
ได้กินอย่างเอร็ดอร่อยสักคำ แต่วันนี้นางเพิ่งแกะก้างได้ครึ่งเดียว ก็มี
เนื้อปลาตกลงมาในชามของนางจากด้านบนอย่างแม่นยำ
นางชำเลืองมองไปรอบ ๆ ทุกคนกำลังตั้งใจกินข้าว จึงไม่เห็นว่า
ใครเป็นคนทำให้
เจียงเซิงถอนหายใจ คีบเนื้อปลาขึ้นมาตรวจดูสักพัก แล้วกินเข้า
ปากในที่สุด
มีคนหัวเราะเบา ๆ แล้วคีบเนื้อปลาอีกชิ้นขึ้นมาแกะก้างอย่าง
พิถีพิถัน
เจียงเซิงกินปลาไนตัวใหญ่ไปเกือบครึ่ง และชามของเจียงจี้จู่ก็
เต็มไปด้วยก้างปลา
เมื่อใกล้จะกินอาหารเสร็จ จางเซียงเหลียนก็นึกขึ้นได้ว่ามีน ้าแกง
ที่กำลังเคี่ยวอยู่ จึงรีบไปตักมา
พ่อครัวใหญ่รู้สึกกังวล เขาวางตะเกียบลงและไปช่วย
บนโต๊ะอาหารเหลือเพียงพี่ชายไม่กี่คน ในที่สุดเจียงเซิงก็วาง
ตะเกียบลงได้ นางกล่าวเบา ๆ ว่า “ไม่ว่าอย่างไร ข้าต้องขอบคุณท่าน
มากที่ยินดีช่วยเหลือพี่ใหญ่ของพวกข้า ท่านกินขาหมูไปแล้ว ส่วน
ลิ้นจี่แช่เย็นนั้น ข้าจะให้คนส่งไปที่จวนตระกูลเจียงในภายหลัง ท่าน
คิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ?”
เหมือนจะเป็นการถาม แต่ที่จริงแล้วเป็นการไล่คนออกไป
เด็กสาวรู้ว่าเขาเป็นใครและต้องการอะไร
เพื่อพี่ใหญ่ เพื่อแสดงความขอบคุณ นางจึงยอมกลับบ้านและกิน
อาหารจนหมดอย่างเชื่อฟัง
ส่วนเรื่องที่เหลือนางไม่กล้าคิดและไม่กล้าเรียกร้อง
เมื่อสิบกว่าปีก่อน พวกเขาทิ้งนางไปแล้ว ก็อย่ามาตามกลับไป
เลย
ชายที่กำลังแกะก้างปลาหยุดการเคลื่อนไหว เขาแกะก้างปลาที่
บางราวกับเส้นผมออก เหลือเพียงเนื้อปลาที่สมบูรณ์จุ่มลงในน ้าจิ้ม
เล็กน้อย แล้ววางลงในชามของเจียงเซิง
“เด็กน้อย” เจียงจี้จู่ถอนหายใจ “ตระกูลเจียงทำให้เจ้าผิดหวังและ
ขาดหายไปจากชีวิตเจ้านานเกินไป การช่วยเหลือเจ้าเป็นสิ่งที่
สมควรทำ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกขอบคุณ และไม่ต้องกังวลเรื่องพวก
เรา”
“ข้าประจำการอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือมายี่สิบปี กลับมาเมือง
หลวงเพียงสองสามปีเท่านั้น ข้าไม่เคยพยายามเพื่อตามหาเจ้า ไม่
เคยอบรมสั่งสอนเจ้าด้วยตนเอง ทั้งยังไม่เคยปกป้องเจ้าด้วย”
“การได้กินข้าวกับเจ้าสักมื้อ แกะก้างปลาให้เจ้าก็นับว่าหาได้
ยากแล้ว ไม่ควรคาดหวังอะไรไปมากกว่านี้”
“ข้ามาที่นี่เพื่อบอกเจ้าว่าเจ้ามีบ้าน เจ้ามีพ่อ ตราบใดที่เจ้าเต็มใจ
ตระกูลเจียงจะเปิดประตูต้อนรับเจ้าเสมอ และพ่อของเจ้าจะรอเจ้าอยู่
เบื้องหน้าตลอดไป”
ชายคนนั้นลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาเหมือนจะมีน ้าตาเอ่อคลอ
แต่เขาก็กะพริบตาไล่น ้าตาออกไป
หนวดเคราที่ปกคลุมใบหน้าของเขา ทำให้เขาดูหยาบกร้าน แต่
ขณะเดียวกันก็ปกปิดอารมณ์ทั้งหมด
เขาเหมือนภูเขาที่ไม่มีวันถูกทำลาย ตั้งตระหง่านอย่างองอาจใน
โลกนี้ ปกป้องลมเบื้องหน้าและยับยั้งผืนน ้าเบื้องหลัง
โต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารยังส่งกลิ่นหอม เด็กสาวที่กินอาหารอยู่
เงียบ ๆ ก้มหน้าลง ภาพนี้ช่างเหมือนฝัน ทั้งจริงทั้งไม่จริง
เขายื่นมือออกไปราวกับอยากจะสัมผัสมวยผมสีดำของนาง แต่
ด้วยความกลัวว่าจะทำให้เด็กหญิงไม่พอใจ เขาจึงได้แต่วางมือไว้ข้าง
หลังอย่างเศร้าสร้อย
“ข้าได้กินขาหมูแล้ว ส่วนลิ้นจี่แช่เย็นก็เก็บไว้ให้พี่ชายของเจ้า
เถอะ เรื่องที่สำนักสอบเจ้าวางใจได้ มีข้าอยู่ที่นี่” เขาพูดจบก็หมุนตัว
สาวเท้าเดินจากไป
จางเซียงเหลียนกับพ่อครัวใหญ่กำลังถือน ้าแกงเดินมาพอดี
ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความสับสน
พวกเขาคงสงสัยว่าทำไมผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือถึงไม่ดื่มน ้าแกง
ก่อนออกไป
หรือบางทีพวกเขาอาจจะสงสัยว่า ท่านแม่ทัพที่ต่อสู้ในสนามรบ
เดินทางพันลี้จากชายแดนกลับมาเพื่อใครกันแน่
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นทันที มองไปทางฟางเหิงที่กำลังเงียบอยู่ “พี่
สาม ตอนนี้ทางเหนือกำลังอยู่ในสงครามใช่หรือไม่?”
ฟางเหิงพยักหน้าเบา ๆ กล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่น “ไม่เพียง
เป็นช่วงสงครามเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่รุนแรงและตึงเครียดที่สุด
หากข้าไม่ได้ทำผลงานใหญ่ไว้บ้าง ก็คงไม่กล้าขอลากลับมาเยี่ยม
ญาติ”
แล้วเขาเล่า?
แม่ทัพใหญ่จะต้องสร้างผลงานมากเพียงใด ต้องบาดเจ็บมากแค่
ไหน ต้องสังหารชนเผ่าต๋าลู่กี่คน ถึงจะสามารถกลับมาเมืองหลวงได้
อย่างภาคภูมิใจ?
ราชสำนักจะตำหนิเขาหรือไม่ ทางการจะโกรธหรือเขาไม่ ขุน
นางฝ่ายบุ๋นจะยื่นฎีกาประท้วงเขาด้วยความขุ่นเคืองกี่ฉบับ
นางแค่ใช้ขาหมูก็ไล่คนไปได้เช่นนี้ มันจะมากเกินไปหน่อย
หรือไม่
เจียงเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจและสับสนมากขึ้น
แรงกระตุ้นทำให้นางลุกขึ้นยืน ก้าวไว ๆ สองสามก้าวไปหยุดอยู่
ด้านหลังของเจียงจี้จู่ คิดอยากจะพูดแต่ก็ลังเล “ท่าน…ท่านต้องการ
หรือไม่? ข้าจะพยายามช่วยท่าน ข้าจะตอบแทนท่าน”
ชายที่เดินมาถึงประตูห้องโถงหันกลับมาอย่างเชื่องช้า สายตา
ของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ “ข้ามีเพียงความปรารถนาเดียว”
“ความปรารถนาอะไร?” เจียงเซิงถอนหายใจโล่งอก “ท่านบอก
ข้ามาเถอะ ข้าจะช่วยท่านเอง”
“ข้าอยาก…อยู่เป็นเพื่อนเล่นเจ้าสักครึ่งวัน”
คำขอนี้ฟังดูไม่เกินไป แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี
เจียงเซิงลังเลก่อนจะตอบตกลง
“ตกลงตามนี้ กินข้าวเสร็จแล้วข้าจะพาท่านไป”
เจียงจี้จู่ยิ้มมุมปาก แล้วกลับมาดื่มน ้าแกงหนึ่งชาม
หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเขาไม่ได้พาองครักษ์หรือผู้ติดตามไป
ด้วย มีเพียงสองพ่อลูกเท่านั้นที่มุ่งหน้าไปตลาด
จางเซียงเหลียนยังคงกังวลอยู่บ้าง กระทั่งจ่างเยี่ยนเตือนสติอย่าง
แนบเนียนสองสามประโยค นางจึงวางใจลงได้
ตลาดในเมืองเมืองหลวงมีมากมาย แต่ร้านที่ขายอาหาร
โดยเฉพาะนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
สลับกัน ตรงกลางมีร้านขนมสองร้าน ร้านบะหมี่สองร้าน หรือ
โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ สองแห่ง
ยกตัวอย่างเช่น ทางเข้าถนนเทียนเจียหรือตรงสี่แยก
แต่ตลาดตรงหน้านี้กลับแปลกใหม่ ตั้งแต่ต้นจนสุดทางล้วนเป็น
ร้านอาหารทั้งสิ้น พาให้ผู้คนตาลายไปหมด
เจียงเซิงเดินตามหลังเจียงจี้จู่ ตอนแรกนางยังรู้สึกเกร็งอยู่บ้าง
แต่พอได้กลิ่นหอมต่าง ๆ โชยมา ในดวงตาของนางก็เหลือเพียง
ความปีติยินดี
ชายผู้นั้นกลั้นยิ้มไว้ ก่อนจะซื้อถังหูลู่สองไม้ แต่ละคนถือไม้หนึ่ง
อัน ลิ้มรสขนมแสนอร่อย
เมื่อเดินผ่านร้านขนมพันชั้น ก็ซื้อมาหนึ่งชิ้น แบ่งครึ่งกันและชิม
รสชาติ
ยังมีโจ๊กแปดสมบัติรสพุทรา ซาลาเปาไส้เนื้อลา น ้าแกงเนื้อแกะ
หอมฉุย ขนมเล็ก ๆ ที่ทำจากลูกพลับ และไก่ในน ้าเต้า
แม้ว่าจะกินแต่ละอย่างเพียงคำสองคำ เจียงเซิงก็ยังกินจนท้อง
ป่อง เดินแทบจะไม่ไหว
“ทำไมข้าถึงไม่รู้จักที่นี่ นี่มันตลาดอะไรกัน” นางกลั้นความอยาก
รู้ไม่อยู่ จึงถามออกไป
“มันเป็นสถานที่ที่ข้าค้นพบตอนข้ายังเด็ก” เจียงจี้จู่หัวเราะ “ข้า
ไม่ได้มาที่นี่อีกหลังจากไปสนามรบ ไม่คิดว่าจะมีอาหารอร่อย ๆ เพิ่ม
เข้ามามากมายเช่นนี้”
เจียงเซิงเรออาหารที่เพิ่งกินเข้าไปพร้อมกับขาหมูและปลาตุ๋นซีอิ๊
วออกมา
นางอิ่ม อิ่มเกินไปแล้ว
อิ่มจนรู้สึกง่วง อิ่มจนไม่อยากขยับตัว
น่าเสียดายที่พวกพี่ชายไม่อยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นนางคงจะเกาะหลัง
พี่ชายไว้และไม่ยอมลงมาแน่
พ่อลูกคู่หนึ่งเดินผ่านมา ลูกชายกางขาออกและนั่งบนไหล่พ่อ
เดินผ่านไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ
เจียงเซิงกะพริบตาปริบ ๆ ความคิดยิ่งพร่าเลือนลง
เสียงทุ้มต ่าของชายคนหนึ่งดังแว่วมา “เจ้าเหนื่อยแล้วหรือ?”
นางพยักหน้าอย่างโง่เขลา แล้วรู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นไปใน
อากาศ ราวกับกระโดดข้ามอะไรบางอย่าง และในไม่ช้าก็ลงหยุดบน
ไหล่ที่กว้างและแข็งแรง
ความสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทำให้นางกอดสิ่งตรงหน้าแน่น
พอรู้ตัวถึงพบว่ามันคือศีรษะของใครบางคน
“ไม่ต้องกลัว” มีมือมาจับข้อเท้าของนาง ยึดนางไว้อย่างมั่นคง
ทิวทัศน์โดยรอบถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ และความรู้สึกปลอดภัย
ที่อธิบายไม่ได้ก็แผ่ซ่านไปทั่วตัว พร้อมกับความง่วงงุน ในที่สุดนางก็
ซุกหน้าลงกับกลุ่มผมดำขลับ ราวกับกำลังกดข่มอารมณ์
อีกทั้งยังเหมือนกำลังซ่อนหยาดน ้าตาใสสองหยดนั้นอยู่