พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 363 การสืบสวนและพยานหลักฐาน
เจียงเซิงนั่งอยู่บนบ่าของบิดา งัวเงียไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนาน
เท่าไหร่
นางเหมือนผ่านตลาด ผ่านถนน ผ่านทางเดินหินอ่อนสีเขียว
หน้าประตู
ได้ยินเสียงราวกับเคาะประตู และเหมือนได้ยินเสียงของป้าจาง
รวมถึงเสียงตำหนิด้วยความตกใจ
ง่วงนอนเหลือเกิน นางอยากนอนเท่านั้น
เด็กสาวหาวหนึ่งที ถือผมสองเส้นไว้ในมือ แล้วก็ไม่ขยับอีก
จางเซียงเหลียนที่เปิดประตูตกใจมาก เงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่
เชื่อสายตา เมื่อยืนยันได้ว่าคนที่กำลังหลับสนิทอย่างมีความสุขนั้น
คือเจียงเซิงจริง ๆ ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งในหัวใจ
แม้จะรู้ตัวตนของคนตรงหน้า แม้จะรู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่
แต่นางก็ยังกดเสียงต ่าลงแล้วตำหนิ “ท่านกำลังทำอะไรอยู่ นางโต
เป็นสาวแล้ว ทำไมยังแบกไว้บนบ่าอีก”
“ท่านแบกนางมาตลอดทางเช่นนี้ นางอายุสิบสองปีแล้วนะ เป็น
หญิงสาวแล้ว!”
ตามประเพณีโบราณ เด็กชายและเด็กหญิงอายุเกินเจ็ดขวบไม่
ควรนั่งด้วยกัน และเด็กหญิงอายุสิบสามปีสามารถหมั้นหมายและ
แต่งงานเมื่ออายุครบสิบห้าปีได้
แม้เจียงเซิงจะตัวเตี้ยไปบ้าง แต่อายุนางก็ถึงแล้ว กับพวกพี่ชาย
นางก็แค่วิ่งไล่และหยอกล้อกัน ไม่เหมือนตอนเด็กน้อยที่ยังกอดจูบได้
อีกต่อไป
ความโกรธของจางเซียงเหลียนนั้นเข้าใจได้ และคำตำหนิของ
นางก็เป็นไปตามสัญชาตญาณ
แต่พอพูดออกไปแล้ว ทั้งสองคนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ
นางตระหนักว่าตนเองดุด่าท่านแม่ทัพเข้าให้แล้ว ส่วนท่ามแม่ทัพ
เองก็รู้สึกอายเล็กน้อย “ข้าแบกนางไว้บนบ่าข้างเดียว ข้าใช้แค่บ่า
ข้างเดียวเท่านั้น”
เจียงเซิงน้อยยังนอนในท่าเอียง น ้าหนักเกือบทั้งหมดทับอยู่บน
ศีรษะของเขา
เมื่อเทียบกับการขี่คอแบบตรง ๆ มันดูสุภาพกว่าเล็กน้อย
แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จางเซียงเหลียนตั้งสติได้และขึ้นเสียงอีกหน่อย “ไม่ว่าจะอย่างไร
ก็ไม่ได้ เด็กสาวอายุสิบสองปีแล้วจะถูกอุ้มแบบนี้ไม่ได้อีก หากผู้อื่น
เห็นเข้าจะคิดเช่นไร”
เหตุผลคือความรักระหว่างพ่อลูก แต่ก็ไม่อาจต้านทานจิตใจของ
ผู้คนได้
เพื่อผลดีของเจียงเซิง เขาไม่ควรแบกนางเช่นนี้
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจียงจี้จู่ถอนหายใจ “เป็นข้าเองที่หุนหันเกินไป
ข้าเพียงคิดว่าตอนเด็กไม่เคยได้แบกนางเดินเช่นนี้ ต่อไปหากนาง
อายุมากขึ้น…ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว”
ชายคนนั้นพูดอย่างยากลำบาก เขาหันหน้าไปทางอื่น พยายาม
กลั้นน ้าตาที่คลอหน่วย และกลืนเสียงสะอื้นลงคอ
ทำไมมันถึงสายเกินไปหลายปีเช่นนี้
เวลาที่ผ่านพ้น เรื่องราวในอดีตทั้งหมด สุดท้ายก็ได้แต่เพียงเห็น
เศษเสี้ยวผ่านตัวอักษรบนกระดาษ
น่าเสียดายที่ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตหรือ
เดินทางข้ามกาลเวลาได้
สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือพยายามชดเชยให้มากที่สุดในวัน
เวลาข้างหน้า
ทีละน้อย ทีละน้อย แล้วก็มากขึ้น
ในที่สุดเจียงเซิงก็ยอมให้จางเซียงเหลียนอุ้มกลับห้องไป
ผ่านลานบ้านที่คึกคัก ทหารองครักษ์คนหนึ่งกำลังประลองยุทธ์
กับเจียงอี ส่วนคนอื่นยืนล้อมวง ส่งเสียงให้กำลังใจอย่างครึกครื้น
ผ่านห้องโถงที่พวกพี่ชายของนางกำลังชี้ไปบนแผนที่ ฟังฟาง
เหิงเล่าเรื่องชีวิตที่ชายแดน เล่าถึงการฆ่าฟันที่น่าตื่นเต้นและตึง
เครียด เล่าถึงฉากที่โหดร้ายและนองเลือด ชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไป
อย่างน่าเศร้า
เมื่อมาถึงห้องนอนอันเงียบสงบ เด็กสาวตัวน้อยที่ง่วงงุนก็ทิ้งตัว
ลงบนเตียงนุ่ม กอดผ้าห่มที่เหมือนก้อนเมฆ ถูแก้มกับผ้าห่ม พึมพำ
อะไรบางอย่าง
จางเซียงเหลียนยิ้มบาง ถอดเสื้อตัวนอกให้นาง จัดผมให้
เรียบร้อยและห่มผ้าให้
เมื่อปิดประตูและเดินออกมา ชายร่างใหญ่ที่ยืนรู้สึกผิดอยู่หน้า
ประตูก็หายไปแล้ว
วังเสี่ยวซงที่มีสายตาว่องไวที่สุดวิ่งเข้ามา “ท่านป้า เมื่อครู่มีคน
มาเคาะประตูอีกแล้ว พวกเขาเรียกท่านแม่ทัพไป”
“พวกเขาดูคล้ายกันอยู่บ้าง ข้ายังได้ยินเขาเรียกท่านแม่ทัพว่า…
ท่านพี่”
……
“ท่านพี่”
เจียงจี้จงเรียกเสียงจริงจัง พร้อมกับคำนับ “โชคดีที่ไม่ทำให้ท่าน
ผิดหวัง สองวันนี้ข้าสังเกตคอยตระกูลเลี่ยว ดูท่าว่าพวกเขาจะเริ่ม
ระวังตัวน้อยลงเรื่อย ๆ เหมือนพวกเขาจะเชื่อว่าหากท่านกลับมาและ
ไม่ได้จัดการเรื่องการสลับตัวเด็กทันที ก็ตั้งใจจะปล่อยเรื่องนี้ไป”
เจียงจี้จู่แค่นหัวเราะเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร
“คิดจะสลับตัวลูกหลานตระกูลเจียง แต่หวังว่าตระกูลเจียงจะไม่
เอาเรื่อง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะคิดแบบนี้” เจียงจี้จงหัวเราะเช่นกัน เขา
เอ่ยต่อ น ้าเสียงเย็นชา “เฉิงเฟิงสืบสาวราวเรื่อง แล้วพบกับหมอตำแย
ชราหลายคนที่ถูกส่งไปอยู่ในชนบท แต่ยังหาคนบงการที่วางแผน
และลงมือทำไม่ได้”
หากไม่มีคนผู้นั้น ตระกูลเลี่ยวก็จะสามารถปฏิเสธทุกอย่างและไม่
ยอมรับผิดได้อย่างง่ายดาย
ราชวงศ์ต้าอวี๋ปกครองประเทศด้วยกฎหมาย ทุกเรื่องจึงต้องมี
หลักฐาน
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสิบสองปีก่อน คนที่รู้เห็นส่วนใหญ่ล้วนถูก
ฝังอยู่ใต้ดินมานานแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงใช้เวลาเกือบครึ่งปีก็ยังหา
จุดสำคัญไม่ได้ การลาเยี่ยมญาติสองสามเดือนนี้ย่อมไม่เพียงพอ
เจียงจี้จู่หลุบตา น ้าเสียงเย็นชาดุจน ้าแข็ง “ในเมื่อพวกเราหาคน
ไม่เจอ ก็ให้ตระกูลเลี่ยวไปหาเองเถอะ”
เจียงจี้จงเข้าใจความหมาย “เช่นนั้นพวกเราไปพบกับหมอตำแย
ชราเหล่านั้นที่เรือนพักดีหรือไม่?”
เจียงจี้จู่พยักหน้า
สองพี่น้องลุกขึ้นพร้อมกัน รูปร่างที่สูงใหญ่และคล้ายคลึงกัน คน
หนึ่งดูสง่างาม ในขณะที่อีกคนแข็งแกร่ง
ในคืนนั้น ตระกูลเลี่ยวที่นึกโล่งใจก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
แต่เดิมพวกเขาคิดว่าตระกูลเจียงจะไม่สืบสวนแล้ว ไม่คิดว่าอีก
ฝ่ายจะตามมาถึงเรือนพักของพวกเขาในชนบท ได้ยินว่าจับตัวหมอ
ตำแยชราไปหลายคนอีก
หากตระกูลเจียงสอบสวนจนรู้ความจริงบางอย่าง…
ผู้นำตระกูลเลี่ยวรู้สึกหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ หลังจาก
ปรึกษาหารือกันหลายครั้ง จึงตัดสินใจกำจัดคนที่รู้ความจริงทั้งหมด
ในปีนั้น
“ข้าบอกแล้วว่ามีแต่คนตายเท่านั้นที่พูดอะไรไม่ได้ แต่ท่านแม่
กลับไม่ยอมให้นางตาย ปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่มาถึงสิบสองปี”
“ตอนนี้ถึงคราวนางต้องตายแล้ว”
และในคืนนั้นเอง ชายชุดดำสี่ห้าคนก็ย่องออกจากตระกูลเลี่ยว
มุ่งหน้าไปยังชนบททางทิศตะวันตกของเมือง
ถ้าพวกเขามีความสามารถและรอบคอบมากกว่านี้ อาจจะ
สังเกตเห็นชายร่างใหญ่ที่ตามหลังมาพร้อมกับทหารองครักษ์หลาย
คน
ขณะเดียวกัน เจียงเซิงที่นอนเต็มอิ่มก็ตื่นขึ้นมาพลางขยี้ตา
อาหารในท้องเมื่อตอนเย็นถูกย่อยหมดแล้ว และตอนนี้ท้องของ
นางก็ร้องเสียงดัง
ไม่รู้ว่าใครที่อยู่ข้างนอกหัวเราะออกมา
เจียงเซิงค่อนข้างหงุดหงิดหลังจากตื่นนอน นางรีบสวมเสื้อผ้ากับ
รองเท้าแล้ววิ่งออกไปพลางตะโกนว่า “หัวเราะอะไรกัน! พวกท่านคิด
ว่าข้าอ้วนขึ้นมาจากอากาศหรือ มันเป็นเพราะข้าหิวเร็วเกินไป
ต่างหาก”
เพราะหิวเร็วถึงกินมาก ดังนั้นนางจึงอ้วนขึ้น ตรรกะนี้
สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ฟางเหิงที่ถือจานอยู่พยายามกลั้นขำ “ได้ ๆ ข้ารู้แล้วว่าเจ้ากำลัง
หิว นี่เป็นขนมเถิงฮวาที่เพิ่งออกจากเตา อยากกินหรือไม่?”
ที่แท้ก็เป็นพี่สาม เห็นแก่ที่เขาเพิ่งกลับบ้านมา เจียงเซิงจึง
ตัดสินใจไม่เอาเรื่องกับเขา แต่จะเอาเรื่องกับขนมเถิงฮวาแทน
ขนมเถิงฮวาก็ตามชื่อบอก เป็นขนมที่ทำจากดอกจื่อเถิงฮวา
โดยปกติแล้วในช่วงเดือนสองหรือสามของฤดูกาล เมื่อดอกของ
ต้นจื่อเถิงฮวากำลังจะบาน ดอกตูมที่อ่อนนุ่มจะถูกเด็ด ผสมกับแป้ง
และน ้าจนข้น แล้วนำไปทอดด้วยไฟอ่อน
หากกินตอนยังร้อน ขนมเถิงฮวาจะกรอบนอกนุ่มใน หากปล่อย
ให้เย็นก็สามารถนำไปตุ๋นกับเนื้อได้ แม้สีสันจะแปลกตา แต่รสชาติก็
ค่อนข้างอร่อย
นางยังจำได้ดีตอนอยู่ที่เขตอันสุ่ย ในฤดูที่สายลมแห่งฤดูใบไม้
ผลิพัดมา นั่นคือช่วงเวลาของการกินขนมเถิงฮวาชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้
ไม่คิดว่านางจะได้กินมันอีกครั้งในเมืองหลวง เจียงเซิงทั้งตกใจ
และดีใจ ค่อย ๆ กัดอย่างระมัดระวัง และสัมผัสได้ถึงรสชาติอันคุ้นเคย
“กินเถอะ ยังมีเยอะ” ฟางเหิงยิ้มบาง “เจียงอีเป็นเห็นดอกจื่อเถิงฮ
วาป่าตอนเข้าเมือง ช่วงบ่ายเขาว่างจึงไปเด็ดมาบ้าง ดังนั้นคืนนี้พวก
เราจึงมีขนมให้กินแล้ว”
ขณะที่ทั้งคู่เดินคุยกัน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือดอกไม้และใบไม้
เต็มครึ่งลานบ้าน รวมถึงพี่น้องเจียงทั้งแปดที่ดูหมดแรงหลังกลับมา
จากเด็ดดอกไม้
ไม่มีทหารองครักษ์ทั้งสี่คน และไม่มีคนร่างสูงใหญ่และกำยำนั้น
อยู่ที่นี่
หรือว่าเหตุการณ์ทั้งหมดในตอนเที่ยงวันนี้ จะเป็นเพียงความฝัน
อันยาวนานเท่านั้น?
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….