พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 366 สอบสวนคนตระกูลเลี่ยว
เมื่อเดินทางมาถึงวัดฟ่าเหมิน
ตระกูลเจียงรออยู่ในรถม้าสักพักแล้ว เมื่อเจียงเชิงกระโดดลงจาก
รถม้า ขณะที่ถานเยี่ยกะเวลาพาฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเดินลงมา
“ท่านย่า” นางยิ้มร่าวิ่งเข้าไปหา “รอนานหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่นาน ๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงลูบหัวนาง “ท่านพ่อของเจ้าเล่า”
เจียงเซิงกลั้นยิ้ม ชี้นิ้วไปยังบุรุษวัยกลางคนที่กำลังเลิกม่านรถม้า
ไม่ใช่แค่นางที่จำเขาผิด แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงผู้เป็นมารดายังจำ
บุตรชายตนเองไม่ได้
“นี่…” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงตกตะลึง
ถานเยี่ยเบิกตากว้าง
เลี่ยวซื่อ เจียงเฉิงฮวน และคนบ้านรองอีกสี่คนล้วนยืนนิ่งอยู่กับที่
ใครจะคิดว่าท่านแม่ทัพเจียงผู้มีหนวดเคราเต็มใบหน้า จะมีวันที่
ไร้หนวดผิวขาวเนียน ไม่ใช่แค่ท่าทางองอาจดั้งเดิมของเขาจะหายไป
แต่เขายังดูสง่างามแบบบัณฑิต มีความคล้ายคลึงกับเจียงจี้จงถึงหก
ส่วน
“พอท่านลุงใหญ่ไม่มีหนวดแล้ว ดูสง่างามไม่แพ้ท่านพ่อเลย”
เจียงเฉิงอวี๋ร้องอุทานอยู่ข้าง ๆ เหมือนกำลังเยินยอ
คนตระกูลเจียงทุกคนต่างพากันกลั้นขำ มีเพียงเลี่ยวซื่อที่รู้สึก
ขมขื่นอยู่ในใจ
ตอนที่พวกเขาเพิ่งแต่งงานกัน เจียงจี้จู่ก็เคยสง่างามและหล่อ
เหลาเช่นนี้ ครั้งนั้นนางถึงได้หลงใหลได้ปลื้มเขานัก
ต่อมาหลังจากพ่ายแพ้ในสนามรบหลายครั้ง รูปลักษณ์ที่อ่อน
เยาว์ของเขาก็ทำให้เกิดข้อสงสัยในกองทัพ และยังทำให้ชื่อเสียงของ
ตระกูลเจียงเสื่อมเสีย ด้วยความไม่พอใจและเพื่อปกปิดความอ่อน
เยาว์ของตนเอง เขาจึงไว้หนวดเครา ไม่เคยโกนมันเลยสักครั้งเป็น
เวลายี่สิบปี
แม้ว่าเลี่ยวซื่อจะไม่เคยเอ่ยปาก แต่สตรีคนไหนบ้างที่ไม่
ปรารถนาให้สามีของตนดูหล่อเหล่าสง่างาม ใครบ้างที่ไม่ชอบบุรุษ
หนุ่มหน้าตาสดใส เพียงแต่ตอนนั้นตระกูลเลี่ยวของนางต ่าต้อย นาง
จึงไม่อาจพูดออกไปได้
นางไม่คิดเลยว่าหลังจากผ่านไปยี่สิบปี นางจะยังได้เห็นใบหน้า
ขาวสะอาดของสามีเช่นนี้
“พี่ใหญ่คงไม่ชอบให้หนวดเคราเลอะเทอะตอนกินข้าว” เจียงจี้จง
พูดติดตลก “ต้องล้างหน้าทุกครั้งหลังกินเสร็จ”
เจียงจี้จู่ยิ้ม เอามือลูบข้างแก้ม “ลูกสาวของข้าไม่ชอบ”
ที่แท้ก็เป็นเพราะลูกสาวของเขานี่เอง
เจียงจี้จงพยักหน้าเข้าใจ คนอื่น ๆ ต่างพากันแย้มยิ้ม
มีเพียงเลี่ยวซื่อที่กำหมัดแน่น จ้องมองเจียงเซิงอย่างเย็นชา ก่อน
จะก้มหน้าลง
สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังก็ส่งเสียงเย้ยหยันออกมาเบา ๆ ตามเจ้านาย
ของนาง
รอยยิ้มของเจียงเซิงหายไป นางขยับเข้าไปใกล้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
“เอาล่ะ ไปไหว้พระกันเถอะ” แววตาของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงฉาย
แววเย็นชา นางโอบกอดหลานสาวด้วยมือข้างเดียว “หลานสาวของ
ข้าก็ต้องไปกราบไหว้ท่านปู่ของนางเช่นกัน”
“คุณหนูคงยังไม่รู้ว่านายท่านผู้เฒ่าเป็นคนเช่นไร ถึงข้าจะไม่ได้
พบท่านบ่อยนัก แต่ก็เคยได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าพูดถึงอยู่บ้าง” ถานเยี่ย
เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างชาญฉลาด “ข้าจะเล่าให้ฟังเจ้าค่ะ…”
คนกลุ่มใหญ่ค่อย ๆ เดินขึ้นไป แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็ไม่ได้
เรียกคนแบกหาม
พวกเขาก้าวตามขั้นบันได เหยียบย ่าไปบนดินโคลน จนในที่สุด
ก็มาถึงยังวัดซึ่งตั้งอยู่กลางภูเขา
ที่นี่ต่างจากวัดเล็ก ๆ ที่กงชินอ๋องซื่อจื่อซ่อนหญิงงามเอาไว้
วัดฟ่าเหมินเป็นวัดใหญ่ที่เหล่าตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงมาทำบุญ
กันบ่อย ๆ ข้างในเป็นที่ประดิษฐานป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ
ตระกูลใหญ่หลายร้อยตระกูล มีพระสงฆ์หลายสิบรูปคอยสวดมนต์
ภาวนา
ส่วนคนตระกูลใหญ่จะบริจาคเงินทำบุญ และมาไหว้บรรพบุรุษที่
ล่วงลับไปแล้วในช่วงวันปีใหม่และวันเชงเม้ง
เนื่องจากวันนี้ไม่ใช่วันเทศกาลจึงแทบจะไม่มีคนมาไหว้พระ ทั้ง
วัดฝ่าเหมินดูเหมือนเปิดไว้สำหรับคนตระกูลเจียงเท่านั้น
“อามิตาพุทธ โยมทั้งหลายมาถึงแล้ว” สามเณรที่มารับประนม
มือ
“พวกเรามาถึงแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงทักทาย “ท่านเณรสบายดี
หรือเจ้าคะ”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดี” สามเณรก้มหน้าลง “ทุกคนที่ควรมา ต่าง
ก็มาแล้ว”
“เช่นนั้นหรือ ดีแล้วเจ้าค่ะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงพยักหน้า “ถ้าอย่าง
นั้นพวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ ม่ได้พบท่านเจ้าอาวาสมานาน
แล้ว”
สามเณรเปล่งเสียง “อามิตาพุทธ” และเดินนำหน้าไป
เจียงจี้จู่ตามหลังไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองเจียงเซิงเป็นบางครั้ง
พอเห็นนางมีท่าทางสนใจ มองไปรอบ ๆ พร้อมกับส่ายหัวไปมา เขาก็
เบาใจ
ทุกคนเดินผ่านทางเดินหินสีเขียว ผ่านป่าไผ่หนาทึบ ขึ้นบันได
สามชั้น ในที่สุดก็มาถึงโบสถ์ใหญ่
เจ้าอาวาสซึ่งมีผมและเคราสีขาวลืมตา “ยินดีกับฮูหยินผู้เฒ่า
เจียง ยินดีกับท่านแม่ทัพ ได้พบกับบุตรสาวอีกครั้งแล้ว สายเลือด
กลับคืนสู่เหย้า”
เขามองไปที่เจียงเชิงและเผยรอยยิ้มจาง ๆ “คุณหนูช่างมีบุญ
วาสนานัก”
ใบหน้ากลม แขนขาอวบอ้วน ถ้าไม่มีบุญวาสนา นางจะอ้วนท้วน
สมบูรณ์แบบนี้ได้อย่างไร?
เหล่าพี่ชายที่อยู่ด้านหลังพากันนินทาอยู่ในใจ
“ท่านเจ้าอาวาส ดูโหงวเฮ้งเป็นด้วยหรือเจ้าคะ?” เจียงเฉิงอวี๋
รู้สึกสนใจ วิ่งปราดไปอยู่ด้านหน้า “ดูให้ข้าบ้างสิเจ้าคะ ข้าดูมีบุญ
วาสนาใช่หรือไม่”
เจ้าอาวาสชราพิจารณานางอย่างละเอียดแล้วพยักหน้า “หน้า
กลมหมายถึงโชคลาภ ฟันห่างหมายถึงช่างพูด”
เจียงเฉิงอวี๋ปิดปากทันที ปิดบังฟันที่เรียงไม่ค่อยสวยของนาง
เอาไว้
“แล้วข้าเล่าขอรับ ๆ” เจียงเฉิงเฟิงก็เข้ามาร่วมด้วย
เจ้าอาวาสยิ้ม “หน้าผากกว้าง โชคลาภรุ่งเรือง”
ในเมื่อเขาดูคนอื่นไปแล้ว ทำไมจะไม่ดูให้อีกสองสามคนที่เหลือ
เล่า
สายตาของเจ้าอาวาสกวาดมองเจียงเฉิงฮวน เห็นร่างกายที่ผอม
บางคางแหลมก็ส่ายหน้า ถอนหายใจเบา ๆ “ผอมบางเกินไป แบกรับ
โชคลาภไม่ไหว”
เลี่ยงซื่อรู้สึกไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ย เจิ้งหรูเชียนที่ตื่นเต้นก็
ดึงน้องชายทั้งสี่คนเดินเข้าไป
“ดูพวกข้าด้วยสิขอรับ” เด็กชายทั้งสี่เชิดหน้าขึ้น
เจ้าอาวาสเริ่มประเมินพวกเขาไปทีละคน “ใบหน้ากว้าง ปาก
ใหญ่ เงินทองไหลมาทั้งสี่ทิศ”
เป็นเจิ้งหรูเชียน
“คิ้วโก่ง ดวงตาเฉียบคม ชะตาเกิดมาเป็นขุนศึก”
เป็นฟางเหิง
“ชะตาบุรุษ ร่างกายสตรี จิตใจละเอียดอ่อนดุจเส้นผม”
เป็นเวินจืออวิ่น
พอเห็นจ่างเยี่ยน เจ้าอาวาสชราก็ชะงักไปชั่วครู่ มองพินิจอยู่
หลายครั้ง จากสีหน้าที่เคร่งขรึมก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะถอน
หายใจ
“ท่านเจ้าอาวาส พี่ชายข้าเป็นอะไรหรือ” เจียงเซิงตรงเข้าไปด้วย
ความกังวล “เขาไม่ได้เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เจ้าอาวาสพูดอย่างระมัดระวัง “ชีวิตไร้อุปสรรค”
แต่ก็แค่ชีวิตเท่านั้นไร้อุปสรรค
เจียงเซิงไม่ได้ยินน ้าเสียงแฝงความนัย จึงเอ่ยอย่างยินดีว่า “หาก
มีชีวิตไร้อุปสรรคก็เพียงพอแล้ว เหตุใดต้องใส่ใจสิ่งอื่นอีก”
“หากมีชีวิตรอดและยังได้กินอิ่มก็ยิ่งดี”
ทุกคนต่างก็หัวเราะกับมุมมองที่เรียบง่ายของเด็กหญิง
“อามิตาพุทธ” ในที่สุดเจ้าอาวาสก็พูดกับพวกเด็ก ๆ เสร็จ จึง
ประนมมือกล่าวว่า “ห้องนั่งสมาธิถูกจัดเตรียมไว้ คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็
ออกไปหมดแล้ว เชิญทุกท่าน”
เขาขยับตัวหลีกทางให้ ประตูเล็กนำไปสู่ห้องนั่งสมาธิ
เจียงเซิงที่ไม่เคยมาย่อมไม่รู้ความหมาย เดินนำหน้าไปอย่าง
กระตือรือร้น
ผู้ใดรู้ความนัยย่อมเกิดความกังขา ป้ายวิญญาณอยู่ในห้องโถง
ด้านข้าง การจุดธูปก็ควรทำที่ห้องโถงด้านข้าง เหตุใดพวกเขาจึงไป
ยังห้องนั่งสมาธิซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อน ยิ่งไปกว่านั้น ยังให้คนที่ไม่
เกี่ยวข้องออกไปหมด ราวกับจะทำเรื่องใหญ่โต
ความรู้สึกเช่นนี้ยิ่งทวีคูณเมื่อมาถึงสวนด้านหลัง ประตูถูก
สามเณรปิดลง
วัดฟ่าเหมินสร้างขึ้นบนภูเขา ที่ตั้งของห้องนั่งสมาธิจึงลดหลั่น
เป็นขั้นบันได ตรงกลางมีทางเดินปูด้วยแผ่นหินสีเขียวคดเคี้ยว จนไป
ถึงหน้าผาสูงชันที่ยื่นออกมา
กำแพงสูงเก้าฉื่อล้อมรอบ ปิดกั้นภูเขาสูงชันและความวุ่นวาย
จากภายในและภายนอกห้องนั่งสมาธิ
ปราศจากคนภายนอก ปราศจากสายตาที่ไม่เกี่ยวข้อง
ถานเยี่ยยกเก้าอี้หวายมา พยุงฮูหยินผู้เฒ่าเจียงให้นั่งลง
ในที่สุดเจียงจี้จู่ก็หันไปเผชิญหน้ากับภรรยาของเขา “ข้าได้รับ
อนุญาตจากฝ่าบาทแล้ว ให้ร้านจิ่วเจินรับช่วงต่อการค้าลิ้นจี่ของ
ตระกูลเลี่ยว”
เจิ้งหรูเชียนที่กำลังเบื่อหน่ายก็พลันตื่นเต้นขึ้นมา
“ฝ่าบาทก็เห็นชอบให้ปลดตำแหน่งข้าราชการของคนตระกูล
เลี่ยวทั้งหมด”
“ตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นก็รู้ข่าวนี้แล้ว คงไม่คิดจะทำการค้ากับ
ตระกูลเลี่ยวอีก”
หากไม่ลงมือก็แล้วไป หากลงมือต้องทำให้อีกฝ่ายหวาดผวา
ถ้าการกระทำของเจียงเฉิงเยวี่ยนเป็นเพียงสายฝนโปรยปราย
เช่นนั้นเจียงจี้จู่ก็คือพายุฝนฟ้าคะนอง
“เพราะอะไร!” เลี่ยวซื่อตระหนกจนเสียงหลง “ตระกูลเลี่ยวไป
ล่วงเกินท่านเมื่อไหร่กัน ถึงได้ตัดเส้นทางทำมาหากินของตระกูลเลี่ย
วเช่นนี้!”
“เจ้าไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าเจ้าทำอะไรลงไป?” เจียงจี้จู่ยิ้มเยาะ “เจ้า
ไม่รู้จริง ๆ หรือ”
สับเปลี่ยนบุตรสาวตระกูลเจียง ทอดทิ้งบุตรสาวตระกูลเจียง
ละเลยบุตรสาวตระกูลเจียง
เรื่องร้ายแรงมากมาย ทุก ๆ อย่าง มีสิ่งใดบ้างที่ไม่เป็นการ
ล่วงเกิน
ตระกูลเจียงไม่ใช่เสือกระดาษ ไม่ใช่คนใจดี พวกเขาเพียงกำลัง
หาหลักฐาน เพียงกำลังรอคอยให้คนที่มีอำนาจตัวจริงกลับมาจัดการ
บัดนี้เขากลับมาแล้ว
ไม่ใช่แค่เพื่อกอบกู้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก แต่เพื่อทวงความ
ยุติธรรมให้กับเจียงเซิง เพื่อชดเชยความโดดเดี่ยวที่นางต้องเผชิญ
มาตลอดสิบสองปี
“เพื่อหลานสาวของเจ้า เจ้าถึงกับทิ้งลูกสาวของตัวเอง และปล่อย
ให้นางกลายเป็นขอทานอยู่เจ็ดปี ปล่อยให้อดอยากอยู่เจ็ดปี ถูกดูถูก
เหยียดหยามอยู่เจ็ดปี เจ้าเป็นแม่นางจริง ๆ หรือไม่ ทำไมถึงใจร้าย
เช่นนี้”
“เลี่ยวซื่อ ตอบข้ามา ทำไมเจ้าถึงใจร้ายขนาดนี้!”