พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 37 แผนการใหม่
แม้ว่าทุกคนในครอบครัวจะคิดว่าสวี่โม่ฉลาดที่สุด แต่จ่างเยี่ยนก็
ทำให้ทุกคนประหลาดใจอยู่บ่อยครั้ง และยังให้ความคิดเห็นที่ดีอีก
หลายข้อ
บรรดาพี่น้องเริ่มให้ความสนใจกับเจ้าห้าที่เหมือนจะเงียบขรึม
และไม่มีทักษะพิเศษอะไรผู้นี้
“คนอย่างผังต้าซานเหมือนจะเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่มีจุดร่วมอย่าง
หนึ่งคือเป็นพวกคล้อยตาม” จ่างเยี่ยนไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เขา
ค่อย ๆ เอ่ย “เจ้าหน้าที่เกามีอำนาจ ดังนั้นเขาจึงช่วยเจ้าหน้าที่เกา
จัดการพวกเรา ในทางกลับกัน หากเราสามารถมอบสิ่งที่มากกว่า
ให้แก่เขา เขาก็จะกลายเป็นผู้ช่วยของพวกเราได้เช่นกัน”
แม้ว่าครั้งนี้ผังต้าซานจะแสดงท่าทีที่ดี แต่ก็เป็นแผนการใหม่ของ
เจ้าหน้าที่เกา
ตราบใดที่พวกเขาสามารถให้ประโยชน์ที่มากกว่า ผังต้าซานก็
จะเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายพวกเขา
จ่างเยี่ยนมองเจียงเซิงแล้วเอ่ยชมนางอย่างหาได้ยาก “เมื่อครู่ที่
เจ้าส่งถังหูลู่ให้เขา ทำได้ดีมาก”
การเอาชนะจิตใจผู้คนมักใช้วิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้
ริมฝีปากเล็ก ๆ ของเจียงเซิงเผยอขึ้นเล็กน้อย ความจริงแล้วนาง
ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น มันเพียงเกิดจากความสงสารชั่วครู่เท่านั้น
“เช่นนั้นต่อไปพวกเราควรทำอย่างไร” เจิ้งหรูเชียนถามอย่าง
ร้อนรน
เห็นได้ชัดว่าเขาฟังเข้าใจแล้ว
มุมปากจ่างเยี่ยนยกขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเพียงสั้น ๆ “ใกล้ข้ามปีแล้ว”
ใกล้ข้ามปีแล้ว แต่ละบ้านฆ่าหมูเชือดไก่ ซื้อดอกไม้ประดับผม
ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ทอดของทอดและตุ๋นเนื้อเปื่อย
แต่สำหรับขอทานแล้ว พวกเขาไม่มีอะไรเลย
เจิ้งหรูเชียนเข้าใจในทันที เขาเริ่มครุ่นคิดว่าจะส่งอะไรให้ได้บ้าง
จ่างเยี่ยนกล่าวเสริมอีกประโยคว่า “ห้ามมอบของให้โดยไม่มี
เงื่อนไข เกรงว่าจะเลี้ยงคนจนเกิดความโลภ”
แบบนี้ก็ใช่ว่าจะทำได้อย่างง่ายดาย
จำเป็นต้องใช้ของขวัญมาดึงดูดผังต้าซาน แต่ก็ห้ามให้อย่าง
โจ่งแจ้งเกินไป การเอาชนะใจคนเช่นนี้ หากไม่ได้ทำอยู่บ่อยครั้ง ก็
ยากที่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้
สวี่โม่อดสงสัยไม่ได้ว่า น้องห้าของตนเองมีภูมิหลังอย่างไรกันแน่
หลังกลับมาถึงวัดร้าง
ทุกคนเริ่มลงมือทำหน้าที่กันอย่างขะมักเขม้น
ทั้งต้องหั่นหัวไชเท้าเป็นเส้นแล้วคลุกกับแป้งทอด นำผักที่ชอบ
กินชุบแป้งแล้วนำไปทอด ซ ้ายังต้องต้มข้าวไว้ทำเป็นกาวแปะอักษร
มงคลที่ประตู
แม้สวี่โม่จะทำอาหารได้ แต่ก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในครัว ของ
ทอดแตกละเอียด ผักก็เต็มไปด้วยน ้ามัน
เจียงเซิงปลอบเขาว่า “พี่ใหญ่ ข้าชอบกินของที่มีน ้ามันเยอะ ๆ
ของที่มีน ้ามันเยอะดีมาก ปกติพวกเราก็ไม่ค่อยได้กินของมีน ้ามัน
เลย”
สวี่โม่ได้แต่ยิ้มแห้ง
เขาอ่านตำรานักปราชญ์มาหลายปี ไม่เคยรู้สึกยากเย็นเลยสัก
ครั้ง ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาสะดุดเพราะเรื่องการทำอาหารเสียได้
โชคดีที่จางฉีเฉวียนส่งผักและของทอดมาให้ทั้งห่อใหญ่ในตอน
บ่าย ทั้งยังถือเนื้อวัวมาให้อีกชิ้นหนึ่ง จึงช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้
ของทอดและผักที่แตกละเอียดก็ไม่จำเป็นต้องทิ้ง เพราะสามารถ
ห่อไปให้ผังต้าซานได้
เพื่อให้ดูเหมือนจริง เจิ้งหรูเชียนยังจงใจทุบกระเบื้องมุงหลังคาผุ
พังของวัดออกมาหนึ่งแผ่น แล้วไปหาผังต้าซานเพื่อขอให้ช่วย
เปลี่ยนกระเบื้องแผ่นใหม่
ผังต้าซานรับปากเต็มใจ
เขาอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีแล้ว ร่างกายจึงสูงใหญ่ เพียงวางม้านั่งก็
สามารถเอื้อมถึงหลังคาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรง
เมื่อมองเด็ก ๆ ในวัดร้าง กระทั่งสวี่โม่ที่ตัวสูงที่สุดก็สูงเพียงปลาย
คางของเขาเท่านั้น ผังต้าซานจึงรู้สึกภูมิใจและเย่อหยิ่ง
“ว้าว พี่ต้าซานเก่งมาก”
เมื่อเจียงเซิงปรบมือโห่ร้องอยู่หน้าประตูวัด ความภาคภูมิใจ
เหล่านั้นก็พุ่งทะยานสูงสุด
ผังต้าซานกระโดดลงจากม้านั่ง “แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
เจียงเซิงยิ้มกว้างพลางหยิบของทอดและผักออกมา มีทั้งส่วนที่
ทอดแตกเป็นชิ้น ๆ กับบางส่วนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ “ตอนนี้ก็เป็น
ช่วงข้ามปีแล้ว ไม่มีอะไรจะมอบให้พี่ต้าซาน มีเพียงของทอดและผัก
พวกนี้”
ผังต้าซานชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาเป็นขอทานก็จริง แต่แตกต่างจากเจียงเซิงที่เร่ร่อนมาตั้งแต่
จำความได้ ตอนเด็ก ๆ เขาเคยถูกครอบครัวที่ดีรับเลี้ยงดู ตอนนั้นทุก
ช่วงข้ามปีเขาจะมีเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ มีของทอดและผักทอดให้กิน
แต่ต่อมา พ่อแม่ที่รับเลี้ยงดูเขาเสียชีวิตโดยไม่คาดคิด เขาจึง
กลายเป็นเด็กไร้ญาติขาดมิตรอีกครั้ง ซ ้ายังถูกลุงและป้าข่มเหงรังแก
จึงค่อย ๆ หล่อหลอมนิสัยดุร้ายในจิตใจ
เพื่อความอยู่รอด การลักขโมยจึงฝังแน่นในกระดูก
เจียงเซิงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากมอบของให้แก่เขา
ครั้งก่อนคือถังหูลู่สามไม้ ครั้งนี้เป็นของทอดและผักหนึ่งห่อ
ผังต้าซานยื่นมือที่เต็มไปด้วยรอยน ้าค้างแข็งกัดรับมาอย่างลังเล
เจียงเซิงยังคงยิ้มหวานอย่างไร้เดียงสาอยู่หน้าประตูวัดร้าง
บางครั้งยังชวนเวินจืออวิ่นหรือ จ่างเยี่ยนที่ยังเงียบกริบให้ขยับเขยื้อน
บ้าง
สวี่โม่กำลังทำอาหาร เจิ้งหรูเชียนกำลังหั่นผัก ส่วนฟางเหิงกำลัง
ฝึกวิชา
วัดร้างที่ทั้งเก่าและเล็กนี้ ไม่ดูทรุดโทรมอีกต่อไปเพราะผู้คนที่มี
ชีวิตชีวา
ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านอย่างน่าประหลาด
ผังต้าซานจากไปอย่างเลื่อนลอย
หลังแน่ใจว่าเขาจากไปไกลแล้ว เจียงเซิงจึงหยุดหัวเราะ เดินเข้า
ไปใกล้จ่างเยี่ยน “พี่ห้า การทำแบบนี้จะทำให้ผังต้าซานมาเป็นฝ่าย
พวกเราได้หรือ”
จ่างเยี่ยนมีสีหน้าลึกลับ “ได้สิ”
ยิ่งเป็นขอทานก็ยิ่งปรารถนาความอบอุ่น และยิ่งไม่อยากทำลาย
ความอบอุ่นนั้น
คืนส่งท้ายปีเก่า
เจียงเซิงและพี่ชายทั้งหลายล้อมรอบเตาเล็กเฝ้ารอปีข้ามปี ใน
หม้อมีน ้าแกงกระดูกควันลอยกรุ่น อยากกินเนื้อก็หยิบเนื้อมา อยาก
กินผักก็ใส่ผักลงไป อยากดื่มน ้าแกงก็ตักดื่ม
เจียงเซิงผู้เป็นขอทานไม่เคยนึกจะฝันว่าตนจะได้ใช้ชีวิตแบบนี้
นางอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองพระพุทธองค์หลายครั้ง กลัวว่าตัวเองจะ
ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงความว่างเปล่า
แต่กระทั่งเสียงประทัดดังขึ้น ภาพตรงหน้าก็ยังคงชัดเจนอยู่
เจิ้งหรูเชียนดึงเจียงเซิงลุกขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น “ได้ยินว่า
เศรษฐีหนิวในหมู่บ้านทุ่มเงินมหาศาลซื้อดอกไม้ไฟชุดหนึ่งมาจาก
เขตอันสุ่ย รีบไปดูเถอะ ไม่นานก็คงหมดแล้ว”
ไม่ใช่เพียงพวกเขา ชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านสิบลี้ต่างยืนมอง
อยู่หน้าประตู บ้างก็ชื่นชม บ้างก็เทิดทูน เสียงดังแปลกประหลาดและ
งดงามดอกไม้ไฟที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ไม่คิดเลยว่า ดอกไม้ไฟที่เห็นจนชินตาในเมืองหลวงจะ
กลายเป็นทิวทัศน์ที่หาดูยากในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้” จ่างเยี่ยนพึมพำ
ฟางเหิงหันหน้ามาอย่างรวดเร็ว “เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าห้า?”
“ไม่มีอะไร” จ่างเยี่ยนยิ้มเล็กน้อย “ดูดอกไม้ไฟต่อกันเถอะ”
เด็กทั้งหกคนสวมเสื้อตัวใหม่ ยืนเคียงข้างกันอยู่หน้าประตูวัดร้าง
เงยหน้าชมดอกไม้ไฟ
น่าเสียดายที่เศรษฐีหนิวมีกำลังทรัพย์จำกัด ดอกไม้ไฟนี้จึงจุด
เพียงไม่กี่ลมหายใจก็หายวับไป
เจิ้งหรูเชียนจุปาก “หากข้ามีเงินล่ะก็ ต้องจุดดอกไม้ไฟให้ได้ครึ่ง
ชั่วยาม”
“จุดทั้งวันเถอะ จากเช้าจรดเย็น” เจียงเซิงกำหมัดแน่น
สวี่โม่เตือนด้วยความหวังดี “กลางวันจะเห็นดอกไม้ไฟได้อย่างไร
กัน”
เจียงเซิงชะงักไป
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเสียงดัง สวี่โม่กับฟางเหิงก็ขำขันไม่ได้ กระทั่ง
เวินจืออวิ่นยังยกมือขึ้นปิดปากขำ
ทั่วทั้งวัดร้างเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
บรรยากาศเช่นนี้ไม่อยากให้ถูกทำลายเลยจริง ๆ
ผังต้าซานซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่กำลังลังเลอยู่นาน
สุดท้ายจึงตัดสินใจเดินออกมา
“พี่ต้าซาน?” เจียงเซิงทักทายอย่างตื่นเต้น “ท่านมาได้อย่างไร
ทานข้าวมาหรือยัง จะมาร่วมกินส่งท้ายปีด้วยกันหรือไม่?”
ยามนี้ผังต้าซานคล้ายคนเลื่อนลอย เขาพยักหน้าอย่างมึนงง
“ได้”
จ่างเยี่ยนที่อยู่มุมห้องเม้มริมฝีปาก ดึงแขนเสื้อสวี่โม่เบา ๆ
ในวัดร้างยังคงมีเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข แต่ผู้ที่ควรระวังได้
ส่งเสียงสัญญาณเตือนภัยแล้ว