พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 372 เฉิงฮวนเจ็บปวด
หน้าซื่อใจคด ดื้อรั้น ไม่เปิดเผยตรงไปตรงมา
ดูเหมือนจะเป็นข้อบกพร่องของนางจริง ๆ โดยเฉพาะหลังจากที่รู้
ว่าตนเองเป็นบุตรสาวตัวปลอม ความกลัวที่สูญเสียได้แทรกซึมเข้า
ไปในกระดูก นางจึงมักคอยเอาอกเอาใจผู้คนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกันนางก็มีความสุขกับความรักจากคนรอบข้าง ราว
กับว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะพิสูจน์ได้ว่านางเป็นตัวจริง นางจะไม่ถูก
ไล่ออกไป และทุกสิ่งที่นางครอบครองจะไม่เลือนหาย
แต่สิ่งใดที่ติดค้างผู้อื่น ก็ต้องส่งคืน ของที่ได้มาด้วยการแย่งชิง
จะต้องกลับคืนสู่เจ้าของ
“เจ้าอย่าคิดจะเอาเรื่องนี้ไปพูด ยิ่งไม่ต้องคิดจะแสร้งทำตัวน่า
สงสารอ่อนแอ ไม่มีใครติดค้างอะไรเจ้า” เจียงเฉิงอวี๋เตือนเสียงต ่า
“เจ้าต่างหากที่ติดค้างผู้อื่น”
แม้แต่สาวใช้เสี่ยวเฉี่ยวที่อยู่ด้านหลังก็ยังเตือน “คุณหนู พวกเรา
ไปกันเถอะเจ้าค่ะ ไปให้ไกล ๆ”
ไป? ไปที่ไหน?
นางเกิดในตระกูลเจียง เติบโตมาในตระกูลเจียง นางคิดว่าตนเอง
เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ของตระกูลเจียง แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงตัว
ปลอมที่แย่งชิงรังของคนอื่น
เจียงเฉิงอวี๋พูดถูกแล้ว นางมีเล่ห์เหลี่ยม นางแสร้งทำเป็นอ่อนแอ
นางจงใจล้มป่วย
ตอนแรกนางตกใจจนเป็นลม ต่อมาก็กลัวว่าจะถูกไล่ออกไป
นางจึงจงใจไม่กินข้าว ไม่กินยา แสร้งทำเป็นป่วยหนัก
เพื่อที่นางจะได้อยู่ข้างกายท่านแม่ เพื่อที่นางจะได้รับความรัก
จากท่านพ่อและพี่ชาย
แต่ตอนนี้นางไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว
ความเอ็นดูจากท่านแม่ ความห่วงใยของพี่ชาย ความรักของพ่อ
ทุกสิ่งทุกอย่างของนางมาจากตระกูลเจียง และไม่มีอะไรที่จะ
สามารถชดเชยหรือทดแทนได้ นางมีเพียงชีวิตอันต ่าต้อยเท่านั้นที่
เป็นของตัวเอง
“คุณหนู ท่านจะไปไหนเจ้าคะ?” เสี่ยวเฉี่ยวเรียก
เจียงเฉิงฮวนทำเป็นไม่ได้ยิน เดินขึ้นไปตามทางเดินหิน
นางเดินผ่านอาคารมากมาย สูดกลิ่นหอมของหญ้าเขียวในฤดู
ใบไม้ผลิ สัมผัสสายลมอ่อนที่พัดเย็นสลับร้อน จนในที่สุดก็หยุดอยู่
บนลานที่ยื่นออกมาด้านบน
การสอบสวนเลี่ยวซื่อจบลงแล้ว คนจากตระกูลเจียงกำลังทยอย
จากไป
เจียงจี้จู่ยื่นมือใหญ่ออกมาตบไหล่เจียงเซิงเบา ๆ ราวกับกำลังพูด
อะไรบางอย่างด้วยความรัก
นั่นคือความรักในครอบครัวที่เคยเป็นของนาง แต่บัดนี้นาง
สัมผัสมันไม่ได้อีกแล้ว
นางกลัวการสูญเสียเหลือเกิน จึงเกาะติดมารดาไม่ยอมห่าง วิ่ง
เข้าหาบิดาและมองพี่ชายด้วยน ้าตาคลอหน่วย หวังเพียงว่าพวกเขา
จะปกป้องคุ้มครองนางตลอดไป
ทันใดนั้นรอบตัวนางก็ปรากฏปากมากมาย พวกมันพูดเป็นเสียง
เดียวกัน ตะโกนบอกว่านางเป็นของปลอม บอกให้นางออกไปจาก
ที่นี่ ให้นางไสหัวออกไปจากตระกูลเจียง
อา… ไม่…
เจียงเฉิงฮวนปิดหูตัวเองด้วยความเจ็บปวด “ข้าไม่อยากไป ข้า
ไม่อยาก ข้าต้องการท่านพ่อท่านแม่ ข้าต้องการพี่ชาย ข้าต้องการ
ทุกอย่าง ข้าไม่ไป!”
แต่นางต้องไป
เด็กที่ถูกทุกคนทอดทิ้ง มีเพียงการก้าวเข้าสู่ความว่างเปล่า แผ่
กายในอากาศ ดั่งผีเสื้อร่อนร่วงลงมา
“คุณหนู…” เสี่ยวเฉี่ยวยื่นมือออกไปอย่างปวดใจ แต่ช้าไปหนึ่ง
ก้าว
คุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่สวมรองเท้าไข่มุกตะวันออก คุณหนูสามเจียง
ผู้เย่อหยิ่งเย็นชา เด็กสาวที่น่าสงสารอ่อนแอและมักเก็บซ่อนความคิด
เล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้เสมอ
นางนอนนิ่งอยู่บนพื้น ผมสีดำสยาย เลือดสีแดงสดไหลนอง
ออกมา ย้อมชุดกระโปรงยาวสีขาวที่นางชอบที่สุดให้กลายเป็นสีแดง
“ข้า ใช้เล่ห์เหลี่ยม ข้าแกล้งป่วย ข้ามันเลว…แต่ข้าไม่อยากเป็น
คนชั่ว ไม่อยากกลายเป็นคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่
ต้องการในสายตาของพวกท่าน”
“ตลอดหลายปีมานี้ ในใจข้า ท่านพ่อคือท่านพ่อของข้า ท่านแม่
คือท่านแม่ของข้า พี่ชายก็เป็นพี่ชายของข้า ข้าไม่เคยแย่งชิงสถานะ
ของใคร และไม่เคยยอมรับสถานะของตัวปลอมเลย”
ลมหายใจของนางแผ่วเบา “…หากมีชาติหน้า เฉิงฮวนอยากเป็น
ลูกของท่านพ่อท่านแม่ อยากเจอพี่ชาย เพียงแต่คราวนี้… ต้องเป็น
ของจริง…”
ใครบางคนกรีดร้อง เสียงนั้นน่ากลัวจนชวนขนลุก
เจียงเซิงเพิ่งหันหลังกลับมาก็ถูกจ่างเยี่ยนปิดตาไว้
“อย่ามอง” เขากดเสียงต ่า “กลับเข้าไปในรถม้าเถอะ”
ถานเยี่ยวิ่งมาอย่างตื่นตระหนก บังคับพานางกลับเข้าไปในรถม้า
คนที่เหลือรีบวิ่งมาดู มองเจียงเฉิงฮวนที่กำลังหายใจรวยริน
“เกิดอะไรขึ้น” เจียงจี้จู่ตกใจ “รีบเรียกหมอมา!”
เวินจืออวิ่นวิ่งเข้ามาอย่างลนลาน เขาร้องตะโกนเสียงดัง “พี่
สาม!”
ฟางเหิงเข้าใจสถานการณ์ทันที รีบวิ่งไปที่รถม้า นำกล่องยาใบ
เล็กออกมา
เขาห้ามเลือด ใช้ยา จับชีพจร
เจียงเฉิงอวี๋เอามือปิดปากด้วยความตกใจ หัวใจเต็มไปด้วยความ
หวาดกลัว
แม้จะเยาะเย้ยอีกฝ่ายหลายครั้งและพูดจาไม่ดีใส่ แต่นางเพียง
ต้องการให้เจียงเฉิงฮวนออกไปจากตระกูลเจียง กลับไปใช้ชีวิต
แบบเดิมของนางเท่านั้น
นางไม่เคยคิดว่าเจียงเฉิงฮวนจะสุดโต่ง และยิ่งไม่เคยคิดว่าเจียง
เฉิงฮวนจะตาย
“เจ้าพูดจาไม่ระวังอีกแล้วใช่หรือไม่?” เจียงเฉิงเฟิงถามเสียงต ่า
ในที่สุดเด็กสาวอายุสิบสองปีอย่างเจียงเฉิงอวี๋ก็ส่ายหน้า น ้าตา
เริ่มไหลพราก
เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย คนที่มีจิตใจดีงามมักจะทำใจไม่ได้
เวินจืออวิ่นปักเข็มเงินจนเต็มร่างของเจียงเฉิงฮวนเพื่อห้ามเลือด
จัดกระดูก และระบายเลือดคั่งจนเหงื่อท่วมตัว
“ท่านหมอน้อย นางเป็นอย่างไรบ้าง? ต้องการยาอะไรก็บอกมา
ได้เลย” ดวงตาของเจียงจี้จู่ปิดซ่อนความเจ็บปวดไว้ไม่มิด “ถึงตระกูล
เจียงจะยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะปฏิบัติกับนางอย่างไร แต่ก็ไม่ได้คิดจะ
เอาชีวิตนาง”
เวินจืออวิ่นพยักหน้าไม่พูดอะไร
ผ่านไปสักพัก เด็กชายก็ลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนล้า แข้งขาอ่อนแรง
จนแทบยืนไม่อยู่
ฟางเหิงเข้ามาช่วยพยุง เวินจืออวิ่นจึงเช็ดเหงื่อพลางกล่าวว่า
“เลือดหยุดแล้วขอรับ แต่บอกยากว่านางจะฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่”
การบาดเจ็บจากการตกลงมาเช่นนี้ มักจะมีเลือดออกภายใน ซึ่ง
ไม่สามารถมองเห็นความเสียหายจากภายนอกได้ และร่างกาย
ภายในกำลังแตกสลาย
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังกระโดดลงมาด้วยตัวเอง
หากไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ ต่อให้เทพลงมาก็ช่วยชีวิตนางได้ยาก
เหล่าพี่น้องชายกลับมาที่รถม้าด้วยความเหนื่อยล้า เจียงเซิงนั่ง
เท้าคางรออย่างว่าง่าย เมื่อเห็นพี่สี่ตัวสั่นเทาเช่นนั้น นางก็รีบหยิบ
ผ้าเช็ดหน้าและถุงน ้าออกมา รอจนกระทั่งเวินจืออวิ่นหายเหนื่อยบ้าง
แล้ว จึงกล้าเอ่ยปากถาม “พี่สี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่? มีใครเป็นอันตราย
หรือ?”
เวินจืออวิ่นมองฟางเหิง ฟางเหิงมองไปที่เจิ้งหรูเชียน เจิ้งหรูเชีย
นมองจ่างเยี่ยน
จ่างเยี่ยนกระแอมเบา ๆ ยกยิ้มอบอุ่น “คุณหนูสามเจียงแค่ข้อเท้า
พลิก”
“นางไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ มีอาการร้ายแรงหรือไม่?” เจียงเซิง
ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แค่ข้อเท้าพลิก แล้วทำไมถึงร้องไห้เช่นนั้น
ประหลาดจริง ๆ”
“อาจเป็นเพราะสตรีอ่อนแอกระมัง” จ่างเยี่ยนกล่าวไม่เปลี่ยนสี
หน้า “โอ้ ถึงเวลาแล้ว พวกเราต้องไปรับพี่ใหญ่กันเถอะ”
ถูกต้องแล้ว ยังมีอีกคนอยู่ที่สำนักสอบ
ความสนใจของเจียงเซิงถูกเบี่ยงเบนไปได้จริง ๆ นางโผล่หัว
ออกมาตะโกนว่า “ท่านย่า พวกข้าต้องไปก่อนแล้ว พี่ใหญ่กำลังจะ
สอบเสร็จ พวกข้าต้องไปปกป้องเขา”
ขออย่าให้โดนซ้อมจนหน้าตาบวมช ้าหลังออกจากสำนักสอบ
เลย
“เด็กดี เจ้าไปก่อนเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหัวเราะเบา ๆ “รีบไป”
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัว วัดฟ่าเหมินที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ค่อย ๆ ห่าง
ออกไป
เจียงเซิงเหลือบมองเล็กน้อย เหมือนจะเห็นเจียงเฉิงอวี๋กำลังก้ม
หน้าพูดอะไรบางอย่างกับเจียงจี้จู่ นางมีท่าทางสำนึกผิดที่ไม่ค่อยได้
เห็นนัก
เมื่อมองอีกครั้งอย่างตั้งใจ ก็เหลือเพียงพืชพรรณที่กำลังงอกงาม
และภูเขาสูงใหญ่เขียวขจี
นางเข้าใจทันทีว่าทำไมตระกูลเจียงถึงเลือกจะสอบสวนคน
ตระกูลเลี่ยวในห้องนั่งสมาธิของวัดฟ่าเหมิน นอกจากความสงบเงียบ
แล้ว ที่นี่ยังสามารถตัดขาดจากความเป็นจริงของเมืองหลวงได้
เหมือนกับตอนนี้ที่ยิ่งเดินทางไกลออกไป สิ่งต่าง ๆ ที่วุ่นวาย
อึกทึก และยุ่งเหยิงก็ลอยหายไปหมด การอยู่เคียงข้างกับพวกพี่ชาย
ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจ ชีวิตที่สงบสุขก็ไม่ต่างจากสิ่งนี้
ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าก็มาถึงสำนักสอบ
เจียงเซิงอดทนต่อความหิวโหยที่กำลังบีบคั้นท้องของนาง นั่งรอ
อยู่นอกรถม้า
รอแล้วรอเล่า รอแล้วรออีก ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จน
ในที่สุดประตูใหญ่ของสำนักสอบก็เปิดออก
นางสงสัยจริง ๆ ว่าพี่ใหญ่จะออกมาอย่างสง่างามหรือหน้าตา
บวมช ้ากันแน่