พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 373 ความน่ากลัวของความเงียบสงบ
เมื่อประตูใหญ่ของสำนักสอบเปิดออก บรรดาพี่ชายที่กำลัง
เคร่งเครียดอยู่ต่างก็พากันถอนหายใจ
เจิ้งหรูเชียนเอ่ยล้อเลียนเป็นคนแรก “ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่จะถูกคนตีจน
มอมแมม หรือว่าล้มหงายหลังหรือไม่”
“เขาอาจจะเดินเซไปเซมา หรือถูกใส่ร้ายว่าทุจริตการสอบอีกก็
ได้” จ่างเยี่ยนพูดต่อ
เมื่อห้าปีก่อน พวกเขาต่างหวาดกลัวกับเลห์กลมากมายที่เจอใน
การสอบถงเซิง แต่ตอนนี้กลับพูดถึงมันได้อย่างไม่ใส่ใจเสียแล้ว
มีเพียงเวินจืออวิ่นที่หน้าซีดเล็กน้อย นิ่งเงียบ ใช้สายตาสอดส่อง
มองหาคนท่ามกลางฝูงชน
พวกเขาเห็นฉีหวาย เห็นอันจวิ่น เห็นบัณฑิตมากมายเดินสวน
กันไปมา จนในที่สุดก็เห็นสวี่โม่ยืนตัวตรงอยู่กลางกลุ่มคน
บุคลิกของเด็กหนุ่มยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้ดูอับจนหรือลำบาก
เพราะถูกรังแก ทั้งไม่ได้สับสนกระวนกระวายหลังจากถูกคนวางแผน
ร้าย แต่กลับให้ความรู้สึกเคร่งขรึมที่ยากจะอธิบาย
เบื้องหลังเขามีเจ้าหน้าที่สองคน ถือดาบป้องกันผู้คน ทำหน้าที่
คุ้มกันอย่างเต็มที่
“เขาไม่ได้ถูกรังแก!” เจียงเซิงรู้สึกดีใจ “คำสั่งของท่านพ่อได้ผล
ตระกูลฟางไม่ได้รังแกพี่ใหญ่”
พูดให้ชัดคือแผนการเปิดโปงคนของฟางหยวนไม่สำเร็จ และ
ตระกูลฟางก็ไม่ได้ใช้กลอุบายลับอย่างอื่นอีก
แต่นี่เป็นเรื่องดีจริง ๆ หรือ
พี่น้องที่เคยรู้สึกผ่อนคลายต่างพากันขมวดคิ้วเคร่งเครียด
มองสวี่โม่ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน เขากล่าวลาพวกเจ้าหน้าที่
แล้วค่อย ๆ เดินมาหา
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงกำลังจะเตรียมวิ่งเข้าไปหาเขา แต่ก็ถูกรั้งตัวไว้
จ่างเยี่ยนใช้มือข้างหนึ่งจับตัวนาง พลางกวาดตามองซ้ายขวา
พูดเพียงประโยคเดียวว่า “กลับบ้านก่อนเถอะ”
เหล่าพี่น้องทยอยขึ้นไปนั่งบนรถม้า เจิ้งหรูเชียนหยิบแส้ม้าขึ้น
มาแล้วตีสะโพกของม้าสีแดง
คนหนึ่งนั่งอยู่ข้างนอกคอยขับรถม้า อีกห้าคนนั่งอยู่ข้างใน
ปรึกษาหารือกัน กลายเป็นรูปแบบการอยู่ร่วมกันที่แปลกประหลาด
สำหรับพวกเขา
“พวกท่านเป็นอะไรไป” เจียงเซิงสังเกตเห็นความผิดปกติ “พี่
ใหญ่ไม่ได้เป็นอะไรนี่ ไม่ควรดีใจหรอกหรือ”
จ่างเยี่ยนส่ายหน้า
ไม่ใช่ ไม่ใม่อย่างนั้น
เมื่อเกี่ยวข้องกับคนตระกูลใหญ่ การมองสิ่งต่าง ๆ ไม่ควรมอง
เพียงผิวเผิน แต่ต้องคิดให้ลึกซึ้ง คิดให้ทะลุปรุโปร่ง
ผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดีว่าตระกูลฟางกับสวี่โม่มีความขัดแย้ง
ต่อกัน ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งมั่นจะคว้าอันดับหนึ่งในการสอบระดับแคว้น
ให้ได้ อีกทั้งยังเกิดความบาดหมางก่อนการสอบอีก
หากคิดตามปกติ ตระกูลฟางคงไม่ปล่อยสวี่โม่ไปง่าย ๆ พวกเขา
ต้องคิดหาวิธีก่อกวนสุดความสามารถ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อ
ทำลายการสอบระดับแคว้น
แต่พวกเขากลับไม่ทำเช่นนั้น
แค่วางกลอุบายที่ไม่รู้ผลลัพธ์ก่อนการสอบ ตระกูลฟางก็ไม่มี
การเคลื่อนไหวอะไรอีก ปล่อยให้สวี่โม่แสดงฝีมือเต็มที่ แสดงว่าพวก
เขาคงกำลังเก็บหมากเม็ดใหญ่เอาไว้
เมื่อปล่อยออกมาก็จะสามารถทำลายล้างทุกสิ่ง ทำลายสวี่โม่
ทำลายพวกพี่น้องของเขาได้
“หรือว่าจะเหมือนครั้งก่อน ใช้ประโยชน์จากผู้คัดลอกข้อสอบ
แอบสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบของพี่ใหญ่กับฟางหยวนอีก?” จ่างเยี่ย
นพึมพำ แต่แล้วก็รีบส่ายหน้า “ใช้กลอุบายแบบเดิมสองครั้ง มันง่าย
เกินไป”
พวกเขาพี่น้องไม่ใช่คนโง่ ย่อมเตรียมการรับมือกับลายมือที่
คล้ายคลึงกันเอาไว้แล้ว
อย่างเช่นในช่วงครึ่งปีนี้ สวี่โม่ก็ขยันฝึกฝนเขียนลายมือแบบอื่น
ทุกครั้งที่เขียนเสร็จเขาก็จะนำกระดาษไปเผาในเตาของป้าจาง ไม่มี
ทางจะไปอยู่ในกองขี้เถ้านอกบ้านได้เลย
ลายมือใหม่ย่อมไม่เพียงพอจะบอกลักษณะเฉพาะตัว แต่การ
เขียนคำตอบอย่างสะอาดและเป็นระเบียบนั้นไม่มีปัญหา
ไม่ว่าตระกูลฟางจะจ้างวานผู้คัดลอกข้อสอบมากเท่าไหร่ ก็ไม่
สามารถเลือกกระดาษคำตอบของสวี่โม่ออกมาจากกระดาษที่ปิดชื่อ
ได้
“หรือว่าพวกเขาต้องการจะสังหารพี่ใหญ่?” ฟางเหิงที่เคยถูกคน
ตระกูลฟางไล่ล่ากำมือแน่น “เมื่อก่อนพวกเขาต้องการฆ่าข้าปิดปาก
ยามนี้ก็ยังจะใช้วิธีนี้อีกหรือ?”
แต่พวกเขาไม่ใช่เด็กน้อยอ่อนประสบการณ์วัยสิบขวบอีกต่อไป
แล้ว
สวี่โม่มีตระกูลโต้ว ตระกูลฉี และตระกูลจ้าวอยู่เบื้องหลัง เจียงเซิง
มีตระกูลเจียงและตระกูลเหยาหนุนหลัง ฟางเหิงก็เป็นหัวหน้ากอง
กำลังที่มีทหารสามร้อยนาย หมอหญิงของเวินจืออวิ่นค่อย ๆ แทรก
ซึมเข้าไปในคนตระกูลใหญ่ ส่วนเจิ้งหรูเชียนก็รับช่วงต่อจัดหาลิ้นจี่
มาโดยเฉพาะ
พวกเขาไม่ได้ร ่ารวย แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเป็นอันขาด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีชาวเมืองที่คอยจับตามองการสอบระดับแคว้น
ครั้งนี้ และจ้องมองความเคลื่อนไหวของตระกูลฟาง
“คงไม่ถึงขั้นเอาชีวิต” สวี่โม่เอ่ยปากขึ้นในที่สุด น ้าเสียงของเขา
เย็นชาและเรียบเฉย “ก่อนที่ผลการสอบระดับแคว้นจะออกมา หาก
ตระกูลฟางกลั่นแกล้งข้าจริง ก็เท่ากับยอมรับว่ามีการทุจริตในการ
สอบขุนนาง”
คำพูดนี้มีช่องโหว่
เจียงเซิงก็ฉลาดขึ้นเช่นกัน “เช่นนั้นหลังจากการสอบจบลง พวก
เขาก็สามารถรังแกพี่ใหญ่ได้แล้วใช่หรือไม่?”
นางยิ้มกว้างจนเห็นฟัน คล้ายลูกสุนัขที่ทำอะไรถูกต้องแล้วหวัง
ให้เจ้านายลูบหัว
จ่างเยี่ยนไม่อยากทำร้ายจิตใจน้องสาว จึงได้แต่พยักหน้าอย่าง
คลุมเครือ
“เด็กโง่ มันเป็นไปไม่ได้หรอก” เจิ้งหรูเชียนตะโกนออกมาจาก
ข้างนอก “หากพี่ใหญ่สอบได้อันดับหนึ่งแล้ว พวกเขาจะรังแกทำไม
อีกเล่า”
ใช่แล้ว สองฝ่ายแข่งขันกันไปมาก็เพื่อตำแหน่งตำแหน่งหนึ่งนี้
เจียงเซิงห่อเหี่ยวลงเหมือนมะเขือยาวที่โดนน ้าค้างแข็ง
แม้ว่านางจะรู้สึกว่าตนเองฉลาดพอสมควร แต่ทุกครั้งก็ยังด้อย
กว่าพวกพี่ชายอยู่นิดหน่อย เพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น
“เอาล่ะ ๆ การสอบเหลืออีกหกวันกว่าจะจบ ตระกูลฟางถึงจะกลั่น
แกล้งข้าก็ต้องรออีกหกวัน ยังไม่ต้องรีบปรึกษาหาทางรับมือหรอก”
สวี่โม่พูดแทรกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม “แต่ว่าเจ้าสี่ ทำไมเจ้าถึงดูเหงา
หงอยเช่นนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”
เวินจืออวิ่นไม่ได้เอ่ยอะไรตั้งแต่ออกจากวัดฟ่าเหมินแล้ว แม้แต่
ตอนเห็นสวี่โม่ออกมาเขาก็ยังไม่พูดอะไร ราวกับมีเรื่องในใจมากมาย
หรือไม่ก็กำลังกดข่มบางอย่างเอาไว้
“เจ้าสี่ พี่ชายคนอื่นรังแกเจ้าหรือ” สวี่โม่ลูบศีรษะเขา “มีเรื่องไม่
สบายใจอะไรก็เล่าให้พี่ใหญ่ฟังสิ”
เวินจืออวิ่นเม้มปาก ปลายคางขาวเรียวแหลม คนทั้งคนแผ่กลิ่น
อายของความอ่อนแอน่าสงสาร
“ให้ข้าเป็นคนเล่าเองดีกว่าพี่ใหญ่”
เจียงเซิงอาสาด้วยความกระตือรือร้น “พี่สี่คงเหนื่อยแล้ว วันนี้
พวกข้าไปวัดฟ่าเหมินมา เกิดเรื่องขึ้นมากมายเหลือเกิน…”
นางเล่าเรื่องการสลับตัวเด็กของสามตระกูลอย่างตื่นเต้นเร้าใจ
ไม่แพ้ชายชราที่เล่าเรื่องในร้านน ้าชาเลย
เด็กสาวพูดจาชัดถ้อยชัดคำ คล่องแคล่วว่องไว ไม่รู้ตัวเลยว่า
กำลังเล่าเรื่องของตัวเอง จนทำให้สวี่โม่ถึงกับตะลึง
“ต่อมา คุณหนูสามคนนั้นก็เท้าพลิก พี่สี่คงจะเหนื่อยเพราะช่วย
นางแน่” เจียงเซิงเกาศีรษะ “แต่อาการเท้าพลิกไม่ใช่ว่ารักษาได้ง่าย
หรอกหรือ ทำไมพี่สี่ถึงได้เหนื่อยขนาดนั้น หรือว่าร่างกายเขาจะ
อ่อนแอเกินไปแล้ว?”
เวินจืออวิ่นไม่อาจให้คำตอบนี้ได้ เขาหลบเลี่ยงและก้มหน้าลง
สวี่โม่เห็นความผิดปกติ จึงเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนาอย่าง
แนบเนียนอีกครั้ง “เช่นนั้นพวกเจ้าคงยังไม่ได้กินอาหารกลางวันมา
กระมัง? คงหิวมากแล้วสินะ”
“ใช่แล้ว หิวจะตายอยู่แล้ว แต่พวกข้าอยากรอกินพร้อมท่าน” มี
ใครบางให้ความร่วมมือบอกออกมา พร้อมกับเสียงท้องที่ร้อง “หวังว่า
ท่านป้าจะเตรียมอาหารไว้แล้ว พอกลับถึงบ้านก็จะได้กินทันที”
ขณะที่กำลังพูดกันอยู่นั้น รถม้าก็หยุดลง
เจิ้งหรูเชียนที่อยู่บนรถม้าลุกขึ้นไปผูกเชือก ส่วนจางเซียงเหลียน
ที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็วิ่งมาเปิดประตู
“พวกเจ้ากลับมาเสียที กินข้าวแล้วหรือยัง? ในหม้อมีไก่ตุ๋นเห็ด
ร้อน ๆ อยู่นะ” นางถามเสียงดัง
“ข้าหิว! หิวจะตายอยู่แล้ว ท่านป้าตักข้าวให้ข้าสองชามใหญ่เร็ว
เข้า” เจียงเซิงตอบรับเสียงดังเช่นกัน นางกระโดดลงจากรถม้าเป็น
คนแรก
ฟางเหิงกับเจิ้งหรูเชียนตามมาติด ๆ ท้องร้องเสียงดัง
สวี่โม่ เวินจืออวิ่นช้ากว่าครึ่งก้าว ทั้งคู่สอบถามอาการบาดเจ็บที่
แท้จริงของคุณหนูสามเจียง
ส่วนจ่างเยี่ยนเดินรั้งท้าย ในหัวนึกถึงคำพูดของพี่น้องซ ้าไปมา
“หลังจากการสอบจบลง พวกเขาก็สามารถรังแกพี่ใหญ่ได้แล้ว
ใช่หรือไม่?”
“หากพี่ใหญ่สอบได้อันดับหนึ่งแล้ว พวกเขาจะรังแกทำไมอีก
เล่า”
ทุกคนเหมือนจะมั่นใจว่าการสอบได้อันดับหนึ่งคือจุดจบ
แต่ไม่ใช่
หลังจากการสอบระดับแคว้น ยังมีการสอบในวังหลวง ตำแหน่ง
จอหงวนต่างหากที่เป็นจุดสิ้นสุดของการสอบขุนนาง!