พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 374 อิสรภาพ
มื้ออาหารนี้มีเพียงสามคนเท่านั้นที่กินอย่างเอร็ดอร่อย
คือเจียงเซิง ฟางเหิง และเจิ้งหรูเชียน
พออสวี่โม่รู้ว่าเจียงเฉิงฮวนตกลงมาจากที่สูง เขาก็ขมวดคิ้ว
เล็กน้อย เมื่อไม่มีใครอยู่จึงถามเบา ๆ ว่า “การตกลงมาแบบนี้มี
โอกาสรอดชีวิตกี่ส่วน”
เวินจืออวิ่นหน้าซีด ส่ายหน้าเบา ๆ
นั่นหมายความว่าโอกาสรอดน้อยมาก
สวี่โม่นึกย้อนกลับไปตอนที่สามีภรรยานายอำเภอสวี่ถูกใส่ร้าย
หลังจากส่งบุตรชายคนเดียวออกไป พวกเขาก็โกรธแค้นและเลือกที่
จะฆ่าตัวตาย
ผลคือ สวี่โม่ก็ไม่ได้หนีพ้นจากความทรมาน ขาทั้งสองข้างหัก
โชคดีที่ได้พบกับน้องชายน้องสาวเด็กหนุ่มจึงรอดมาได้ รอจนกระทั่ง
ขาหายดีแล้ว สองสามีภรรยานายอำเภอสวี่ก็ถูกฝังอย่างลวก ๆ ไป
นานแล้ว
กระทั่งผ่านมาหลายปี เขาก็ยังคงไม่รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่ใช้วิธีใด
ฆ่าตัวตายกันแน่
พวกเขากรีดคอตัวเองหรือ? แต่พวกเขาไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่
ด้วยซ ้า แค่จะฆ่าไก่ก็ยังกลัว ท่านแม่เขายิ่งเป็นลมเวลาเห็นเลือด
พวกเขาดื่มยาพิษ? แต่ในบ้านไม่มียาพิษ ด้วยชื่อเสียงของพวก
ท่านในตอนนั้น แค่ไปซื้อสารหนูก็คงโดนผักเน่าไข่เหม็นขว้างปาใส่
ไม่มีใครยอมขายให้พวกเขาแน่นอน
ดังนั้นสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการตกจากที่สูง นั่นก็คือ…
ภายนอกดูไร้บาดแผล แต่ภายในกลับแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ และมี
เลือดคั่งมากมาย
ในตอนนั้นพวกเขาไม่มีแม้แต่เจ้าสี่ที่จะช่วยบรรเทาความ
เจ็บปวดได้
สวี่โม่หลุบตาลง อาหารในปากรสชาติเหมือนขี้ผึ้ง ความเสียใจ
ต่อการตายของบิดามารดายังคงฝังอยู่ในใจ
คดีได้รับการลบล้างมลทินแล้ว ฆาตกรก็ได้รับการลงโทษแล้ว สิ่ง
ที่เหลืออยู่ตอนนี้คือการสอบผ่านเพื่อเป็นจิ้นซื่อและเป็นจอหงวน เพื่อ
ปลอบประโลมดวงวิญญาณของบิดามารดาบนสวรรค์
หลังทานอาหารเสร็จ เจียงเซิงเลือกที่จะนอนหลับอย่างสบาย ๆ
สวี่โม่วางตะเกียบและชามลง “ข้าจะไปอ่านหนังสือแล้ว”
“พี่ใหญ่ขยันจริง ๆ แค่เวลาน้อยนิดก็ยังจะไปอ่านหนังสือ ถ้าเป็น
ข้า คงนอนพักผ่อนไปแล้ว” เจิ้งหรูเชียนส่ายหัว
“นั่นแหละคือเหตุผลที่ท่านทำการค้า ส่วนพี่ใหญ่ไปสอบขุนนาง”
ฟางเหิงชอบพูดความจริงที่สุด
สองพี่น้องจ้องตากัน ราวกับมีประกายไฟแลบออกมา
คนหนึ่งอาศัยความเป็นพี่ชาย พับแขนเสื้อขึ้นคิดจะสั่งสอน
น้องชาย
อีกคนอาศัยความคล่องแคล่วว่องไว หลบหลีกไปทั่วลานบ้าน
อย่างไรอีกฝ่ายก็แตะต้องเขาไม่ได้อยู่แล้ว
แม้เวินจืออวิ่นจะหมดแรงและควรพักผ่อน แต่เขาก็ลังเลครู่หนึ่ง
ก่อนจะหยิบกล่องยาเล็ก ๆ แล้วให้วังเสี่ยวซงขับรถม้าพาออกไปข้าง
นอก
“เจ้าสี่จะไปไหน?” เจิ้งหรูเชียนถามขณะกำลังไล่จับกันอยู่
“บางที…อาจไปตระกูลเจียงกระมัง” จ่างเยี่ยนตอบด้วยน ้าเสียง
เรียบเฉย
สำหรับหมอคนหนึ่ง การที่ไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ย่อมเป็น
สิ่งที่ไม่อาจลืมเลือน
“ไม่คิดว่าคุณหนูสามเจียงคนนั้นจะอ่อนแอขนาดนี้ ถึงกับยอม
สละชีวิตเยาว์วัย” ฟางเหิงส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ทั้งที่ขอแค่มี
ชีวิตอยู่ ก็ยังมีโอกาสมากมายแม้ ๆ”
“เจ้าคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเจียงเซิงหรืออย่างไร ที่ต้องดิ้นรน
มาหลายปี ผ่านความทุกข์ยากมามากมาย ถูกรังแกมาไม่น้อย แต่ยัง
มีชีวิตรอดมาได้” เจิ้งหรูเชียนหัวเราะแกมด่า “สิ่งสำคัญคือยังมีชีวิต
อยู่อย่างไร้กังวล กินอิ่มนอนหลับต่างหาก”
ถูกต้องแล้ว แต่ช่างยากเย็นนัก
ไม่กลัวที่จะเกิดในฝุ่นผง ไม่กลัวที่จะถูกเหยียบย ่าในโคลนตม ไม่
กลัวอุปสรรคขวากหนาม ไม่กลัวความยากลำบากซ ้าแล้วซ ้าเล่า
เหตุผลหลักที่เจียงเซิงสามารถมีชีวิตรอดมาได้ เพราะนางรู้จัก
พอใจในสิ่งที่มี เพราะสถานะที่ต ่าต้อยของนาง เพราะชีวิตนางไม่มี
อะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว
การอดทนต่อความยากลำบาก เหนื่อยล้า ถูกทุบตีและความหิว
โหย ล้วนเป็นสิ่งที่สะสมมาตลอดเวลาและตลอดหลายปี
การมองโลกในแง่ดีและพอใจในสิ่งที่มี จึงเป็นรากฐานในการ
ดำรงชีวิตของนาง
ส่วนเจียงเฉิงฮวนนั้นมีสิ่งต่าง ๆ มากมายเกินไป และกลัวการ
สูญเสียมากเกินไป เมื่อภูเขาถล่มลงมาในชั่วพริบตา การจะรับมือ
ไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ
แต่คนเราทุกคนต่างก็เป็นเหมือนเจียงเฉิงฮวน มีเพียงเจียงเซิง
เท่านั้นที่แตกต่างออกไป แม้แต่ฟางเหิงที่มีนิสัยเช่นนั้น ยังเกือบจะทำ
ร้ายตัวเองในห้องมืด ดิ้นรนอยู่ครึ่งปีกว่าจะคิดได้
เจิ้งหรูเชียนไม่อยากเผชิญหน้ากับมารดาผู้ให้กำเนิด สวี่โม่
เจ็บปวดกับการจากไปของบิดามารดา เวินจืออวิ่นปิดปากไม่พูดถึง
ท่านหมอสองสามีภรรยา แม้แต่เขา…ก็ไม่อยากสัมผัสสถานที่ไร้หัวใจ
นั้นอีก
แต่บางสิ่งบางอย่างหากหลีกหนีแล้วจะไม่ต้องไปเผชิญหน้าอีก
ครั้งได้จริงหรือ
จ่างเยี่ยนยกมือขึ้น สายลมพัดผ่านนิ้วทั้งห้า ลูบไล้ใบหน้าของ
เขาเบา ๆ ปัดผ่านปลายเส้นผม ลอดผ่านใบหูของเขา และวนเวียนอยู่
รอบตัวเขา
“พี่ห้า ท่านชอบอะไรมากที่สุดหรือ” ในความเลือนรางนั้น เขาได้
ยินเสียงเจียงเซิงถามอย่างร่าเริง
“อิสระ ข้าชอบอิสระมากที่สุด” เขายิ้มตอบ
เพราะเคยถูกกักขัง จึงจะรักอิสรภาพตลอดไป รักการเดินทางไป
ทั่วทุกหนแห่ง รักสถานที่แปลกใหม่ รักทุกสิ่งที่อบอุ่น
แต่เขา…จะมีอิสระจริง ๆ หรือ?
ค ่าคืนนั้นเรือนเล็กสงบเงียบ
ฟางเหิงวางดาบยาวคมกริบไว้ข้างกาย ผู้ติดตามทั้งแปดเจียงก็
เฝ้าระวังอย่างเต็มที่ พร้อมจะลุกขึ้นทันทีที่มีเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม กระทั่งฟ้าสว่าง เมื่อพวกเขาพาสวี่โม่กลับมาส่งที่
หน้าประตูสำนักสอบอีกครั้ง ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
“เหมือนว่าตระกูลฟางจะตั้งใจวางแผนร้ายแน่นอนแล้ว” ฟางเหิง
กำหมัดแน่น “พวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่? จะใช้อุบายชั่วอะไร!”
ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครตอบได้
สวี่โม่จัดเตรียมตะกร้าไม้ไผ่ให้เรียบร้อย พร้อมจะเข้าสำนักสอบ
ได้ทุกเมื่อ
มีบัณฑิตที่คุ้นเคยเดินผ่านมาพยักหน้าทักทาย รวมถึงฉีหวาย
และอันจวิ่นที่โบกมือเบา ๆ แต่ไม่มีใครเรียกชื่อเขา
พวกเจ้าหน้าที่คนเดิมทั้งสองมาปรากฏตัวอีกครั้ง พร้อมกับ
สหายร่วมงานอีกสองคน คงเป็นเพราะท่านแม่ทัพเจียงไม่คิดวางใจ
จึงเพิ่มกำลังคนมาคุ้มกัน
“พี่ใหญ่ ประตูสำนักสอบเปิดแล้ว” เจิ้งหรูเชียนเรียก “รีบไปสอบ
เถอะ พวกข้าจะรออยู่ข้างนอก”
สวี่โม่พยักหน้าเบา ๆ สายตาเหลือบไปเห็นฟางหยวนเข้าสำนัก
สอบเช่นกัน
เขาไม่รอช้า เดินนำเจ้าหน้าที่ทั้งสี่คนไป
“หวังว่าพี่ใหญ่จะสอบได้อย่างราบรื่น” เจียงเซิงพนมมือ รู้สึก
เสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้ไปไหว้ที่วัดฟ่าเหมิน
“กลับไปรอที่บ้านกันเถอะ” ฟางเหิงตบ ๆ ศีรษะนาง
เหล่าพี่น้องหันหลัง เวินจืออวิ่นก็ก้าวตามไป นั่งลงบนรถม้าที่จะ
กลับเรือนเล็ก
“พี่สี่ วันนี้ท่านไม่ไปตระกูลเจียงหรือ?” เจียงเซิงถามอย่างแปลก
ใจ “คุณหนูสามเจียงหายดีแล้วหรือ?”
เวินจืออวิ่นยิ้มขื่น “หายแล้ว ต่อไปไม่ต้องไปตระกูลเจียงอีกแล้ว”
เจียงเซิงไม่ได้คิดอะไรมาก ดึงเจิ้งหรูเชียนมาปรึกษาเรื่องการเปิด
ร้านใหม่
ช่วงนี้กิจการขนมหวานกำลังเฟื่องฟูมาก แต่ร้านเดียวไม่เพียง
พอที่จะตอบสนองความต้องการของเด็กที่รักเงินสองคนนี้ได้ พวก
เขาต้องการทำเหมือนเรือนโยวหราน เปิดร้านจิ่วเจินไปทั่วต้าอวี๋
“ถึงจะยากลำบากสักหน่อย แต่คนเราต้องมีความหวังบ้าง” เจียง
เซิงยิ้มกว้าง
“มีเหตุผล!” เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าตาม
ทั้งสองคนกระซิบกระซาบกัน แม้จะเสียงดังบ้าง แต่ก็เป็น
ธรรมชาติและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ฟางเหิงยิ้มอยู่ข้าง ๆ เพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันแสนหายากนี้
มีเพียงเวินจืออวิ่นเท่านั้นที่สังเกตเห็นความผิดปกติของจ่างเยี่ยน
เขาจึงเข้าไปถามเสียงเบา “เจ้าห้า มีเรื่องในใจหรือ?”
เด็กชายตัวน้อยได้สติกลับมา ส่ายหน้าแล้วตอบ “พี่สี่วางใจเถอะ
ข้าไม่เป็นอะไร เพียงแต่…เพียงแต่กำลังคิดถึงเรื่องพี่ใหญ่กับตระกูล
ฟาง”
หากตระกูลฟางเปลี่ยนเป้าหมายจากการสอบได้อันดับหนึ่งของ
การสอบระดับแคว้น มาเป็นตำแหน่งจอหงวนจริง ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำ
คือให้ฟางหยวนได้รับตำแหน่งก่งเซิ่งก่อน การสอบระดับแคว้นยังไม่
จบ กว่าจะประกาศผลสอบก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ไม่อาจตัดสิน
อะไรได้
พี่น้องทั้งหลายจึงได้แต่กลับไปที่เรือนเล็กและเฝ้ารอเท่านั้น