พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 375 เจียงเซิงอยากพลิกบทบาท
หกวันที่ผ่านมา ตระกูลเลี่ยวพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จาก
ตระกูลที่ทุกคนชื่นชมกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ทุกคนต้องการจะทุบ
ตี การกระทำที่ไร้คุณธรรมทั้งหมดที่พวกเขาเคยทำในอดีตถูก
เปิดเผยออกมา โดยเฉพาะการหลบเลี่ยงภาษีซึ่งร้ายแรงที่สุด
มีรายงานว่า ศาลาว่าการเมืองหลวงใช้ที่ปรึกษาอย่างน้อย
สามสิบคน เพื่อตรวจสอบจำนวนเงินที่ตระกูลเลี่ยวหลบเลี่ยงภาษี
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาเร่งคำนวณอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่า
ตระกูลเลี่ยวไม่เพียงต้องชดใช้จนหมดตัว แต่ยังต้องได้รับโทษจำคุก
อีกด้วย
การชดเชยความเสียหายในกิจการอื่น ๆ ก็มีไม่น้อย รวมถึงคนที่
ต้องการจะแก้แค้น จึงทำให้ท่านแม่ทัพเจียงยุ่งมากจนไม่มีเวลามาอยู่
กับบุตรสาว
โชคดีที่เจียงเซิงไม่ได้ถือสา นางกับเจิ้งหรูเชียนซื้อร้านแห่งใหม่
ทางตะวันตกของเมือง แต่ยังไม่ทันได้จัดการให้เรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่
ประตูสำนักสอบเปิดอีกครั้ง พี่น้องทุกคนจึงพร้อมใจกันวางมือจาก
งานที่ทำแล้วมารวมตัวกัน
แต่คราวนี้ มีผู้ติดตามเพิ่มมาอีกแปดคน
เนื่องจากมีคนมากเกินไป จึงแบ่งคนนั่งรถม้ามาสองคัน เจียงอู่
เป็นคนขับให้รถม้าของพี่น้องของเขา ส่วนเจียงอีขับรถม้าให้พวก
คุณชาย
แต่ขณะที่พวกเจียงเซิงนั่งรอด้วยความสงบ คนอีกเจ็ดคนในอีก
รถม้าอีกคันกลับส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครมและครื้นเครงมาก
สุดท้ายเจียงอู่จึงต้องตวาดออกมา “พวกเจ้าเสียงดังอะไรกัน! ที่นี่
หน้าประตูสำนักสอบนะ”
ทั้งเจ็ดคนปิดปากลง แม้แต่เสียงลมหายใจก็พลอยเบาลงด้วย
“พี่สาวเจียงอู่ ท่านเก่งมากเลย” เจียงเซิงตกตะลึง “เมื่อไหร่ข้าจะ
ทำได้เหมือนท่านบ้าง”
เหมือนอะไรกัน?
คือการฆ่าฟันผู้คน หรือว่าเพียงคำพูดเดียวก็สามารถสั่งการ
พวกพี่น้องได้?
เหล่าพี่ชายในรถม้าต่างหันหน้ามามองเด็กสาวตัวอ้วนที่ชอบกิน
และชอบนอน ไม่คิดว่านางจะมีความทะเยอทะยานเช่นนี้
“คุณหนูกำลังคิดอะไรอยู่กัน” เจียงอู่ยิ้มจนใจ แม้ว่าปกตินางจะ
เคร่งขรึม แต่มุมปากนางก็ยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
“ประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน นิสัยย่อมแตกต่างกันเป็น
ธรรมดา”
ในโลกนี้มีทั้งคนที่เคร่งขรึมเย็นชา คนที่น่ารักอ่อนหวาน คนที่
เจ้าเล่ห์ไร้ความปรานี คนที่จริงใจซื่อตรง
โลกหลากหลายสีสันเช่นนี้ เป็นเพราะเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างกัน
นิสัยต่างกัน ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ต่างกัน
ความเย็นชาของเจียงอู่มีที่มาจากนิสัยที่ต้องการเข้มแข็ง นาง
บังคับตัวเองให้ยืนหยัก บังคับตัวเองให้แข็งแกร่งกว่าบุรุษ ดังนั้นจึง
สามารถควบคุมพี่ชายน้องชายได้
ความว่าง่ายและน่ารักของเจียงเซิงก็จากนิสัยที่รู้จักพอ ทัศนคติ
ที่ไหลไปตามกระแส และการมองโลกในแง่ดีที่ขอแค่ได้กินอิ่มก็พอใจ
แล้ว อีกทั้งส่วนใหญ่นางยินดีจะฟังคำพูดของพี่ชายมากกว่า
“คุณหนู ตอนนี้ท่านก็ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนข้า”
เจียงอู่หันหลังกลับ พึมพำแทบไม่ได้ยิน “…ถ้าเป็นไปได้ ไม่มีใคร
อยากโตเป็นผู้ใหญ่ที่เย็นชาหรอก”
เด็กที่ได้รับความรักเท่านั้นถึงจะเป็นสมบัติล ้าค่า
เจียงเซิงพยักหน้าครุ่นคิด หันกลับมาเผชิญหน้ากับสีหน้า
ประหลาดของพี่ชายทั้งสี่คน
“ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าน้องสาวคนเล็กของพวกเราจะเริ่มมีความคิด
เป็นของตัวเองแล้ว” เจิ้งหรูเชียนพูดประชดประชัน
“เด็กน้อยโตแล้ว เริ่มอยากดุพี่ชายแล้วสินะ” ฟางเหิงยกมือเท้า
คาง ท่าทางเศร้าเล็กน้อย
“เจียงเซิง พี่สี่ทำไม่ดีกับเจ้าหรือ?” เวินจืออวิ่นขมวดคิ้ว
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ไม่ได้เติมเชื้อไฟ
สีหน้าเจียงเซิงบูดบึ้งเล็กน้อย แต่ก็รีบประจบ “ดีสิ ดีมากเลย
พี่ชายทุกคนดีที่สุด ตอนกลางคืนข้าจะแบ่งขาหมูของท่านป้าให้พวก
ท่าน พี่ใหญ่ก็จะได้สองชิ้นด้วย หลายวันมานี้เขาต้องคงหิวมากแน่
ๆ”
นางใจกว้างจริง ๆ น่าเสียดายที่ช่วงนี้สวี่โม่กินแต่อาหารแห้ง ถ้า
จู่ ๆ กินอาหารมันเลี่ยนลงไป เกรงว่าลำไส้ของเขาจะต้องปั่นป่วนแน่
พวกพี่ชายต่างกลั้นหัวเราะ เมื่อได้ยินเสียงประตูใหญ่ของสำนัก
สอบเปิดออก ก็กระโดดลงจากรถม้ามาต้อนรับพี่ชายคนโต
การสอบระดับแคว้นใช้เวลาเก้าวัน แม้ระหว่างนั้นจะได้กลับบ้าน
สองวัน แต่ก็ยังคงเป็นความทรมานไม่น้อย
บัณฑิตส่วนมากดูอิดโรย เสื้อผ้ายับย่น ใบหน้ามันวาวพร้อมกับ
รอยคล ้าใต้ตาสีดำ หากไม่รู้คงคิดว่าถูกผีสาวรังแกยามดึก
มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงรักษาความสะอาดและดูสุภาพ
เรียบร้อย
สวี่โม่นับเป็นตัวแทนคนกลุ่มนั้น ชายเสื้อของเขายับเพียง
เล็กน้อย แต่โดยรวมก็เรียบมาก เขาไม่ค่อยกระปรี้กระเปร่าแต่ก็ดู
สุขุม แม้กระทั่งไม่ลืมจะกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทั้งสี่คน ก่อนค่อย ๆ
เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพี่น้อง
“พี่ใหญ่” จ่างเยี่ยนแทบไม่เคยพูดแทรกเช่นนี้ “เป็นอย่างไรบ้าง”
สวี่โม่มีสีหน้าเคร่งเครียด เขาส่ายหน้าเบา ๆ
หมายความว่าตระกูลฟางไม่ได้ลงมืออีกแล้ว การสอบระดับ
แคว้นดำเนินไปอย่างราบรื่นและสงบเงียบ สงบเงียบจนน่ากลัว ราวกับ
ฝนกำลังจะตกหรือพายุฟ้าคะนองกำลังก่อตัว
หัวใจของจ่างเยี่ยนจมดิ่งลงก้นเหว เขาไม่ชอบความรู้สึกไม่
สบายใจที่คาดเดาได้ยากเช่นนี้
“อย่าคิดมากเลย ความยากลำบากที่พวกเราเคยเผชิญมาก่อน
หน้านี้ ก็ล้วนรู้ได้เมื่อถึงตอนจบ” สวี่โม่ปลอบน้องชายคนเล็ก “การ
เตรียมแผนอย่างรอบคอบเป็นเรื่องดี แต่ใครจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้
ละเอียด เจ้าอย่าทำให้ตัวเองเหนื่อยเกินไปเลย”
“ใช่แล้วเจ้าห้า” เจิ้งหรูเชียนตบบ่าเขาเบา ๆ “พี่รองเจ้าออกไปทำ
การค้า มีกำไรก็ต้องมีขาดทุน เป็นเรื่องปกติ”
“ข้าก็เช่นกัน ในสนามรบ มีแพ้มีชนะ” ฟางเหิงเอ่ยขึ้นบ้าง “ไม่มี
ใครรู้ว่าศึกครั้งหน้าจะมีผลลัพธ์เช่นไร”
คราวนี้ เวินจืออวิ่นไม่ได้ตอบโต้
เขาเป็นหมอ หากลงเข็มแล้วยังไม่สามารถคาดเดาความเป็น
ตายได้ ป้ายชื่อของสำนักแพทย์เวินคงถูกคนไข้ทุบทำลายไป
หมดแล้ว
เหลือเพียงเจียงเซิงที่ครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะเอ่ยว่า “ก็
เหมือนกับพวกเราที่ออกจากบ้าน ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะไม่เหยียบ
มูลสุนัข…”
แน่นอนว่าการเปรียบเปรยของนางไม่น่าฟังเท่าไหร่
พี่ชายทั้งสี่ต่างพาปิดปากนาง
มีเพียงจ่างเยี่ยนเท่านั้นที่หลังจากฟังจบแล้ว ก็ยิ้มออกมา
“อือ ๆ” เจียงเซิงพยายามดิ้นรน “พวกท่านดูสิ… มีเพียงคำพูดข้า
เท่านั้นที่ได้ผล… มีเพียงข้าเท่านั้นที่ทำให้พี่ห้าหัวเราะได้…”
น่าเสียดายที่ปากนางถูกปิดแน่นเกินไป ไม่มีใครได้ยินชัดเจน
ท่ามกลางผู้คนมากมาย ร้อยพันชีวิตปรากฏ
ขณะที่พวกเขาพี่น้องมีความสุขกัน บัณฑิตนับไม่ถ้วนก็กำลัง
พูดคุยหัวเราะกับครอบครัว แบ่งปันประสบการณ์ที่ทั้งหวานและขม
ขื่นตลอดช่วงสอบ บอกเล่าถึงอาการปวดเมื่อย ถามไถ่ทุกข์สุขซึ่งกัน
และกัน
เหมือนอย่างฉีหวายที่กำลังสนทนากับเด็กสาวชุดดำคนหนึ่ง
เป็นครั้งคราวที่เหลือบมองไปทางสวี่โม่ สีหน้าของทั้งสองดูแปลก ๆ
อยู่บ้าง
เหมือนอย่างอันจวิ่นที่กำลังให้คำมั่นกับบิดามารดาที่เดิน
ทางไกลมาหาเขา ทุบอกรับรองอย่างมุ่งมั่นว่าจะคว้าตำแหน่งก่งเซิ่ง
มาให้ได้
ยังมีคนที่มาเพียงลำพัง เช่น บัณฑิตที่เดินทางมาสอบคนเดียว
หรือบัณฑิตที่มีนิสัยเก็บตัว และอีกหนึ่งตัวอย่างคือ…ฟางหยวน
เด็กหนุ่มในชุดขาวพลิ้วไหว ไม่มีสหายมาด้วย ไม่มีญาติมารับ มี
เพียงบ่าวไม่กี่คนคอยรับใช้อยู่ข้างกาย ดูโดดเดี่ยวและหม่นหมอง
อย่างบอกไม่ถูก
สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังตั้งใจมองหาใคร
บางคน
พอเห็นสวี่โม่ที่ยืนตรงดั่งลำไผ่ เขาก็ยิ้มอย่างมีนัย แล้วกวาด
สายตาต่อไปจนเห็นเจิ้งหรูเชียน ก่อนจะหรี่ตาลงเบา ๆ
พวกเขาไม่อาจปล่อยให้ฟางหยวนมองต่อไปได้ หากเขาเห็น
ฟางเหิงเข้าจะทำอย่างไร
สวี่โม่กับเจิ้งหรูเชียนแทบจะรู้ใจกัน ยืนขวางหน้าเจ้าสามพร้อม
ส่งสัญญาณให้เจียงอู่พาทุกคนออกไป
จ่างเยี่ยนกำลังจะหันหลังกลับ แต่พอหันไปเห็นแม่ทัพเจียงที่
กำลังเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา เขาก็ตะโกนออกมากะทันหัน “พี่สาม ท่าน
อย่าหลบอีกเลย”
ทุกคนต่างตะลึงงัน
ฟางเหิงที่หลบหนีตระกูลฟางมาห้าปี ตอนแรกเขาหลบไปอยู่ที่
อำเภอเซี่ยหยาง ต่อมาก็หนีไปชายแดนทางเหนือ แม้ว่าตอนนี้จะ
มั่นใจในฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับตระกูลฟาง
การไม่หลบเท่ากับเปิดเผยตัวต่อหน้าตระกูลฟาง เท่ากับตกเป็น
เป้าของตระกูลฟาง
“หากไม่มีพี่สาม ความขัดแย้งระหว่างพวกเรากับตระกูลฟางก็คง
ยากจะประนีประนอม” จ่างเยี่ยนหรี่ตาลง “แต่พวกเราอาจลองใช้พี่
สาม สืบหาไม้ตายสุดท้ายของตระกูลฟาง”
ส่วนเรื่องที่ฟางเหิงอาจจะตกอยู่ในอันตราย อาจจะถูกคิดร้าย
เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไป เพราะร่มคุ้มภัยมาถึงแล้ว