พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 376 ฟางเหิงกับฟางหยวน
หลังเจียงจี้จู่จัดการเรื่องของตระกูลเลี่ยวเสร็จ ก็รีบร้อนมาที่เรือน
เล็ก เพื่อนำอาหารมาให้ลูกสาว
แต่ปรากฏว่าไม่พบใคร
จางเซียงเหลียนที่กำลังตุ๋นขาหมูอยู่บอกว่า พวกเด็ก ๆ อยู่ที่
สำนักสอบ เขาจึงรีบตามไปทันที
ใครจะรู้ว่าพอไปถึง การสอบระดับแคว้นจะสิ้นสุดลง เหล่าบัณฑิต
ต่างเดินออกมา สำหรับคนตัวสูงใหญ่เช่นเขา การฝ่ากลุ่มคนที่เดิน
สวนทางไปมาค่อนข้างลำบากอยู่บ้าง
จนในที่สุดเขาก็สามารถเบียดเข้าไปอยู่ตรงหน้าเจียงเซิงได้
เหงื่อบางเบาผุดขึ้นบนหน้าผากของเจียงจี้จู่ แต่เขาก็ยังไม่ลืมแย้มยิ้ม
และเรียก “ลูกรัก พ่อมาแล้ว”
ตามปกติแล้ว ลูกสาวตัวอ้วนคงจะวิ่งเข้ามากอดอย่างร่าเริงและ
ดึงชายเสื้อของเขา
แต่วันนี้มีบางอย่างแปลกไป เด็กหญิงตัวน้อยแสดงสีหน้าเขิน
อาย ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะเข้ามาใกล้ แล้วถามเสียงแผ่วเบาจนแทบ
ไม่ได้ยินว่า “ท่านพ่อ ท่านรู้จักพี่สามของข้าหรือไม่เจ้าคะ”
พี่สาม คงจะเป็นเด็กหนุ่มจากตระกูลฟางคนนั้นกระมัง
บุตรชายของสหายเก่า แม้ตระกูลของอีกฝ่ายจะประสบเคราะห์
กรรมครั้งใหญ่ แต่ก็ยังไม่ลืมความตั้งใจเริ่มแรกที่จะปกป้องชายแดน
สองปีมานี้เด็กหนุ่มก็ได้รับชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ่อยครั้ง
หากเขาไม่ยุ่งจนเกินไป เจียงจี้จู่ก็อยากจะนั่งลงพูดคุยกับเด็ก
หนุ่มคนนั้นจริง ๆ
“ข้ารู้จักแน่นอน” เขาเหมือนจะเข้าใจบางอย่างแล้ว “เจ้าวางใจ
เถอะ ตราบใดที่ยังประจำการอยู่ชายแดน พวกเขาล้วนเป็นลูกน้อง
ของข้า ข้าจะไม่ยอมให้คนนอกมารังแกพวกเขาเด็ดขาด”
ถ้าคนที่ปกป้องชายแดนยังถูกคนที่อยู่เฉยๆ ทารุณรังแก แล้ว
สงครามจะมีความหมายอะไร? การเป็นทหารจะมีความหมายอะไร?
การปกป้องบ้านเมืองจะมีความหมายอะไร?
ทหารสมควรได้รับความเคารพและการปฏิบัติที่พิเศษเสมอ
“ท่านพ่อช่างดีจริง ๆ” เจียงเซิงไม่คิดว่าบิดาจะเข้าใจลึกซึ้งเช่นนี้
นางจึงวิ่งเข้าไปกอดด้วยความดีใจ “ท่านพ่อเป็นพ่อที่ดี เป็นแม่ทัพที่
ดีด้วย”
เจียงจี้จู่ยิ้มขื่น
เขาอาจจะนับได้ว่าเป็นแม่ทัพที่ดีได้ แต่ไม่ใช่บิดาที่ดีแน่นอน
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ก่อนหน้านี้
โชคดีที่ยังมีอนาคตรออยู่
“เด็กดี มานี่มา ข้าเตรียมขนมหวานจากฝั่งตะวันออกของเมือง
มาให้เจ้า ทั้งยังมีถังหูลู่ที่อร่อยที่สุดในทั้งเมืองหลวงด้วย” เขานำมัน
ออกมาจากอกเสื้อ
หนึ่งชิ้น สองชิ้น และอีกชิ้น
เจียงเซิงมองอย่างตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกายแวววาว
สวี่โม่กับเจิ้งหรูเชียนสบตากันอย่างรู้ใจ แล้วขยับตัวหลบไป
ดังนั้น ฟางหยวนที่อยู่ในท่ามกลางผู้คนจึงได้เห็นฟางเหิง
ลูกพี่ลูกน้องที่เคยฝึกวรยุทธ์ด้วยกันต่อหน้าท่านปู่ ยามนี้ได้
เผชิญหน้ากันจริง ๆ หลังจากผ่านการพลิกผันและเปลี่ยนแปลงอย่าง
ฉับพลันของตระกูล
คนหนึ่งสวมชุดขาวพลิ้วไหวสง่างาม แม้จะมีสถานะสูงส่ง แต่
กลับมีเพียงบ่าวรับใช้ล้อมรอบ
อีกคนหนึ่งสวมชุดสีดำเรียบง่าย แม้จะดูบอบบางไร้อำนาจ แต่
กลับอยู่ท่ามกลางฝูงชน
โดยเฉพาะเจียงเซิงที่เริ่มแจกขนมอย่างใจกว้าง พี่ใหญ่ได้รับ
ขนมน ้าตาลกรอบ อีกคนได้ถังหูลู่หนึ่งไม้ ส่วนขนมที่ยัดใส่มือฟาง
เหิงคือถังหูลู่ทั้งหมด
พุทราที่เอาเมล็ดออกและเคลือบด้วยน ้าตาลกรวด ความจริงแล้ว
ไม่ได้อร่อยมากนัก แต่เมื่อเพิ่มความปรารถนาดีของน้องสาวเข้าไป
ก็ทำให้มันดูน่าประทับใจเป็นพิเศษ
ฟางหยวนมองเงียบ ๆ ไม่มีท่าทีประหลาดใจเมื่อเห็นคนคุ้นเคย
แต่กลับเผยให้เห็นความรู้สึกซับซ้อนบางอย่าง
ฟางเหิงเห็นเช่นนั้นจึงยกถังหูลู่ขึ้นมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
“พี่สาม อร่อยไหม?” เจียงเซิงถือถุงที่เต็มไปด้วยขนม “ถ้าอร่อย
ข้าจะแบ่งให้ท่านอีก”
“อร่อย” ฟางเหิงยิ้ม
พอหันกลับไปมองอีกครั้ง ฟางหยวนก็หายไปแล้ว เหลือเพียง
ความว่างเปล่าไว้เบื้องหลัง
เขาไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วนั่งรถม้า
กลับไปยังเรือนเล็กพร้อมพี่ชาย น้องชายและน้องสาว
ป้าจางทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอแค่พวกเด็ก ๆ กลับมา
นางก็จะยกอาหารร้อน ๆ ขึ้นโต๊ะ
พวกเขากินดื่มอย่างสนุกสนาน พูดคุยกันออกรสออกชาติ เล่า
ถึงความสัมพันธ์ฉันพี่น้องและสงครามตามชายแดน
เจียงจี้จู่ดูคล้ายจะเมานิดหน่อย เขาตบไหล่ฟางเหิงแล้วพูดว่า
“เจ้าอายุน้อยกว่าลูกชายข้า แต่กลับเก่งกว่าเขาเสียอีก ไม่มีใคร
สนับสนุนแต่ก็ยังเป็นถึงหัวหน้าหน่วย ถ้ามีคนช่วยเหลือจริง ๆ เจ้าคง
ไม่ธรรมดาแน่”
“ข้ากับเหล่าฟางนับว่าเป็นสหายเก่าแก่ ลูกของเขาข้าย่อมไม่นิ่ง
ดูดายอยู่แล้ว…แต่บิดาเจ้าก็มีลูกน้องเก่าไม่น้อย ทำไมเจ้าไม่ติดต่อ
พวกเขาหรือขอความช่วยเหลือเล่า?”
ทำไม?
แรกเริ่มเดิมทีก็เพื่อหลีกเลี่ยงตระกูลฟาง เพื่อไม่ให้ตระกูลฟาง
พบเจอร่องรอยของเขา ต่อมาเขาอยากจะปกป้องชายแดนอย่าง
จริงจัง ในเมื่อผู้อื่นสามารถเริ่มต้นจากการเป็นเพียงทหารธรรมดาได้
ฟางเหิงก็ย่อมทำได้เช่นกัน
หากอาศัยบารมีของบิดาเข้าช่วย เขาคงจะรู้สึกเหมือนฉวย
โอกาส
ฟางเหิงมีนิสัยตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวแม้แต่คนตระกูลเจียง
หรือเจียงเฉิงเยวี่ยน จึงบอกสิ่งที่อยู่ในใจออกมาตามตรง
เจียงเซิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินแล้วถึงกับต้องส่ายหน้าอดเป็นห่วง
ความตรงไปตรงมาของพี่ชายไม่ได้
ทว่าเจียงจี้จู่กลับหัวเราะลั่น ยิ่งรู้สึกชื่นชมนายทหารน้อยผู้นี้ “เจ้า
พูดถูกต้อง หากต้องการเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องเริ่มจากการเป็น
ทหาร ต้องกังวลในสิ่งที่ใต้หล้ากังวล เป็นทุกข์ในสิ่งที่ประชาชนเป็น
ทุกข์ มีเพียงแม่ทัพที่ก้าวขึ้นมาจากระดับล่างอย่างแท้จริงเท่านั้น ถึง
จะสามารถนำพาราชวงศ์ต้าอวี๋ไปสู่ชัยชนะ และขับไล่ชนเผ่าต๋าลู่ได้”
“ไม่ว่าจะเป็นเหล่าฟางหรือข้า หรือแม้แต่รองแม่ทัพที่นำทัพ
หลายคน ล้วนเริ่มต้นจากการเป็นทหารธรรมดา ไม่มีใครเข้ามาใน
ค่ายแล้วได้เป็นหัวหน้าหน่วยหรือแม่ทัพทันทีหรอก”
ฟางเหิงพยักหน้าเห็นด้วย ในใจรู้สึกเคารพยำเกรงและชื่นชม
“แต่ว่า…” เจียงจี้จู่เปลี่ยนน ้าเสียง “หากอาศัยเพียงกำลังของเจ้า
การจะได้เป็นแม่ทัพคงต้องใช้เวลาสิบกว่าปี ถ้าเจ้ามีความสามารถ มี
ฝีมือ แม้จะอาศัยเส้นสายเลื่อนขั้นเร็วขึ้นบ้าง ก็เพียงแค่ได้ปกป้อง
ประชาชนเร็วขึ้น ได้พิทักษ์ชายแดนเร็วขึ้นไม่ใช่หรือ?”
ฟางเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
เขาคุ้นเคยกับการต่อสู้เป็นกลุ่มมาแล้ว หากสู้ต่อไปก็คงเป็น
เพียงการทำให้เหนื่อยล้าซ ้าแล้วซ ้าเล่า แต่การจะได้เป็นหัวหน้ากอง
พันที่สามนั้นก็ใช่ว่าจะง่ายดาย ส่วนตำแหน่งแม่ทัพยิ่งไกลเกินเอื้อม
ได้แต่มองเห็นทว่าเอื้อมไม่ถึง
“ความคิดของทหารนั้นตรงไปตรงมา และเกลียดชังการใช้กล
อุบายมากที่สุด แต่เสี่ยวฟางเอ๋ย สุดท้ายแล้วพวกเราต่างก็ทำไปเพื่อ
ทุ่มเทกำลังปกป้องบ้านเมือง หากสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ทุกข์
ยากได้เร็วขึ้น ขับไล่ชนเผ่าต๋าลู่ที่โหดร้ายน่าชังได้เร็วขึ้น แม้จะใช้
ทางลัดบ้างก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้” เจียงจี้จู่พูดอย่างมีนัย
หลังจากดื่มกินไปสามรอบ ท่านแม่ทัพก็ลุกขึ้น ลูบหัวลูกสาว
กำชับนางพักผ่อนให้ดี
ฟางเหิงนั่งนิ่งอยู่กับที่ ราวกับหัวใจของเขาได้รับการชำระ ราว
กับตระหนักได้ถึงเส้นทางที่ตนเองควรจะเดิน
“ข้าคิดว่า ข้าควรจะไปตามหาอดีตพรรคพวกของตระกูลฟาง
แล้ว” เขามองไปยังเหล่าพี่น้อง “ตอนนี้ตระกูลฟางรู้เรื่องของข้าแล้ว
สงครามเงียบกำลังจะปะทุขึ้น”
“พูดให้ถูกต้องก็คือ ตระกูลฟางรู้มานานแล้วว่าท่านคือพี่สาม
ของพวกเรา” จ่างเยี่ยนพูดช้า ๆ “แต่ก่อนพวกเราคิดว่าตระกูลฟาง
สับเปลี่ยนกระดาษคำตอบเพราะหมายตาความสามารถของพี่ใหญ่
แต่วันนี้ได้รู้แล้วว่าพวกเราคิดผิดไป”
ฟางหยวนสามารถใช้เวลาหนึ่งปีฝึกฝนจนเขียนลายมือได้
เหมือนกับสวี่โม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอีกฝ่าย บางทีเขา
อาจไม่ได้ฮุ้ยหยวน แต่การสอบผ่านก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
พวกเขาเปลี่ยนผลการสอบของสวี่โม่ เหตุผลหลักก็คือเพื่อตัด
แขนขาของฟางเหิง
พวกเขากลัวการกลับมาของฟางเหิง กลัวว่าฟางเหิงจะมีคนคอย
ช่วยอยู่ในราชสำนัก กลัวว่าฟางเหิงจะกลับมาจากชายแดนเหนือ
“ที่แท้ เป็นเพราะข้าเองที่ทำร้ายทุกคน” ฟางเหิงตำหนิตัวเอง กำ
มือแน่น “เจ้าห้า เจ้าบอกมาเถอะ คิดจะให้ข้าลองหยั่งเชิงตระกูลฟาง
ต้องหยั่งเชิงอย่างไร”
เมื่อไม่อาจอยู่ร่วมกับตระกูลฟางได้แล้ว ก็ขอสู้กันจนถึงที่สุด
ดีกว่า
ลองดูสิว่าตระกูลใหญ่ที่เก่าแก่จะร้ายกาจกว่า หรือเหล่าคนหนุ่ม
ที่มีความสามารถนี้จะแข็งแกร่งกว่ากัน
“ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบร้อน” จ่างเยี่ยนหรี่ตาลง “ช่วงนี้ทุกคน
ทำอะไรไปตามปกติเถอะ พวกเรา…ต้องรอผลการสอบก่อน”
ไม่ว่าฟางหยวนจากตระกูลฟางจะสามารถผ่านการสอบและ
ได้รับตำแหน่งก่งเซิ่งมาได้หรือไม่ยังคงต้องดูกันต่อไป
พวกเขาก็จะเฝ้ารอดูด้วยความคาดหวัง