พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 377 ประกาศผลสอบระดับแคว้น
การสอบระดับแคว้นเริ่มขึ้นในวันที่สิบห้าเดือนสอง และสิ้นสุดลง
ในวันที่ยี่สิบสี่เดือนสอง
ในช่วงเวลาครึ่งเดือนที่ยุ่งวุ่นวาย เจ้าหน้าที่คัดลอกที่พักผ่อนมา
ทั้งปีก็ต้องคัดลอกกระดาษคำตอบจนปลายนิ้วเกิดแผลตะปุ่มตะป ่า
กว่าจะส่งกระดาษคำตอบนับพันแผ่นไปถึงหน้าผู้ตรวจสอบระดับสูง
จากนั้นก็ถึงคราวที่ผู้ตรวจสอบระดับสูงจะต้องเคร่งเครียด ขั้น
แรกคือคัดแยกเรียงความที่อ่านไม่รู้เรื่องออกไปก่อน แล้วเรียงลำดับ
เรียงความที่มีแนวคิดไม่ตรงกับหัวข้อสอบไว้ท้ายสุด ให้ความสำคัญ
กับการตรวจประเมินเรียงความที่โดดเด่น เหมาะสม และใช้ถ้อยคำที่
สมเหตุสมผล
ไม่น่าแปลกใจที่ทุกปีของการสอบขุนนาง มักมีบัณฑิตสืบหา
ความชอบของผู้ตรวจสอบ หากผู้ตรวจสอบชอบเรื่องสวรรค์ แต่พวก
เขากลับเขียนเรื่องพื้นดิน ย่อมโชคร้ายที่ต้องสอบไม่ผ่าน หากมี
ความสามารถโดดเด่นถึงขนาดทำให้ผู้ตรวจสอบต้องละทิ้ง
ความชอบส่วนตัว หรือกระทั่งเปลี่ยนมุมมองได้ ก็ถือเป็น
ความสามารถเฉพาะตัว
ช่วงเวลานี้กินเวลาประมาณยี่สิบวัน
สำหรับพี่น้องทั้งหกคน นี่นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการอยู่ด้วยกัน
อย่างหาได้ยาก
พวกเขากินดื่มด้วยกัน พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ แม้แต่เจียงเซิงยัง
รู้สึกซาบซึ้งที่ได้เห็นภาพพี่สามพาผู้ติดตามทั้งแปดคนฝึกวรยุทธ์อีก
ครั้ง
เวลาราวกับย้อนกลับไปในอดีต พวกเขาพี่น้องใช้ชีวิตสงบสุขอยู่
ในเขตอันสุ่ย ทว่าก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะมีคนที่ต้องยุ่งวุ่นวาย
อยู่ภายนอก เดินทางไปทั่วทุกหนแห่งและยิ้มต้อนรับผู้คนมากมาย
เจียงเซิงยุ่งอยู่กับการเปิดร้านสาขาแห่งใหม่ของร้านจิ่วเจินด้วย
ตนเอง ว่าจ้างพวกท่านป้าท่านน้าคนใหม่ ทำสัญญา ตรวจสอบ
ประวัติ รักษาความลับของสูตร ยุ่งหัวหมุนจนแทบไม่มีเวลาพัก
เจิ้งหรูเชียนเริ่มเตรียมจัดส่งลิ้นจี่รอบแรกเข้าวังหลวง ตระกูล
เลี่ยวล่มสลายไปแล้ว การจัดหาสินค้าจึงตกมาอยู่ที่เขา แต่ก็ยังมี
ตระกูลใหญ่หมายตาอยากจะแบ่งผลประโยชน์ ดังนั้น เพียงแค่ในปีนี้
ยืนฐานการค้าได้มั่นคง การค้าที่ทำเงินได้แบบนี้ก็จะถือว่าถูกเขา
กลืนกินอย่างสมบูรณ์
เวินจืออวิ่นต้องดูแลสำนักแพทย์ และออกไปตรวจอาการให้กับฮู
หยินตระกูลใหญ่เป็นครั้งคราว ศึกษาวิธีการนวดแบบใหม่ ๆ แล้วสอน
ให้กับพวกหมอหญิง
เมื่อคำนวณอย่างละเอียดแล้ว ก็พบว่ามีเพียงสวี่โม่ที่สอบเสร็จ
กับจ่างเยี่ยนที่แกะสลักไม้ยามว่างเท่านั้นที่เรียกได้ว่าอยู่อย่างสุข
สบาย
สองพี่น้องนั่งอยู่ตรงข้ามกันบนโต๊ะเขียนหนังสือ คนหนึ่งกำลัง
จับพู่กัน อีกคนกำลังเป่าขี้ไม้เบา ๆ ไกลออกไปคือฟางเหิงที่เปลือย
เปล่าท่อนบน กำลังฝึกวรยุทธ์พร้อมกับพวกพี่น้องเจียงทั้งแปด
ในที่สุด วันที่ยี่สิบเดือนสาม ผลการสอบระดับแคว้นก็ประกาศ
ออกมา
เจียงเซิงฝากร้านให้เหมียวเจาอิงกับต้ายาดูแล เจิ้งหรูเชียนสั่งให้
วังเสี่ยวซงไปจัดการขนส่งลิ้นจี่ที่หลิงหนาน เวินจืออวิ่นมอบสำนัก
แพทย์ให้วังเสี่ยวจูที่ตรวจรักษาอาการเบื้องต้นได้แล้ว รีบไปที่ประตู
สำนักสอบพร้อมกับพวกพี่น้อง
บนรถม้า
สวี่โม่สวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวสะอาดไร้รอยยับ ดูสงบเรียบร้อย
และสง่า มีเพียงคนสนิทคุ้นเคยเท่านั้นที่สังเกตเห็นลมหายใจถี่ขึ้น
เล็กน้อยของเขา และรับรู้ถึงความตื่นเต้นที่เขาพยายามปิดซ่อนสุด
ความสามารถ
การประกาศผลสอบระดับแคว้นครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องดูว่าฟาง
หยวนจะได้เป็นก่งเซิ่งหรือไม่ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการได้อันดับหนึ่งและ
ชีวิตของคนในครอบครัว
ในท้องพระโรงเมื่อปีก่อน บทสนทนาระหว่างราชวงศ์กับผู้นำ
ตระกูลฟางยังติดอยู่ในใจของ สวี่โม่
ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายต่างเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบขุนนาง แต่
แค่ฟางหยวนสอบตำแหน่งก่งเซิ่งได้ เขาก็จะได้รับตำแหน่งสามอันดับ
แรกในการสอบวังหลวงตามที่ฝ่าบาทตรัสไว้
กลับกัน หากสวี่โม่สอบไม่ผ่าน เขาจะต้องถูกลงโทษเก้าชั่วโคตร
นี่คือความแตกต่างระหว่างตระกูลใหญ่กับบัณฑิตยากจน นี่คือ
ความแตกต่างระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจ
แม้ว่าสวี่โม่จะมั่นใจว่าจะไม่สอบตก แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเล่า
ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นผลลัพธ์ เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้น กังวล และ
หวาดกลัว
ไม่มีใครสามารถบรรเทาความรู้สึกนี้ได้ ดังนั้นน้องชายน้องสาว
จึงไม่พูดอะไร แค่อยู่เคียงข้างพี่ชายเงียบ ๆ
จากเรือนเล็กไปยังสำนักสอบใช้เวลาเพียงสองถ้วยชา ทั้งรถม้า
เงียบกริบไม่มีเสียงอะไร กระทั่งรถม้าหยุดลง เจียงเซิงจึงสูดหายใจลึก
“พี่ใหญ่ ข้าจะลงไปก่อนนะ”
นางเป็นเด็กผู้หญิงที่กล้าหาญที่สุด และเป็นคนที่ไร้ความกลัว
ที่สุดในบรรดาพี่น้อง
เจียงเซิงวัยแปดขวบสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่าพี่ชายคนโต
จะได้อันดับหนึ่ง เพราะนางไม่รู้เกี่ยวกับการสอบขุนนาง และความ
สับสนต่อท้องทะเลแห่งการเรียนรู้อันกว้างใหญ่ไพศาล
ความมั่นใจของเจียงเซิงวัยสิบสองปี เป็นการสนับสนุนพี่น้อง
ความเข้าใจต่อพี่ใหญ่ และความกล้าหาญต่อสิ่งที่นางไม่รู้
เด็กหญิงในชุดกระโปรงสีแดงสดกระโดดลงจากรถม้า ทักทาย
พวกพี่ชายคนอื่น ๆ ที่คุ้นเคย แล้วพุ่งตัวไปยังแผ่นป้ายประกาศผล
สอบอย่างไม่ลังเล
นางไม่ได้นับจากท้ายไปหน้าหรือแอบมองผ่านนิ้วมือ
นางเพียงจ้องมองไปที่ตำแหน่งอันดับหนึ่ง แล้วในที่สุดก็ยิ้มกว้าง
“น้องสาวเจียงเซิง พี่สวี่มาแล้วหรือ?” ฉีหวายตะโกนจากด้าน
นอก น ้าเสียงเต็มไปด้วยความยินดี “เขาอยู่ที่ไหน รีบออกมาเร็วเข้า”
“ใช่แล้ว รีบออกมาเถอะ ๆ” อันจวิ่นก็ร้องเรียกตามด้วย
สวี่โม่สูดหายใจลึก มองไปยังเหล่าน้องชายที่มีสีหน้าให้กำลังใจ
สุดท้ายเขาก็เปิดม่านและกระโดดลงมา
มีผู้คนมากมายอยู่ที่หน้าประตูสำนักสอบ คนที่สอบผ่านดีใจจน
บ้าคลั่ง ส่วนคนที่สอบไม่ผ่านก็เศร้าโศกน ้าตาไหล บางครอบครัวก็
ร่วมยินดี บางครอบครัวก็ปลอบโยนคนเบา ๆ
ฉีหวายพาน้องสาวมา อันจวิ่นพาพ่อแม่ของเขามาด้วย พอ
เห็นสวี่โม่ก็ยิ้มกว้างทันที
“ยินดีด้วย” สวี่โม่ประสานมือคำนับ “ขอแสดงความยินดีกับพวก
เจ้าทุกคน”
“พวกข้าต่างหากที่ควรแสดงความยินดีกับเจ้า” ฉีหวายขยิบตา
พลางกล่าว “พี่สวี่มีความรู้และคุณธรรมสูงส่ง แม้เผชิญอุปสรรคก็ไม่
ย่อท้อ นับเป็นแบบอย่างที่ดีของพวกเรา…”
เขายังอยากจะกล่าวอะไรต่อ แต่ถูกน้องสาวในชุดกระโปรงสีดำ
ปิดปากเอาไว้
นางก็คือฉีเยี่ยคนนั้น นางกล่าวด้วยสีหน้าอาย ๆ ว่า “อย่าไปฟัง
พี่ชายข้าเลย ท่านรีบไปดูด้วยตัวเองเถอะ”
สวี่โม่ค่อย ๆ พยักหน้า ในที่สุดก็เดินไปที่หน้าป้ายประกาศ
น้องสาวของเขายิ้มอยู่ด้านหน้า ชื่อของเขาถูกแขวนไว้บน
ตำแหน่งสูงสุด สหายร่วมเรียนที่รู้จักกันประสานมือแสดงความยินดี
ความอิจฉาริษยาในดวงตาปิดไม่มิด
ทำไมถึงมีคนที่เก่งกาจถึงขนาดนี้ สอบสองครั้งติดกันก็ยังได้
อันดับหนึ่ง
ครั้งแรกเขาถูกคนอื่นแย่งตำแหน่งไป พอสอบครั้งที่สองก็ได้
เกียรติยศของตนเองกลับคืนมา
“สวี่ฮุ้ยหยวน” มีคนเรียกตัวตนใหม่ของเขา พลางกล่าวแสดง
ความยินดีเสียงดัง “อายุสิบหกปีก็คว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งในการสอบ
ระดับแคว้นได้แล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนับว่าหาได้ยากยิ่ง คนรุ่น
หลังช่างน่ากลัวจริง ๆ”
สวี่โม่ยิ้มน้อย ๆ พลางตอบรับคำอวยพร ไม่หยิ่งผยองหรือร้อนรน
มีคนที่สอบไม่ผ่านเพราะการสอบใหม่ที่จ้องเขม็งเขาด้วย
ความแค้น ไม่นานฟางเหิงก็พาพี่น้องเจียงทั้งแปดคนมาล้อมรอบ
พี่ชาย
“พี่ใหญ่ ยินดีด้วย!” น้อง ๆ กล่าวแสดงความยินดีอย่างร่าเริง
ในที่สุดสวี่โม่ก็ปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา แล้วเริ่มค้นหา
ชื่อของฟางหยวนอย่างจริงจัง ช่วงต้นไม่มี ช่วงท้ายก็ไม่มี
แต่ฟางเหิงมีสายตาเฉียบแหลม เขาเก็นตัวอักษรสองตัวที่ไม่โดด
เด่นเขียนว่าฟางหยวนในตำแหน่งค่อนท้ายตรงกลาง
พี่น้องที่เดิมมีสีหน้าร่าเริงกลับมาเคร่งขรึมทันที
“ลูกพี่ลูกน้องของข้าผู้นี้ก็มีความสามารถอยู่บ้างจริง ๆ” สายตา
ฟางเหิงเย็นชา “ท่านปู่สอนให้พวกเราฝึกยุทธ์ ส่วนด้านวรรณกรรม
ก็เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่เขากลับใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถสอบ
เป็นก่งเซิ่งได้”
แม้จะไม่โดดเด่นเทียบเท่าสวี่โม่ แต่ก็เหนือกว่าคนทั่วไปมาก
หากราชสำนักยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อปีที่แล้ว มอบ
ตำแหน่งสามอันดับแรกในการสอบวังหลวงให้ฟางหยวน ตระกูลฟาง
ก็จะถือว่าได้เปลี่ยนผ่านจากตระกูลทหารสู่ตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋นอ
ย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นฝ่ายชนะที่ยิ่งใหญ่
การทุจริตการสอบขุนนางครั้งนี้ คนที่เสียประโยชน์มีเพียงสวี่โม่
และบัณฑิตคนอื่นที่ต้องเสียเวลาหนึ่งปีไปโดยเปล่าประโยชน์
ไม่ใช่แค่นั้น จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของตระกูลฟาง พวกเขา
อาจเตรียมกลอุบายบางอย่างไว้สำหรับการสอบวังหลวง เพื่อทำลาย
เส้นทางการสอบขุนนางของสวี่โม่
“ทำไม!” ฟางเหิงโกรธจนกำหมัดแน่น “ตระกูลฟางเกินไปแล้ว
ตระกูลฟางรังแกคนอื่นเกินไปแล้ว!”
สิ่งที่ควรอดทนได้ก็มี แต่สิ่งที่ไม่อาจอดทนได้ก็มีเช่นกัน
หากทนไม่ไหวแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องอดทนอีกต่อไป
เขาหมุนตัวมา มองจ่างเยี่ยนที่กำลังขมวดคิ้วแน่น “เจ้าห้า บอก
ข้าที ต้องใช้วิธีไหนถึงจะรู้ได้ว่าตระกูลฟางมีแผนการอะไรอยู่?”